4 วัน 3 คืน -- เชียงใหม่-สะเมิง ดินแดนของน้ำใจ



สวัสดีค่ะทุกท่าน วันนี้ฉันมานำเสนอ การเดินทางท่องเที่ยว ที่สุดแสนจะธรรมดา

แต่ทุกท่านรู้รึเปล่าค่ะ ว่า "รอยยิ้มเป็นโรคติดต่อ"

แล้วมันเกี่ยวอะไรกันนะเหรอค่ะ

ก็เกี่ยวกันตรงที่ การเดินทางที่ไม่พิเศษ ไม่ชิ้น ไม่งอก ครั้งนี้

ทำให้ฉัน ยิ้มได้ และฉันหวังว่า

"รอยยิ้มของฉัน จะติดต่อไปถึง ทุกท่านด้วย ^___^v"




Credit: ขอขอบคุณ
- Template ที่ดาวน์โหลดมาจาก Bit
- รูปจาก Vector Stock
- เพลงประกอบ : นักแสวงหา ศิลปิน พงสิทธิ์ คำภีร์

ก่อนที่จะเริ่มเรื่องราว ด้วยความที่ดิฉัน ไม่มีความเชี่ยวชาญทางด้านกราฟฟิค ไม่ใช่ช่างภาพ และไม่ใช่นักเขียน หากมีสิ่งใดที่ดิฉันทำ แล้วไม่เหมาะสม ก่อให้เกิดความเสียหายและ ขุ่นข้องใจ หรือ เดือดร้อน ดิฉันต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ก่อนเป็นสิ่งแรก และพร้อมน้อมรับ ความคิดเห็น คำติชม หรือ คำตักเตือนค่ะ

ดิฉันเขียนกระทู้นี้ขึ้นมาก็เพียงเพื่อ หนึ่งคือแบ่งปันเรื่องราวดีดี ที่ได้เคยสัมผัส และ สองอยากบอกเล่าถึงน้ำใจของผู้คนที่สะเมิง ซึ่งดิฉันที่ได้รับมาจากการท่องเที่ยวครั้งนี้ค่ะ




วันแรกดนตรีมา

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

คลิกฟังเพื่อ เพิ่มอรรถรสในการเข้าชม ท้ายๆ มีเสียงลมนิดหน่อยอย่าเปิดเสียงดังมากนะคะ




เป้าหมายการเดินทางครั้งนี้  คือ การพักผ่อน ไปตามที่จะไป ไม่ได้วางแผนไว้มากมายนัก
"แล้วค่อยว่ากัน" คำพูดติดปากของ Bellboy จึงเกิดการเดินทาง 4 วัน 3 คืน กรุงเทพ เชียงใหม่ สะเมิงขึ้น





วัดอุโมงค์หลัง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่







ที่หมายต่อไป " ว่ากันด้วยเรื่องสถานีเกษตรหลวงปางดะ" ขอเล่าย้อนยาวหน่อยนะคะ

          รู้จักที่นี่ เมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว เพราะมาทำงานวิจัยของเพื่อน ความประทับใจที่ได้รับกลับไปจากที่นี่ คือ สตอเบอรี่ แสงแดดตอนเช้าที่ทอแสงเป็นเส้นๆ สายหมอก ริมเขาที่มองเห็นอยู่ลิบๆ และ น้ำใจของคนท้องถิ่น

          มีครั้งหนึ่ง ระหว่างเดินทางทำงานวิจัย สองสาว แบกเป้ใบใหญ่ ยืนอยู่ริมถนน มีรถเกิน 2 คัน ที่ชะลอรถและเปิดกระจกถามว่าจะไปไหน และต่อด้วยว่า "โดดขึ้นกระบะหลังมาเลยน้อง" เมื่อโดยสารได้สักพัก ฝั่งตรงข้ามมีรถกระบะอีกคัน ชะลอรถ แถวๆเด็กกลุ่มหนึ่ง สักครู่ เด็กๆกลุ่มนั้น ก็โดดขึ้นกระบะหลัง เช่นเดียวกับฉัน เหมือนเป็นเรื่องปรกติ ที่เค้าทำกันเป็นกิจวัตร”

          เมื่อมีโอกาสจึงอยากกลับไปอีกครั้ง จึงได้โทรสอบถามทางสถานีเกษตรหลวงปางดะ แล้วก็ลืมไปเลย ... สองวันก่อนเดินทาง เจ้าหน้าที่ ที่ปางดะโทรเข้ามาสอบถาม ... สิ่งแรกที่สัมผัสได้ คือ ความใส่ใจ










ฉันไม่รู้ว่า เพราะไปในช่วงที่ผู้เข้าพักยังไม่เยอะรึเปล่า ฉันและคนขับรถถึงได้รับบริการที่ดีแบบนี้
แต่ทั้งหมดทั้งมวล ก็ยังรู้สึกได้ ถึงความเอาใจใส่






บทสัมภาษณ์ Bellboy or คนขับรถ … ว่ากันด้วยเรื่องสามล้อเช่า


ฉัน:     “พี่ เค้าอยากฟังความคิดเห็นพี่อ่ะค่ะ เกี่ยวกับการเดินทางวันแรก”
คนขับรถ : “พี่อยากรู้ว่า Yamaha คิดยังไง ถึงใส่ล้อหน้ามาสองล้อ”

ฉัน :     เอิ่ม .... (ในใจคิด Kuถาม... ความรู้สึก) …แล้วพี่เค้าก็พูดต่อ
คนขับรถ : “ส่วนตัวกังวลนิดหน่อยการเดินทาง กับการแบกองคาพยบ และคนสองคน ไปจนถึงจุดหมายปลายทาง”

ฉัน:     “พี่ เค้าหมายถึงความรู้สึก ของเมิงอ่ะค่ะ”
คนขับรถ : ความรู้สึกแว๊บแรกเหรอ  “คันใหญ่ว่ะ” “กูก็อ้วน” “เป้ก็ใหญ่” มันจะไหวเหรอ แต่ ช่างมันจ่ายตังแล้ว ไม่ไหว กูก็ไม่ซื้อ (พี่เค้าอยากได้อยู่แล้ว) พอสตาร์ทเครื่อง เงียบดีวุ้ย หนักแน่นดี แต่………..อืด

ฉัน:     ค่ะ (ในใจคิดเอิ่ม ยาวปาย เรยเพ่)
คนขับรถ : อีกนิดนะ ตอนติดไฟแดง มีแต่คนมอง จนสังเกตได้ มีทั้งมอง แบบจงใจมอง มองแบบเหลือบมอง ชี้ชวนให้เพื่อนมอง ตกลงกู เป็นตัวประหลาดกลางถนนใช่มั้ย
ฉัน :     ค่ะ ขอบคุณค่ะ .... (มุ้งมิง ฟุ้งฟิ้ง กระดิ่งแมว) ...

ปล. คือจะอธิบายแต่เรื่องรถใช่มั้ยค่ะพี่ ฉันจะได้แท๊กห้องรัชดาด้วย

     จากตัวเมืองเชียงใหม่ ขี่เรื่อยๆที่ 60-70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
นั้นคือ การเดินทางที่สบายที่สุด ของสามล้อถีบคันนี้
เมื่อขึ้นเขาบริเวณแม่ริม เจอโค้งแรก ยังเก้ๆกังๆ
ขับเหมือน 2 ล้อ ใจพะวงคิดว่าควรจะเข้าโค้งยังไงดี
สรุปเข้าโค้งเหมือนกับรถสองล้อบ้านทั่วไปนั่นแหละ
การขึ้นเขาการแซง สามล้อถีบ ทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร
เนื่องจากตัวใหญ่ใจเสาะ (125 cc) แต่ถ้าถามว่าไหวมั้ย
สำหรับทางชัน สามล้อถีบค้นนี้ตะโกน ก้องว่า กูไหว
แต่ขอเวลาหน่อย อย่าเร่ง กูคับพี่

     ข้อพึงระวัง สำหรับสามล้อถีบ ควรระวังเวลาลงเขา ด้วยมวลมีมาก 150 กิโลเฉพาะตัวรถยังไม่รวมคนซ้อน จึงทำความเร็วได้พอดู
จบบทสัมภาษณ์



ต่อกับบรรยากาศหน้าบ้านพัก (รูปนี้ Note 3)




     9 ตุลา  1 ทุ่มตรง - - อากาศเย็นลงอย่างรู้สึกได้ คุณอั๋นมาเคาะประตู พร้อมยื่นอโวกาโด ให้ 3 ลูก แล้ว ก็บอกว่า
“ตามสบายนะครับ ถ้าจะทานข้าว ผมยังอยู่ที่ สโมสรครับ”

     ฉันรับอโวกาโดมา พร้อมชักชวนคนขับรถ ลงไปทานข้าว กับข้าวเย็นพร้อม ไข่เจียว ผัดผัก และ คั่วกลิ้งหมู ผักสดมาก 1 ชุด  พร้อมข้าวสวย ทั้งหม้อ ย้ำว่า ทั้งหม้อ คุณอั้นเจ้าเก่า ยกมาเสริฟ์อย่างดี

คำแรกที่ตักผัดผักเข้าปาก คนขับรถ อุทานว่า “เห้ย อร่อย”
ฉันลองตักชิมบ้าง อร่อยจริงค่ะ ...ผัดผักยังรู้สึกได้ถึงความสดกรอบ น้ำผัดผัก รสชาติ เหมือนผัดผักในภัตตาคาร
คือไม่ได้เค็มน้ำมันหอยหรือซีอิ๊ว แต่ขอใช้คำว่า นัวค่ะ แถมยังมีกลิ่นพริกจางๆ แต่ไม่ได้รู้สึกเผ็ด
เหมือนกับความเผ็ดของพริกตัดกับความเค็มได้อย่างลงตัว

     เป้าหมายต่อไป คือคั่วกลิ้งหมู ที่คุณอั๋น โฆษณาไว้ก่อนว่าแม่ครัว ทำอาหารใต้อร่อยมาก
ตักคั่วกลิ้งมาลองทาน ... อืมมมมมม เนื้อหมู กับตะไคร้ซอย ใบมะกรูด (อันนี้เดา) เคี้ยวแล้วรู้สึกเนียนมาก
แบบว่าหมูสับ และเครื่องซอย ชิ้นไม่เล็กไม่ใหญ่ไป ละเอียดนุ่ม รสชาติ เค็มเผ็ด จัดจ้าน ผสมกันอย่างลงตัว
หอมกลิ่นเหลืองๆ ของเครื่องแกง ... ทานกันคนละ 2 จาน ข้าวและ คั่วกลิ้ง เหลืออีกอย่างละครึ่ง

     ระหว่างนั้น คุณอั๋นมาตอนไหนไม่รู้ “แม่ครัวฝากถามว่าอร่อยมั้ยครับ” “อร่อยมากค่ะ” ดิฉันลากเสียง เพื่อยืนยัน ความอร่อย
“แม่ครัว ฝากถามครับ แค่พอกินได้ พวกคุณๆ ทานหมด เค้าก็ดีใจแล้วครับ” คุณอั้นกล่าวเสริม พร้อมถามต่อว่า
“ตอนเช้า จะทานที่นี่ หรือ จะทานข้างนอกครับ พร้อมกับแนะนำ อาหารอร่อยที่เปิดตอนขายในตอนเช้า”
แถบกำชับต่อว่า “อาหารเอาไปที่พักได้นะครับ เผื่ออยากทานตอนดึก” ...

     ตกดึก ออกมานั่งเล่น ตรงระเบียง เสียงแมลงร้องระงม ... แต่เสียดายที่วันนั้นไม่มีดาว
สักครู่ มีน้องหมา ท่าทางสันทัดไปทาง หมาเขา (ไม่อ้วน ไม่ผอม ตัวล่ำๆ) เดินไปมา
ฉันนั่งลงเรียก กุ๊กๆ (ไก่หรือหมา) ยิ้ม น้องหมาก็มา ท่าทางรู้ความ เดินเข้าไปหยิบขนมปังปอนด์รสเผือก ออกมา 1 ถุง
วางลงตรงหน้า น้องหมา ดมกัดเล่น กระดิกหาง ผ่านไป ไม่ถึง 5 นาที เหลือแต่ถุงเปล่า ฉันเดินเข้าไปล้างมือ

     สักพัก คนขับรถร้องเรียกฉัน “ม๋าาาา โบโบ้ กินข้าวได้ป่ะ” ความคิดแว๊บแรก “ใครว่ะโบโบ้”
มองไปข้างนอก อ๋อออออ เห็นน้องหมาตัวเดิม นอนหมอบกระดิกหางอยู่หน้าบ้านพัก
“อ้วนก็ ไปคลุกดิ เค้าล้างมือแล้ว”  เออดีแฮะ คุณเมิง ตั้งชื่อให้หมา พร้อมสรรพ
จากนั้นก็ตามด้วยข้าวคลุกคั่วกลิ้ง ที่เอากลับมา (อย่าไปฟ้องคุณอั๋นน๊า >_<)

นั่งเล่นต่ออีกพักหนึ่ง วางแผน การเดินทางสักครู่ ก็เข้านอน จบวันแรก.... ฝันดีราตรีสวัสดิ์ค่ะ

รูปแถม ภาพถ่ายติดโบโบ้ ค่ะ



ปล. ทั้งนี้เรื่องที่เล่า Bellboy คนขับรถ อ้วน พี่ คนจ่ายตัง ช่างกล้อง >_< อ่อ มี "เมิง" ด้วย(ใช้ตอนพูดกันไม่รู้เรื่องค่ะ) <<< ทั้งหมดเป็นคนเดียวกันนะคะ

โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่