ผมมีความรู้สึกโดยส่วนตัวล้วนๆ (จะเรียกว่า “มโนล้วน” ก็ได้)ว่า.....ตั้งแต่ย่างเข้าทศตวรรษที่๒๑ ประเทศต่างๆ ที่เคยรุ่งเรืองในอดีตเริ่มจะกลับมารุ่งเรืองฉายแสงอีกครั้ง ไม่ว่า จีน อินเดีย อินโดนีเซีย .....ก่อนหน้านี้ความรุ่งเรืองจะอยู่ที่โลกตะวันตกซะส่วนใหญ่ยกเว้น ญี่ปุ่น
เอเชียอุษาคเนย์ของเราในอดีตนั้นที่รุ่งเรืองเห็นจะไม่มีใครเกินกัมพูชาและพม่าไปได้ อาณาจักรกัมพูชานั้นรุ่งเรืองมาหลายพันปี(อาณาเขตของไทยในปัจจุบันก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเขา) ถัดมาก็คือพม่าที่เคยเกรียงไกรในอดีต แต่สุดท้ายก็ดับแสดงวูบต่อกองทัพอังกฤษ สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเชื่อมั่นในเกรียงไกรของตัวเองว่าจะต่อกรกับทัพอังกฤษและอินเดียได้.....ความรุ่งเรืองจึงล่มสลายไปพร้อมๆ กับราชวงศ์สุดท้ายคืออลองพญา
พม่าได้รับอิสระภาพจากอังกฤษ...๒๔ ปี หลังจากการรัฐประหารครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี๒๔๗๕ พม่าฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว.....ช่วงนั้นมหาวิทยาลัยพม่าเป็นมหาวิทยาลัยได้รับเรตติ้งว่าดีที่สุดในเอเชียอาคเนย์ ส่วนเวทีการเมืองระดับโลก ปี ๒๕๑๕ นักการเมืองพม่านายอู่ถั่น ได้รับโหวตให้เป็นเลขาธิการสหประชาชาติคนแรกของเอเชีย ด้านการกีฬา...พม่าครองเจ้าเหรียญทองกีฬาแหลมทอง(ต่อมาคือซีเกมส์)สองครั้ง เรียกได้ว่าหลังการได้รับอิสระภาพจากอังกฤษไม่นาน พม่าปฏิรูปและพัฒนาประเทศอย่างโดดเด่นทั้งด้าน การศึกษา กีฬา และการเมือง.....แต่การพัฒนาก็ต้องชะงักเมื่อทหารเข้ามาคุมอำนาจ
หลังกลุ่มทหารคลายอำนาจไม่กี่ปีที่ผ่านมา....เมียนมาร์ก็เริ่มพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็วอีกครั้ง องค์ประกอบที่สำคัญที่ขับเคลื่อนการพัฒนาก็คือ ศักยภาพด้านทรัพยากรณ์ธรรมชาติอันมากมายมหาศาลของเมียนมาร์ประเภทที่เรียกได้ว่าหาแค่เมียนมาร์ประกาศหยุดส่งแก๊ซให้ประเทศไทยในระยะเวลาสั้นๆ ก็สร้างความโกลาหลให้ประเทศไทยเลยทีเดียว รายได้เข้าประเทศเมียนมาร์ก็มาจากทรัพยากรณ์ด้านพลังงาน,อัญมณีและการประมง (หันกลับมามองประเทศไทยตอนนี้ ธุรกิจส่งออกและรายได้จากส่วนอื่นแทบจะไม่มี)
เท่าที่ติดตามข่าวสาร ตอนนี้รัฐบาลพม่าเริ่มจะออกกฏหมายว่าด้วยการคุ้มครองความเป็นอยู่ของประชาชนของเขาในระดับสากลแล้ว มีการทบทวนพิจารณาการให้ชาวต่างชาติมาลงทุนในประเทศโดยให้คนของเขามีส่วนร่วมด้วย
การย้ายเมืองหลวงออกจากร่างกุ้งนับว่าเป็นความกล้าและมองการณ์ไกลอย่างน่าชมเชย คน “ร่างกุ้ง” เองก็ไม่ได้ติดภาพและหยิ่งในความเป็นคนเมืองหลวงแต่อย่างใด(หลับตานึกการคิดจะย้ายเมืองหลวงของไทยจากกรุงเทพฯ ไปที่อื่นดู)......รวมไปถึงการก่อสร้างสนามบินนานาชาติเพื่อรองรับหลายๆ อย่างในอนาคตก็เป็นไปอย่างไม่ตะกุกตะกักเหมือนโครงการสนามบินหนองงูเห่าที่กินเวลาเท่าอายุขัยคนของไทย
เมียนมาร์กำลังเนื้อหอมที่สุดในตอนนี้....ญี่ปุ่นกล้าประกาศยกหนี้ทั้งหมดให้ก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีในการร่วมลงทุน.....ยิ่งถ้าเมื่อไหร่ที่เขาเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่.....การท่องเที่ยวประเทศไทยต้องออกอาการหนาวๆ ร้อนๆ อย่างช่วยไม่ได้.....เขามีวัด มีเจดีย์ มีชายหาด ประวัติศาสตร์ มีภูเขา(บางพื้นทีปกคลุมด้วยหิมะ) ......ไม่เกินสิบปีเลย...พม่าแซงเราแน่ ....เชื่อหัวไอ้เรืองดิ๊???
........มองเมียนมาร์แล้วหันมาแลไทย......
เอเชียอุษาคเนย์ของเราในอดีตนั้นที่รุ่งเรืองเห็นจะไม่มีใครเกินกัมพูชาและพม่าไปได้ อาณาจักรกัมพูชานั้นรุ่งเรืองมาหลายพันปี(อาณาเขตของไทยในปัจจุบันก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเขา) ถัดมาก็คือพม่าที่เคยเกรียงไกรในอดีต แต่สุดท้ายก็ดับแสดงวูบต่อกองทัพอังกฤษ สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเชื่อมั่นในเกรียงไกรของตัวเองว่าจะต่อกรกับทัพอังกฤษและอินเดียได้.....ความรุ่งเรืองจึงล่มสลายไปพร้อมๆ กับราชวงศ์สุดท้ายคืออลองพญา
พม่าได้รับอิสระภาพจากอังกฤษ...๒๔ ปี หลังจากการรัฐประหารครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี๒๔๗๕ พม่าฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว.....ช่วงนั้นมหาวิทยาลัยพม่าเป็นมหาวิทยาลัยได้รับเรตติ้งว่าดีที่สุดในเอเชียอาคเนย์ ส่วนเวทีการเมืองระดับโลก ปี ๒๕๑๕ นักการเมืองพม่านายอู่ถั่น ได้รับโหวตให้เป็นเลขาธิการสหประชาชาติคนแรกของเอเชีย ด้านการกีฬา...พม่าครองเจ้าเหรียญทองกีฬาแหลมทอง(ต่อมาคือซีเกมส์)สองครั้ง เรียกได้ว่าหลังการได้รับอิสระภาพจากอังกฤษไม่นาน พม่าปฏิรูปและพัฒนาประเทศอย่างโดดเด่นทั้งด้าน การศึกษา กีฬา และการเมือง.....แต่การพัฒนาก็ต้องชะงักเมื่อทหารเข้ามาคุมอำนาจ
หลังกลุ่มทหารคลายอำนาจไม่กี่ปีที่ผ่านมา....เมียนมาร์ก็เริ่มพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็วอีกครั้ง องค์ประกอบที่สำคัญที่ขับเคลื่อนการพัฒนาก็คือ ศักยภาพด้านทรัพยากรณ์ธรรมชาติอันมากมายมหาศาลของเมียนมาร์ประเภทที่เรียกได้ว่าหาแค่เมียนมาร์ประกาศหยุดส่งแก๊ซให้ประเทศไทยในระยะเวลาสั้นๆ ก็สร้างความโกลาหลให้ประเทศไทยเลยทีเดียว รายได้เข้าประเทศเมียนมาร์ก็มาจากทรัพยากรณ์ด้านพลังงาน,อัญมณีและการประมง (หันกลับมามองประเทศไทยตอนนี้ ธุรกิจส่งออกและรายได้จากส่วนอื่นแทบจะไม่มี)
เท่าที่ติดตามข่าวสาร ตอนนี้รัฐบาลพม่าเริ่มจะออกกฏหมายว่าด้วยการคุ้มครองความเป็นอยู่ของประชาชนของเขาในระดับสากลแล้ว มีการทบทวนพิจารณาการให้ชาวต่างชาติมาลงทุนในประเทศโดยให้คนของเขามีส่วนร่วมด้วย
การย้ายเมืองหลวงออกจากร่างกุ้งนับว่าเป็นความกล้าและมองการณ์ไกลอย่างน่าชมเชย คน “ร่างกุ้ง” เองก็ไม่ได้ติดภาพและหยิ่งในความเป็นคนเมืองหลวงแต่อย่างใด(หลับตานึกการคิดจะย้ายเมืองหลวงของไทยจากกรุงเทพฯ ไปที่อื่นดู)......รวมไปถึงการก่อสร้างสนามบินนานาชาติเพื่อรองรับหลายๆ อย่างในอนาคตก็เป็นไปอย่างไม่ตะกุกตะกักเหมือนโครงการสนามบินหนองงูเห่าที่กินเวลาเท่าอายุขัยคนของไทย
เมียนมาร์กำลังเนื้อหอมที่สุดในตอนนี้....ญี่ปุ่นกล้าประกาศยกหนี้ทั้งหมดให้ก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีในการร่วมลงทุน.....ยิ่งถ้าเมื่อไหร่ที่เขาเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่.....การท่องเที่ยวประเทศไทยต้องออกอาการหนาวๆ ร้อนๆ อย่างช่วยไม่ได้.....เขามีวัด มีเจดีย์ มีชายหาด ประวัติศาสตร์ มีภูเขา(บางพื้นทีปกคลุมด้วยหิมะ) ......ไม่เกินสิบปีเลย...พม่าแซงเราแน่ ....เชื่อหัวไอ้เรืองดิ๊???