"สมชัย"เลคเชอร์ ชี้ปฏิรูปองค์กรอิสระยังต้องมี "กกต.-ป.ป.ช.-คตง.อยู่ต่อไป ยุบไม่ได้
วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557 เวลา 16:09:08 น.
"สมชัย"เลคเชอร์ ชี้ปฏิรูปองค์กรอิสระต้องมี"กกต.-ป.ป.ช.-คตง.อยู่ต่อไป ยุบไม่ได้ แนะออกแบบกระบวนการได้มาให้เกิดการยอมรับ ไม่ใช่ที่อยู่ของข้าราชการวัยเกษียณ - โต้ข่าวกกต.คุม 3 อำนาจยันเป็นเรื่องเข้าใจผิด อ้างอำนาจถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 25 ตุลาคม ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง บรรยายพิเศษหัวข้อ" บทบาทองค์กรอิสระในการกำกับดูแลกรณีกกต. "ให้แก่นักศึกษาวิชาการบริหารจัดการองค์การสาธารณะ หลักสูตรปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มธ. ตอนหนึ่งว่า องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ถือเป็นองค์การหนึ่งที่ตั้งขึ้นมาเพื่อมีภารกิจหน้าที่เชื่อมโยงกับอะไรบางอย่างตามเจตนารมรณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการเมืองไทย ถ้ามองในเชิงหลักวิชาการ การเกิดขึ้นขององค์กรอิสระคือการสร้างกลไกเพื่อเติมเต็มส่วนที่ยังเป็นปัญหาของกลไกอำนาจธิปไตย 3 อย่างคือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ซึ่งองค์กรอิสระจะไม่อยู่ภายใต้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
โดยตามรัฐธรรมนูญ 2550 จะแบ่งองค์กรได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) กลุ่มนี้จะไม่มีไม่ได้ เพราะหากไม่มี การปกครองจะไม่เกิดความสมดุล กลุ่มที่ 2. คือองค์กรอื่นๆตามรัฐธรรมนูญ ได้แก่ อัยการสูงสุด (อสส.) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งขาติ (กสม.) สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคม และคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ในกลุ่มที่ 2 นี้มีหน้าที่ในการทำงานให้ภาพการทำงานของประเทศมีความสมบูรณ์มากขึ้นในมิติอื่นๆแต่อาจจะไม่แรงหรือมีบทบาทเท่ากลุ่มแรก และกลุ่มที่ 3 คือองค์กรที่เกิดขึ้นตามแนวนโยบายแห่งรัฐ เข่น สภาพัฒนาการเมือง (สพม.)
นายสมชัย กล่าวอีกว่า ถึงแม้จะมีการออกแบบเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระอย่างไรก็แล้วแต่ สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์สังคมไทย เราอยู่ในมายาที่เชื่อว่าปรับใหม่แล้วจะดีขึ้น แต่ตนไม่เชื่อว่าเป็นแบบนั้น ตราบใดที่คนในองค์กรอิสระยังมีวิธีการคิดการทำงานการแบบราชการหรือคิดว่าองค์อิสระเป็นอาชีพที่จะทำหลังเกษียณมันก็จะไม่มีอะไรดีขึ้น เพราะหากทำตามแต่บทกฎหมายอย่างเดียวนั้นมันแก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้ มันต้องมีกระบวนการคิดที่นอกกรอบของกฎหมายยิ่งกว่านี้ เพราะคนที่จะทุจริตมักจะมีช่องทางเลี่ยงกฎหมายอยู่เสมอ คนในองค์กรอิสระควรจะคิดว่าถึงแม้กฎหมายจะเอื้อมไปไม่ถึง แต่หากมีการทำผิดจริงก็ต้องกล้าฟัน ตนเป็นกกต. ได้เห็นความผิดซึ่งหน้าหลายเรื่อง เช่น ฝ่ายรัฐใช้สื่อทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้ง ที่ประชุมกกต.บอกรอให้มีคนมายื่นคำร้องก่อนให้กกต.ตรวจสอบก่อน กกต.ไม่ควรที่จะหยิบเรื่องมาพิจารณาเองเพราะอาจถูกมองว่าทำหน้าที่ไม่เป็นกลางหรือเลือกปฏิบัติ แต่คิดแบบนี้ไม่ได้ เมื่อมีการทำผิดแล้วต้องกล้าที่จะดำเนินการเอง
"ถ้าหากปฏิรูปองค์กรอิสระ คำถามคือ จะออกแบบอำนาจหน้าที่อย่างไร จะออกแบบหน้าตาองค์กรให้เชื่อมโยงกับองค์กรอื่นๆอย่างไร และกระบวนการสรรหาได้มาของคนองค์กรอิสระจะมีวิธีการอย่างไรให้เป็นที่ยอมรับ ตนไม่อยากเห็นองค์กรอิสระเป็นที่อยู่ของข้าราชการหลังเกษียณ เพราะจะกลายเป็นที่รวมกลุ่มของคนกลุ่มหนึ่งที่เติบโตมาในสายราชการเท่านั้น ตนอยากเห็นคนที่มีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในทางที่ดีขึ้น ไม่อยากได้คนเก่ง แต่อยากได้คนกล้า" นายสมชัยกล่าว
นายสมชัย กล่าวต่อว่า สำหรับความจำเป็นขององค์กรในแต่ละกลุ่มว่ายังต้องมีอยู่หรือไม่ ตนเห็นว่า องค์กรที่ยังมีความจำเป็นคือ กกต. ป.ป.ช. และ คตง. เพราะเป็นองค์กรที่ไม่อาจให้ไปอยู่ในอำนาจของฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการได้ เนื่องจากการทุจริตส่วนมากมักจะเกิดทั้ง 2 ฝ่าย ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องมีองค์กรในทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย สำหรับผู้ตรวจการแผ่นดินที่มีหน้าที่รับเรื่องพิจารณาตรวจสอบจริยธรรมของฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ ก็เห็นว่าทางฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติก็มีช่องทางรับเรื่องราวต่างๆอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ให้มี ตนแค่คิดว่าบทบาทของผู้ตรวจฯก็อาจจะน้อยกว่า 3 องค์กรดังกล่าว ส่วนกสม.ก็ยังเห็นว่าจำเป็นต้องมีเพราะเป็นองค์กรที่กำกับดูแลในเรื่องของสิทธิมนุษยชนให้มีความเท่าเทียมในระดับสากล ขณะที่อัยการ ซึ่งทำหน้าที่เป็นทนายของรัฐ จะอยู่หรือไม่อยู่เป็นหน้าที่ของรัฐเป็นผู้กำหนด
นายสมชัย กล่าวอีกว่า ส่วนคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายที่มีหน้าที่เสนอปรับปรุงข้อกฎหมายต่างๆ ตนเห็นว่าจะมีหรือไม่มีนั้นตนรู้สึกเฉยๆ เพราะยังมีคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นแม่งานคอยดูแลในเรื่องกฎหมายอยู่ อีกทั้งไม่ว่าอย่างไรแต่ละองค์กรควรที่จะรู้ตัวเองว่ากกฎหมายที่อยู่ในอำนาจนั้นต้องมีการปรับแก้อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ส่วนสภาที่ปรึกษาฯที่มีทำหน้าที่ให้ข้อเสนอต่อรัฐบาลเพื่อนำเอาไปใช้ปรับปรุงในการบริหาร แต่ที่ผ่านก็พบว่ารัฐบาลไม่เคยใส่ใจหรือนำข้อเสนอของสภาที่ปรึกษาฯไปใช้ อย่างไรก็ตาม องค์กรที่มีบทบาทน้อยกว่า กกต. ป.ป.ช. และ คตง. ไม่ได้ความว่าจะต้องให้ยุบหรือไม่ให้มี ซึ่งการพูดในลักษณะนี้เป็นการวิเคราะห์ในเชิงวิชาการที่เป็นการอธิบายบทบาทหน้าที่ของแต่ละองค์กรว่าที่ผ่านมามีหน้าที่ทำอะไรบ้าง
เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่าที่จะมีการลดอำนาจของกกต.ในการพิจารณาให้ใบเหลืองหรือใบแดงแก่ผู้ที่กระทำผิดในการเลือกตั้ง นายสมชัยกล่าวว่า หน้าที่หลักของกกต.คือการคัดสรรคนที่มีคุณภาพให้เข้ามาทำหน้าที่ในการบริหารประเทศ แต่ที่ผ่านมากกต.ก็ถูกวิจารณ์ว่าได้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ในองค์กรเดียว แต่มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด เพราะอำนาจดังกล่าวได้ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายใหญ่อย่างรัฐธรรมนูญ กกต.ก็ดำเนินการตามกรอบของกฎหมายนั้น เพียงแต่กกต.สามารถออกกฎระเบียบปฏิบัติเพื่อให้สอดคล้องกับกกฎหมายใหญ่ ส่วนอำนาจตุลาการนั้น หากอยู่ในช่วงที่มีการเลือกตั้ง ทุกคนอยู่ในกระบวนแข่งขันก็ต้องเคารพและปฏิบัติตามกฎกติกาที่วางไว้ ซึ่งกกต.ต้องมีอำนาจที่จะสามารถตักเตือนหรือไล่ออกหากมีการกระทำผิดในฐานะที่เป็นกรรมการ หากกกต.ไม่มีอำนาจส่วนนี้ก็จะไม่มีคนคุมกติกา สุดท้ายก็จะไม่มีใครฟังใคร
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1414228038
"สมชัย"เลคเชอร์ ชี้ปฏิรูปองค์กรอิสระยังต้องมี "กกต.-ป.ป.ช.-คตง.อยู่ต่อไป ยุบไม่ได้
วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557 เวลา 16:09:08 น.
"สมชัย"เลคเชอร์ ชี้ปฏิรูปองค์กรอิสระต้องมี"กกต.-ป.ป.ช.-คตง.อยู่ต่อไป ยุบไม่ได้ แนะออกแบบกระบวนการได้มาให้เกิดการยอมรับ ไม่ใช่ที่อยู่ของข้าราชการวัยเกษียณ - โต้ข่าวกกต.คุม 3 อำนาจยันเป็นเรื่องเข้าใจผิด อ้างอำนาจถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 25 ตุลาคม ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง บรรยายพิเศษหัวข้อ" บทบาทองค์กรอิสระในการกำกับดูแลกรณีกกต. "ให้แก่นักศึกษาวิชาการบริหารจัดการองค์การสาธารณะ หลักสูตรปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มธ. ตอนหนึ่งว่า องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ถือเป็นองค์การหนึ่งที่ตั้งขึ้นมาเพื่อมีภารกิจหน้าที่เชื่อมโยงกับอะไรบางอย่างตามเจตนารมรณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการเมืองไทย ถ้ามองในเชิงหลักวิชาการ การเกิดขึ้นขององค์กรอิสระคือการสร้างกลไกเพื่อเติมเต็มส่วนที่ยังเป็นปัญหาของกลไกอำนาจธิปไตย 3 อย่างคือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ซึ่งองค์กรอิสระจะไม่อยู่ภายใต้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
โดยตามรัฐธรรมนูญ 2550 จะแบ่งองค์กรได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) กลุ่มนี้จะไม่มีไม่ได้ เพราะหากไม่มี การปกครองจะไม่เกิดความสมดุล กลุ่มที่ 2. คือองค์กรอื่นๆตามรัฐธรรมนูญ ได้แก่ อัยการสูงสุด (อสส.) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งขาติ (กสม.) สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคม และคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ในกลุ่มที่ 2 นี้มีหน้าที่ในการทำงานให้ภาพการทำงานของประเทศมีความสมบูรณ์มากขึ้นในมิติอื่นๆแต่อาจจะไม่แรงหรือมีบทบาทเท่ากลุ่มแรก และกลุ่มที่ 3 คือองค์กรที่เกิดขึ้นตามแนวนโยบายแห่งรัฐ เข่น สภาพัฒนาการเมือง (สพม.)
นายสมชัย กล่าวอีกว่า ถึงแม้จะมีการออกแบบเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระอย่างไรก็แล้วแต่ สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์สังคมไทย เราอยู่ในมายาที่เชื่อว่าปรับใหม่แล้วจะดีขึ้น แต่ตนไม่เชื่อว่าเป็นแบบนั้น ตราบใดที่คนในองค์กรอิสระยังมีวิธีการคิดการทำงานการแบบราชการหรือคิดว่าองค์อิสระเป็นอาชีพที่จะทำหลังเกษียณมันก็จะไม่มีอะไรดีขึ้น เพราะหากทำตามแต่บทกฎหมายอย่างเดียวนั้นมันแก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้ มันต้องมีกระบวนการคิดที่นอกกรอบของกฎหมายยิ่งกว่านี้ เพราะคนที่จะทุจริตมักจะมีช่องทางเลี่ยงกฎหมายอยู่เสมอ คนในองค์กรอิสระควรจะคิดว่าถึงแม้กฎหมายจะเอื้อมไปไม่ถึง แต่หากมีการทำผิดจริงก็ต้องกล้าฟัน ตนเป็นกกต. ได้เห็นความผิดซึ่งหน้าหลายเรื่อง เช่น ฝ่ายรัฐใช้สื่อทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้ง ที่ประชุมกกต.บอกรอให้มีคนมายื่นคำร้องก่อนให้กกต.ตรวจสอบก่อน กกต.ไม่ควรที่จะหยิบเรื่องมาพิจารณาเองเพราะอาจถูกมองว่าทำหน้าที่ไม่เป็นกลางหรือเลือกปฏิบัติ แต่คิดแบบนี้ไม่ได้ เมื่อมีการทำผิดแล้วต้องกล้าที่จะดำเนินการเอง
"ถ้าหากปฏิรูปองค์กรอิสระ คำถามคือ จะออกแบบอำนาจหน้าที่อย่างไร จะออกแบบหน้าตาองค์กรให้เชื่อมโยงกับองค์กรอื่นๆอย่างไร และกระบวนการสรรหาได้มาของคนองค์กรอิสระจะมีวิธีการอย่างไรให้เป็นที่ยอมรับ ตนไม่อยากเห็นองค์กรอิสระเป็นที่อยู่ของข้าราชการหลังเกษียณ เพราะจะกลายเป็นที่รวมกลุ่มของคนกลุ่มหนึ่งที่เติบโตมาในสายราชการเท่านั้น ตนอยากเห็นคนที่มีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในทางที่ดีขึ้น ไม่อยากได้คนเก่ง แต่อยากได้คนกล้า" นายสมชัยกล่าว
นายสมชัย กล่าวต่อว่า สำหรับความจำเป็นขององค์กรในแต่ละกลุ่มว่ายังต้องมีอยู่หรือไม่ ตนเห็นว่า องค์กรที่ยังมีความจำเป็นคือ กกต. ป.ป.ช. และ คตง. เพราะเป็นองค์กรที่ไม่อาจให้ไปอยู่ในอำนาจของฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการได้ เนื่องจากการทุจริตส่วนมากมักจะเกิดทั้ง 2 ฝ่าย ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องมีองค์กรในทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย สำหรับผู้ตรวจการแผ่นดินที่มีหน้าที่รับเรื่องพิจารณาตรวจสอบจริยธรรมของฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ ก็เห็นว่าทางฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติก็มีช่องทางรับเรื่องราวต่างๆอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ให้มี ตนแค่คิดว่าบทบาทของผู้ตรวจฯก็อาจจะน้อยกว่า 3 องค์กรดังกล่าว ส่วนกสม.ก็ยังเห็นว่าจำเป็นต้องมีเพราะเป็นองค์กรที่กำกับดูแลในเรื่องของสิทธิมนุษยชนให้มีความเท่าเทียมในระดับสากล ขณะที่อัยการ ซึ่งทำหน้าที่เป็นทนายของรัฐ จะอยู่หรือไม่อยู่เป็นหน้าที่ของรัฐเป็นผู้กำหนด
นายสมชัย กล่าวอีกว่า ส่วนคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายที่มีหน้าที่เสนอปรับปรุงข้อกฎหมายต่างๆ ตนเห็นว่าจะมีหรือไม่มีนั้นตนรู้สึกเฉยๆ เพราะยังมีคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นแม่งานคอยดูแลในเรื่องกฎหมายอยู่ อีกทั้งไม่ว่าอย่างไรแต่ละองค์กรควรที่จะรู้ตัวเองว่ากกฎหมายที่อยู่ในอำนาจนั้นต้องมีการปรับแก้อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ส่วนสภาที่ปรึกษาฯที่มีทำหน้าที่ให้ข้อเสนอต่อรัฐบาลเพื่อนำเอาไปใช้ปรับปรุงในการบริหาร แต่ที่ผ่านก็พบว่ารัฐบาลไม่เคยใส่ใจหรือนำข้อเสนอของสภาที่ปรึกษาฯไปใช้ อย่างไรก็ตาม องค์กรที่มีบทบาทน้อยกว่า กกต. ป.ป.ช. และ คตง. ไม่ได้ความว่าจะต้องให้ยุบหรือไม่ให้มี ซึ่งการพูดในลักษณะนี้เป็นการวิเคราะห์ในเชิงวิชาการที่เป็นการอธิบายบทบาทหน้าที่ของแต่ละองค์กรว่าที่ผ่านมามีหน้าที่ทำอะไรบ้าง
เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่าที่จะมีการลดอำนาจของกกต.ในการพิจารณาให้ใบเหลืองหรือใบแดงแก่ผู้ที่กระทำผิดในการเลือกตั้ง นายสมชัยกล่าวว่า หน้าที่หลักของกกต.คือการคัดสรรคนที่มีคุณภาพให้เข้ามาทำหน้าที่ในการบริหารประเทศ แต่ที่ผ่านมากกต.ก็ถูกวิจารณ์ว่าได้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ในองค์กรเดียว แต่มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด เพราะอำนาจดังกล่าวได้ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายใหญ่อย่างรัฐธรรมนูญ กกต.ก็ดำเนินการตามกรอบของกฎหมายนั้น เพียงแต่กกต.สามารถออกกฎระเบียบปฏิบัติเพื่อให้สอดคล้องกับกกฎหมายใหญ่ ส่วนอำนาจตุลาการนั้น หากอยู่ในช่วงที่มีการเลือกตั้ง ทุกคนอยู่ในกระบวนแข่งขันก็ต้องเคารพและปฏิบัติตามกฎกติกาที่วางไว้ ซึ่งกกต.ต้องมีอำนาจที่จะสามารถตักเตือนหรือไล่ออกหากมีการกระทำผิดในฐานะที่เป็นกรรมการ หากกกต.ไม่มีอำนาจส่วนนี้ก็จะไม่มีคนคุมกติกา สุดท้ายก็จะไม่มีใครฟังใคร
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1414228038