คือผมเรียนจบนิติศาสตร์ครับ จบเมื่อปี 56 ก็ลงสอบใบอนุญาตว่าความและลงเรียนเนติบัณฑิตฯเพราะหวังและตั้งใจว่าจะประกอบอาชีพทางด้านกฎหมาย ทีนี้ระหว่างที่เรียนที่สอบอยู่นั้น แม่ก็ฝากให้ไปทำงานกับเพื่อนแม่ เขาเปิดเป็นศูนย์ภาษา แบบสอนพิเศษภาษาต่างๆให้เด็กประถม-มัธยม-มหาวิทยาลัย-คนทั่วไป งานคือเป็นผู้ช่วย เวลาครูต่างชาติสอน เวลาเขามีกิจกรรมต่างๆทั้งในและนอกสถานที่ (ตอนเด็กๆผมก็มาเรียนภาษาที่นี่แหละ) งานนี้ทำสัปดาห์ละ 3-4 วัน มีเวลาอ่านหนังสือ ลงฝึกภาคปฏิบัติทนายความไว้ก็ทำไปด้วยได้ เงินเดือนแล้วแต่เขาจะให้ ก็ประมาณ 5,000-10,000 บาท แต่พักอยู่ที่บ้าน
ทีนี้ประมาณกลางๆเดือน ผมได้งาน แบบเป็นพนักงานบริษัท เงินเดือน 15,000 ที่ผมเคยไปสมัครงานและสัมภาษณ์ไว้ตั้งแต่ตอนเรียนจบมาใหม่ๆ เป็นบริษัทเล็กๆ เพื่อนผมก็ทำที่นั่น เขาจะรับแล้วก็พอดีแม่บอกให้กลับมาอยู่ที่บ้าน แล้วพอดีตอนนี้มีพนักงานลาออก เขาก็โทรมาถามว่ายังอยากไปร่วมงานกับเขาไหม ให้เวลาคิดถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน ผมก็มาบอกพ่อกับแม่ว่าจะไปทำงานที่อื่นนะ ทีนี้แหละครับยาว พ่อโอเค แต่แม่บอกว่าไม่ให้ไป ยังไงก็ไม่ยอมให้ไป อยู่ไกล แม่เป็นห่วง (คืออยู่ห่างกันคนละภาคเลยกับบ้านผม) ผมก็บอกว่าอยากไปจริงๆ ในความคิดคืออยากลองออกไปทำอะไรสักอย่างเองบ้าง นี่บ้านก็อยู่กับพ่อแม่ รถพ่อแม่ก็ซื้อให้ งานก็ฝากให้ เงินเดือนไม่พอใช้พ่อแม่ก็ให้ทีละ 500 ทีละ 1,000 ผมไม่อยากเป็นตุ๊กตาที่แม่สั่งให้หันซ้ายก็ซ้าย ขวาก็ขวา อยู่ที่นั่นก็ว่าจะพักบ้านเพื่อนไปก่อน เข้าที่แล้วค่อยขยับขยาย ผมพูดกับแม่ไม่ได้พูดแบบนี้นะ แค่พยายามขออนุญาตให้ผมลองไปดู แต่พูดไปได้ไม่เท่าไหร่แม่ก็ร้องไห้ แม่บอกมีลูกชายคนเดียว ถ้าเกิดไปเป็นอะไรอยู่ทางโน้นแม่จะทำอย่างไร ผมก็บอกว่าอยากไปจริงๆนะ หนักเข้าแม่ก็บอกว่าไปเลย อยากไปมากก็ไป ไปวันนี้เลยก็ได้ แม่ไม่พูดแล้ว
คือตอนนี้ผมก็ไม่สบายใจมากที่เห็นน้ำตาของแม่แบบนี้ ถึงอยากจะไปแต่พอไปแล้วก็จะอยู่ไม่สุข เพราะจะมัวคิดพะวงอยู่แต่เรื่องนี้แหละ แต่ถ้าจะอยู่แบบนี้ก็ละอายใจ เรียนก็จบแล้วยังเป็นที่พึ่งให้ตัวเองไม่ได้เลย
แม่ไม่อยากให้ไปทำงานไกลบ้าน
ทีนี้ประมาณกลางๆเดือน ผมได้งาน แบบเป็นพนักงานบริษัท เงินเดือน 15,000 ที่ผมเคยไปสมัครงานและสัมภาษณ์ไว้ตั้งแต่ตอนเรียนจบมาใหม่ๆ เป็นบริษัทเล็กๆ เพื่อนผมก็ทำที่นั่น เขาจะรับแล้วก็พอดีแม่บอกให้กลับมาอยู่ที่บ้าน แล้วพอดีตอนนี้มีพนักงานลาออก เขาก็โทรมาถามว่ายังอยากไปร่วมงานกับเขาไหม ให้เวลาคิดถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน ผมก็มาบอกพ่อกับแม่ว่าจะไปทำงานที่อื่นนะ ทีนี้แหละครับยาว พ่อโอเค แต่แม่บอกว่าไม่ให้ไป ยังไงก็ไม่ยอมให้ไป อยู่ไกล แม่เป็นห่วง (คืออยู่ห่างกันคนละภาคเลยกับบ้านผม) ผมก็บอกว่าอยากไปจริงๆ ในความคิดคืออยากลองออกไปทำอะไรสักอย่างเองบ้าง นี่บ้านก็อยู่กับพ่อแม่ รถพ่อแม่ก็ซื้อให้ งานก็ฝากให้ เงินเดือนไม่พอใช้พ่อแม่ก็ให้ทีละ 500 ทีละ 1,000 ผมไม่อยากเป็นตุ๊กตาที่แม่สั่งให้หันซ้ายก็ซ้าย ขวาก็ขวา อยู่ที่นั่นก็ว่าจะพักบ้านเพื่อนไปก่อน เข้าที่แล้วค่อยขยับขยาย ผมพูดกับแม่ไม่ได้พูดแบบนี้นะ แค่พยายามขออนุญาตให้ผมลองไปดู แต่พูดไปได้ไม่เท่าไหร่แม่ก็ร้องไห้ แม่บอกมีลูกชายคนเดียว ถ้าเกิดไปเป็นอะไรอยู่ทางโน้นแม่จะทำอย่างไร ผมก็บอกว่าอยากไปจริงๆนะ หนักเข้าแม่ก็บอกว่าไปเลย อยากไปมากก็ไป ไปวันนี้เลยก็ได้ แม่ไม่พูดแล้ว
คือตอนนี้ผมก็ไม่สบายใจมากที่เห็นน้ำตาของแม่แบบนี้ ถึงอยากจะไปแต่พอไปแล้วก็จะอยู่ไม่สุข เพราะจะมัวคิดพะวงอยู่แต่เรื่องนี้แหละ แต่ถ้าจะอยู่แบบนี้ก็ละอายใจ เรียนก็จบแล้วยังเป็นที่พึ่งให้ตัวเองไม่ได้เลย