ประเทศไทย ยังไม่พร้อมกับระบบเลือกตั้ง เกินกึ่งหนึ่งหรือเกินร้อยละ50 อีกเหรอ

ประเทศไทย ยังไม่พร้อมกับระบบเลือกตั้ง เกินกึ่งหนึ่งหรือเกินร้อยละ50 อีกเหรอ เราว่าน่าจะพร้อมแล้วนะ
1.จะว่าคนไทยไม่สนใจการเมือง แต่ดูยอดผู้ชมนุมแต่ละฝ่ายสิ แต่ละครั้งสิ เยอะมากๆ  แต่ทำไมกลับกลัวคนไทยไม่ออกไปเลือกตั้ง รอบ 2 รอบ3 กันละ
2.เมื่อในทางปฏิบัติ Vote No (ไม่ประสงค์ลงคะแนน) ไม่ได้มีความหมาย ทำไม เราไม่ทำให้มันมีความหมายละ
3.เคยเห็นแต่คนไทยเถียงกันเรื่องจรรยาบรรณนักการเมือง(ไม่ว่าจะฝ่ายไหน) แต่แทบไม่มี เพราะอะไร เราว่าน่าจะเพราะในทางปฏิบัติ จรรยาบรรณทำอะไรเขาไม่ได้ ย้อนไปข้อ2. ทำไม ไม่ให้เขาตระหนักละว่า ต้องทำตัวดีๆ ดูข่าวต่างประเทศ เห็นนักการเมืองลาออกแสดงความรับผิดชอบ เพราะอะไร น่าจะมาจากเขาแคร์คะแนนโหวต และกลัวทำให้คะแนนพรรคตกไปด้วย
4.ทำไม ส.ส. บ้านเราต้องสังกัดพรรคการเมืองอย่างเดียว มีการระบุอีกต่างหากว่าอยู่มาไม่ต่ำกว่ากี่ปี คือเพื่ออะไร เพื่อจะให้รู้ว่ามีทัศนคติเหมือนกันกับพรรคนะเหรอ... พอลงคะแนนเสียง ก็ตามที่เห็นกัน จะโหวตให้ผ่านก็ยกมือไม่ลืมหูลืมตา จะค้านก็ค้านดะไปทุกเรื่อง ไม่งั้นกระเด็นออกจากพรรค... คือส.ส. เข้าสภาไปแล้ว ไม่แค่คะแนนคนโหวตคะแนนให้เลยสักนิด... ดังนั้นตามหลักควรมี ส.ส.อิสระ แม้ไม่มาก แต่นั้นอาจทำให้อะไรๆดีขึ้น และส.ส.สังกัดพรรคจะลงมติอะไรจะมองคนในเขตที่ตนเองได้ลงสมัครมาเป็นหลักมากกว่า
5.พรรคการเมืองก็สำคัญและต้องทำให้เข้มแข็ง ถามว่าต้องการให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ต้องทำอย่างไร ไม่ใช่มีเงินแล้วได้อยู่ปาร์ตี้ลิสลำดับต้นๆ หรอกนะ แต่ก็อย่าว่าสิ ทุนสนับสนุนในการหาเสียงก็สำคัญ แต่ต้องทำแบบให้ประชาชนได้ร่วมสนับสนุนด้วย คือเงินภาษีสามารถ เลือกจ่ายพรรคการเมืองได้ แต่ในทางปฏิบัติ ประชาชนจ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมืองไปแล้ว แต่ไม่ได้ช่วยตัดสินใจอะไรเลย คือด้วยใจรักพรรคหรือความคิดทางการเมืองอย่างเดียว  ณ ตอนนี้  ทำไมเราไม่ทำให้ ส.ส.หรือพรรคการเมืองตระหนักละว่า จะทำอะไร ต้องนึกถึงภาพพจน์ของตนเองและพรรค เพราะจะส่งผลต่อเงินสนับสนุนพรรคที่ประชาชนจะให้
6...
เหตุผลที่จะทำให้การเมืองตามระบบตัวแทนในระบบรัฐสภาเข้มแข็ง ก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชนไม่ใช่หรอกหรือ?
เราจึงอยากเสนอความคิด เล็กๆน้อยๆ ในการเลือกตั้ง ดังนี้
นำระบบเลือกตั้งเกินร้อยละ 50 มาใช้
1.ส.ส.500 คน มาจาก แบบแบ่งเขต 375 และอีก125 มาจากปาร์ตี้ลิสเหมือนเดิม (75:25)
2.ส.ส.แบบแบ่งเขต ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง
3.นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ( ถือเอาว่า เป็น เบอร์ 1หรือลำดับ1 ปาร์ตี้ลิส... คือ เป็น ส.ส. คนหนึ่ง คะแนนการจะได้เป็น ส.ส.มาจากคะแนนปาร์ตี้ลิส แต่คะแนนนายกมาจากประชาชน ...มันต้องไปควบคู่กัน)
***เอาละสิ บัตรเลือกตั้ง 3 ใบ มันจะวุ่นไปไหม... วุ่นตอนเลือกตั้งดีกว่ามาวุ่นตอนประท้วง เลือกเอาละกัน  ถามว่าประชาชนจะสับสน คือ ดูถูกคุณภาพการศึกษาไทยไปหรือเปล่า เราว่าถ้าศึกษากันจริงๆ บัตรเสียจะน้อยลงนะ และต้องทำให้เป็นหลักปฏิบัติตลอดไป ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนระบบทุกครั้งที่เลือกตั้งใหม่
4.เลือกตั้งรอบแรกในเขตใครได้คะแนนเกิน 50% (จากทุกคะแนนรวมโหวตโน แต่ไม่รวมบัตรเสีย)ชนะไปเลย ถ้าไม่มี เอาที่ 1-2 คะแนนเยอะสุด(จากคะแนนเลือกตั้งรวมโหวตโนโดยต้องมีคะแนน 30%ขึ้นไม่รวมบัตรเสีย)...มาแข่งกันในรอบ 2 แต่ถ้า มี 3 คนที่คะแนนมาสูสี ก็เอา3 คน(แต่ละคน เกิน 30% จากคะแนนเลือกตั้ง รวมโหวตโน) โหวตโนจะมีความหมายทันที ถ้ารอบแรกมีคนเดียว ถึง 30% ประกาศรับสมัครใหม่ คนเดิมลงได้ แต่พรรคกล้าส่งคนเดิมไหมละ
5.เลือกตั้งรอบ 2 แข่งกัน 2-3 คน เอาคนที่ได้คะแนนเกิน50%จากทุกคะแนนไม่รวมบัตรเสีย เป็น ส.ส. ในรอบนี้ โหวตโนจะมีความหมายอีกครั้ง ถามว่าพรรคเล็กจะสู้ได้เหรอ เราว่าการสู้ด้วยตัวบุคคลมากกว่า ใครที่เคยเลือกคนอื่นที่ไม่เข้ารอบยังได้ มีสิทธิ์เลือก 1 ใน2 หรือ 1ใน3 ที่ตนเองพอใจที่สุด(ถือว่าเป็น ส.ส.ที่คนเลือกอีกต่างหาก) ถ้าไม่พอใจจริงก็โหวตโนได้ รอบ 2 ถ้าไม่มีใครได้คะแนนเกิน 50% ก็ประกาศรับสมัครใหม่ คนเดิมลงสมัครได้ไม่จำกัดสิทธิ์ แต่คุณคิดว่าพรรคจะกล้าส่งคนเดิมลงไหมละ
***จะทำให้พรรคสรรหาคนดีมาให้ประชาชนเลือก เพราะต้องการเสียงประชาชนจริงๆ ถามว่าแล้วจะได้ครม.ตอนไหน ถ้าเลือกตั้งไม่จบ อย่าลืมว่าเรามีปาร์ตี้ลิส และนายกโดยตรง สามารถตั้ง ครม.ได้จากนายก ได้เลย
6.เลือกนายก โดยการลงคะแนนโดยตรง รอบแรก เอาคนที่ได้ 30 % ขึ้นไป มาเลือกรอบ 2 (คะแนนจากทุกคะแนนรวมโหวตโนแต่ไม่รวมบัตรเสีย) แม้ใครที่ไม่ได้ถึง 30% ก็คงได้เป็น ส.ส. เพราะ ถือว่าเป็นลำดับหนึ่งปาร์ตี้ หรือแม้จะแพ้รอบ 2 ก็เป็น ส.ส.อยู่ดี
7.รอบ 2 เอาคนที่ได้คะแนนเยอะสุด เป็นนายก (ถ้าเอาเกิน 50%จะยุ่งยากเกินไป โหวตโนแม้จะไม่มีความหมายมากในรอบนี้ แต่ก็ช่วยตัดคะแนนหรือไม่ก็ได้แสดงให้เห็นว่า คะแนนนิยมนายกจริงๆ มีขนาดไหน ต่อไปการยั่งคะแนนความนิยมจะได้สามารถทำได้ ...)
8.ได้นายก ก็ตั้ง ครม.ได้เลย ไม่ต้องรอ สมาชิก ส.ส.เต็มสภา แม้นายกและครม.จะมาจากพรรค ก. แต่ ส.ส.พรรค ข. เยอะสุดในสภาก็ตาม  ถามว่า แล้วพรรคเล็กจะมีบทบาทเหรอ เราว่าก็ยังมีบทบาทอยู่ เพราะครม.ต้องหาพรรคเล็กเสริม เพราะการลงมติสภาต้องอาศัยพรรคเล็กอยู่ดี
***ครม.ไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส.ทุกคน แต่ ต้องเป็น ส.ส.เกินกึ่งหนึ่งของ ครม.

***การยุบสภา ยุบไม่ได้จากนายก แต่นายกลาออกได้ โดยต้องเลือกใหม่โดยตรงเท่านั้น(จากรายชื่อ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสหรือส.ส.แบ่งเขตก็ได้ ลงได้พรรคละ 1คน)  สภาจะยุบได้ ก็ต่อเมื่อ ส.ส.เองเกิน 75 % ลงมติ(ไม่รวม ส.ว.) เพื่อเลือกตั้งใหม่ ในกรณีหลังนายกหมดสภาไปด้วย


ถ้าไทยเลือกตั้งแบบนี้ จรรยาบรรณนักการเมืองจะกลับมาเอง เพราะแม้จะชอบพรรค แต่เราไม่จำเป็นต้องเลือก ส.ส.เราคิดว่าไม่ดีที่พรรคที่เราชอบหยิบยืนให้ก็ได้ แล้วพรรคจะสรรหาคนที่ดีที่สุดมาให้ประชาชนเลือกเอง  เพราะภาพพจน์ของพรรคเองด้วย
***ถามหาเงินสนับสนุนพรรค ถ้าประชาชนมีส่วนร่วมในการออกเสียงขชนาดนี้ ประชาชนยินดีเอาเงินภาษีไปสนับสนุนพรรคแน่นอน...


ปล.เป็นแค่ความคิดจากเรานะ กรุณาอย่าดราม่าอย่าด่าเรานะ  เพราะคงเป็นแค่ฝันในเรื่องนี้สำหรับการเมืองไทย ช่วยเสนอความคิดวิพากษ์วิจารณ์เพิ่มด้วยนะ
*** ปิดโหวต วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ.2557 เวลา 13:27:07 น.
1. ประเทศไทย ยังไม่พร้อมกับระบบเลือกตั้ง เกินกึ่งหนึ่งหรือเกินร้อยละ50 อีกเหรอ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่