การลงมติของสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. เรื่องสัดส่วนคณะกรรมาธิการยกร่าง
รัฐธรรมนูญ 20 คนลงเอยว่า ไม่ต้องมาจากคนนอกเลยแม้แต่คนเดียว ดูจะไม่ใช่
เรื่องน่าประหลาดใจใดๆ
แม้ว่าจะมีข้อเสนอว่าให้มีคนนอกสัก 5 คน ก็ยังดี เพราะจะได้ไม่ถูกมองว่า รัฐธรรมนูญ
ใหม่จะถูกยกร่างโดยผู้ชนะที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
แต่สมาชิกสปช.หลายรายไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ เพราะเห็นว่า 5 คนเป็นเพียงเสียง
ส่วนน้อย ตั้งไปก็ไม่มีประโยชน์ รังแต่จะวุ่นวายภายหลัง หากไม่มีผู้เข้าร่วม เพราะคนนอก
ที่เป็นคู่ขัดแย้งมีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารอยู่แล้ว
การที่สปช.คิดได้ถึงขนาดนี้ น่าจะคิดต่อไปอีกนิดว่า นอกเหนือจากคู่ขัดแย้งแล้วมีประชาชน
อีกจำนวนเท่าใดที่ไม่เห็นด้วยกับกระบวนการที่ผ่านมา
คําถามที่สำคัญยิ่งของการปฏิรูปก็คือ ท่านได้ถามประชาชนหรือไม่ว่าเขาต้องการอะไร
และรู้หรือไม่ว่าประชาชนจำนวนเสียงข้างมากอยู่ ณ จุดยืนใด
คำตอบนี้จะหาจากคณะกรรมาธิการชุดใดๆ ก็ไม่ได้ เพราะวิธีการที่วัดเสียงประชาชนได้
ชัดเจนก็คือการเลือกตั้ง หรืออย่างน้อยคือการลงประชามติ
ผู้เสนอให้คนนอกเข้าร่วมคณะกรรมธิการยกร่างให้เหตุผลว่า การร่างรัฐธรรมนูญหลาย
ฉบับที่ผ่านมาถูกมองว่า ผู้ชนะร่างขึ้นมาจัดการผู้แพ้ ความขัดแย้งจึงสานต่อเรื่อยมา
เป็นการตั้งข้อสังเกตที่ยังไม่ถูกต้องนัก
ความขัดแย้งที่ก่อตัวขึ้นนั้นมาจากคำถามในใจประชาชนว่า เหตุใดวิถีทางนอก
ประชาธิปไตยจึงมาจัดการกับความเป็นไปทางการเมืองได้ทุกเมื่อ
ในเมื่อคำปรารภในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวระบุว่า ให้ฟื้นความสามัคคี สร้างความเป็นธรรม
แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
แต่มติกำหนดสัดส่วนคณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ไปในทิศทางนี้
การปล่อยให้ประชาชนจำนวนมากและเสียงข้างมากถูกกระทำให้เป็น "คนนอก"
ไม่ใช่หนทาง ของการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตย
เพราะหลักพื้นฐานของประชาธิปไตย ทุกคนต้องเป็น "คนใน"
พร้อมเคารพกติกาว่า ทุกคนต้องมีส่วนร่วมด้วยสิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมกัน
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReE5EVXhNRGc0TkE9PQ==§ionid=
คนนอก-คนใน : บทบรรณาธิการ ข่าวสดออนไลน์
รัฐธรรมนูญ 20 คนลงเอยว่า ไม่ต้องมาจากคนนอกเลยแม้แต่คนเดียว ดูจะไม่ใช่
เรื่องน่าประหลาดใจใดๆ
แม้ว่าจะมีข้อเสนอว่าให้มีคนนอกสัก 5 คน ก็ยังดี เพราะจะได้ไม่ถูกมองว่า รัฐธรรมนูญ
ใหม่จะถูกยกร่างโดยผู้ชนะที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
แต่สมาชิกสปช.หลายรายไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ เพราะเห็นว่า 5 คนเป็นเพียงเสียง
ส่วนน้อย ตั้งไปก็ไม่มีประโยชน์ รังแต่จะวุ่นวายภายหลัง หากไม่มีผู้เข้าร่วม เพราะคนนอก
ที่เป็นคู่ขัดแย้งมีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารอยู่แล้ว
การที่สปช.คิดได้ถึงขนาดนี้ น่าจะคิดต่อไปอีกนิดว่า นอกเหนือจากคู่ขัดแย้งแล้วมีประชาชน
อีกจำนวนเท่าใดที่ไม่เห็นด้วยกับกระบวนการที่ผ่านมา
คําถามที่สำคัญยิ่งของการปฏิรูปก็คือ ท่านได้ถามประชาชนหรือไม่ว่าเขาต้องการอะไร
และรู้หรือไม่ว่าประชาชนจำนวนเสียงข้างมากอยู่ ณ จุดยืนใด
คำตอบนี้จะหาจากคณะกรรมาธิการชุดใดๆ ก็ไม่ได้ เพราะวิธีการที่วัดเสียงประชาชนได้
ชัดเจนก็คือการเลือกตั้ง หรืออย่างน้อยคือการลงประชามติ
ผู้เสนอให้คนนอกเข้าร่วมคณะกรรมธิการยกร่างให้เหตุผลว่า การร่างรัฐธรรมนูญหลาย
ฉบับที่ผ่านมาถูกมองว่า ผู้ชนะร่างขึ้นมาจัดการผู้แพ้ ความขัดแย้งจึงสานต่อเรื่อยมา
เป็นการตั้งข้อสังเกตที่ยังไม่ถูกต้องนัก
ความขัดแย้งที่ก่อตัวขึ้นนั้นมาจากคำถามในใจประชาชนว่า เหตุใดวิถีทางนอก
ประชาธิปไตยจึงมาจัดการกับความเป็นไปทางการเมืองได้ทุกเมื่อ
ในเมื่อคำปรารภในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวระบุว่า ให้ฟื้นความสามัคคี สร้างความเป็นธรรม
แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
แต่มติกำหนดสัดส่วนคณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ไปในทิศทางนี้
การปล่อยให้ประชาชนจำนวนมากและเสียงข้างมากถูกกระทำให้เป็น "คนนอก"
ไม่ใช่หนทาง ของการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตย
เพราะหลักพื้นฐานของประชาธิปไตย ทุกคนต้องเป็น "คนใน"
พร้อมเคารพกติกาว่า ทุกคนต้องมีส่วนร่วมด้วยสิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมกัน
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReE5EVXhNRGc0TkE9PQ==§ionid=