ยอมรับว่าผิดแต่นอกจากนี้แล้ว ผมผิดอะไร

ยืมไอดีเพื่อนมาเขียนกระทู้ นี่คือกระทู้แรกของเรา ไม่รู้จะแท๊กยังไงแหะๆ คิดซะว่านี่คือการระบายนะครับ ^^

ปัจจุบันผมทำงานแล้วแต่ก็ยังมีเรื่องที่ผมไม่รู้ว่าผมผิดอะไร มันค้างอยู่ใจผมมานาน เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อเกือบๆจะ 7 ปีแล้ว ตอนนั้นผมอยู่ม.6 จากโรงเรียนสหชื่อดังกทม. ผมเป็นนักเรียนธรรมดาๆคนนึงแต่เป็นที่รู้จักของรุ่นน้อง(พูดง่ายๆคือ ทั่วถึงนั่นแหละ คุยได้กับทุกคน) ผมแอบชอบเพื่อนของเพื่อนคนนึง ขอสมมติว่าเพื่อนผมชื่อ A คนที่ผมแอบชอบชื่อ B (ไม่อยากให้คนที่เกี่ยวข้องเสียหาย)

ต่อครับๆ ด้วยความที่ว่าผมเป็นคนหวั่นไหวง่ายโดยเฉพาะคนที่มาทำดีด้วย(ดีจนดีเกินน่ะครับ งงมะ 55) ผมถึงไม่กล้าที่ด่วนตัดสินใจว่าผมชอบเขาจริง ไม่ได้ชอบเขาเพราะอารมณ์ชั่ววูบ แต่ผมกับ Aและ B เนี่ยเรียนอยู่คนละห้องกัน ส่วน A,B เรียนห้องเดียวกัน ผมจึงรู้จักกับ B ได้อย่างง่ายดายเพราะมี A แนะนำให้ ตอนแรกผมไม่ได้แสดงออกว่าชอบ B ตรงกันข้ามผมชอบแกล้งเขามากกว่าแล้วเขาก็แกล้งผมกลับ(หนักกว่าผมอีก - -'') เรา 2 คนเป็นอย่างงี้มาเกือบจะครึ่งปีครับ จนกระทั่งเพื่อนของผมอีกคนมาบอกว่า B แอบชอบผมมานานแล้ว(ชอบตั้งแต่ม.5 แต่ทำซึน)และสงสัยด้วยว่าผมชอบเขาเหมือนกัน ตอนนั้นผมไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำยังไงดีล่ะ จะบอกว่าชอบเขาดีมั้ยหรือไม่บอกดี??? ที่ผมกลัวคือ บอกไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ บอกไปแล้วถ้าจะเป็นเพื่อนกันต่อไปได้มั้ย(เพราะผมไม่พร้อมที่จะคบใคร) ผมเลยไปสารภาพให้ A ฟังก่อน สรุป A ช๊อคครับ!! (ผมเพิ่งจะมารู้ตัวอีกทีก็ตอนเรียนจบมหาลัยว่า A ชอบผมตั้งแต่ม.4 แล้ว) ตอนนั้น A ยิ้มๆเลยบอกว่า"ไปบอก B สิ  B โชคดีมากๆเลยนะ"  ผมเลยตัดสินใจไปบอก B ที่ห้องทำเวรที่ตึกใหม่(สมัยนั้นใหม่แต่ปัจจุบันมีตึกใหม่กว่า 5555) B กำลังทำเวรอยู่คนเดียวครับ!!! ผมเลยสารภาพกับเขาเลยครับ ปรากฏว่าเขาหน้านิ่ง ไม่พูดอะไร แค่ยิ้มๆแล้วพูดว่า ในที่สุดก็กล้าพูดออกมาจนได้นะ" ผมนี่อึ้งไปเลยครับ  มันโล่งใจนะที่ได้บอกไปแล้วแต่เรื่องต่อจากนี้ล่ะจะเป็นยังไง

2วันผ่านไป ผมกับB ก็เจออีกครั้ง เขาส่งแมสเสจมาหาทั้งๆที่เรา 2คนก็ยืนเผชิญหน้ากันอยู่ ข้อความนั่นเขียนว่า”เราคบกันได้มั้ย” ผมเลยส่งแมสเสจกลับไปว่า”ด้วยความยินดี ยิ้ม” เท่านั้นล่ะครับข่าวที่ผมกับ B คบกัน แพร่สะพัดไปทั้งระดับ กระแสวิพากษ์วิจารณ์ก็เยอะพอสมควร บ้างก็บอกว่าเหมาะสม บ้างบอกว่าจะดีหรอแล้วรู้อะไรเกี่ยวกับฝ่ายหญิงรึยัง ครับผมบอกได้เลยว่าผมแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ B เลย ไม่ว่าจะฐานะทางบ้านหรือไม่ดีอะไร เพราะผมเพิ่งเข้ามาเรียนที่โรงเรียนก็ตอนม.4 ครับ ทำให้รู้เรื่องเพื่อนๆแต่ละน้อย ไม่เหมือนเพื่อนๆคนอื่นๆบางคนที่รู้จักตั้งแต่เข้าม.1 ซึ่งตอนนั้นผมไม่สนใจว่า Bจะเป็นคนยังไงที่บ้านจะรวยหรือจนยังไง ผมไม่ได้เดือดร้อนเรื่องการเงินอยู่แล้ว ผมก็ไม่ได้เป็นลูกคนรวย ฐานะบ้านผมคือมีกินมีใช้อยู่แล้วแค่ถูกบังคับให้ใช้จ่ายอย่างประหยัดมาตั้งแต่เด็ก
ต่อครับๆ เพื่อนบางคนถึงขั้นเดินมาถามเลยซะด้วยซ้ำและผมก็ยืนกรานว่า”คบแล้ว ใครจะบ้าเลิกกันง่ายๆฟะ” สรุปคือผมกับ B คบกันจริงจัง ผมเป็นฝ่ายยอมมาตลอดครับ เขาอยากได้อะไรผมซื้อให้(เงินเก็บของตัวเอง) ผมไม่ค่อยเรียกร้องอะไรเพราะผมถูกเลี้ยงมาแบบตามใจ(แค่เรื่องกิน 5555) ผมชอบเทคแคร์คนมากกว่า 5555555 B จะเป็นคนที่ง้องแง้ง งุ้งงิ้ง ขี้นอยด์และอารมณ์ติสสุดๆ ซึ่งผมรับได้กับนิสัยของเขาครับ ผมบอกตามตรงว่าตลอดเวลาที่คบกัน การกระทำที่ผมล้ำเส้นที่สุดคือ นอนตักกะกอด(เฉพาะเวลาที่เขาเสียใจ)ครับ ยอมรับว่าผมโบราณปนทันสมัย เรื่องบางเรื่องผมทำไม่ได้จริงๆ แม่ผมสอนมาตลอดว่าต้องให้เกียรติผู้หญิงเสมอ ไม่ว่าผู้หญิงจะเป็นยังไง เพื่อนๆที่อ่านกระทู้คงคิดว่าผมเป็นคนน่าเบื่อ ไม่เร้าใจสินะ ผมก็เป็นแบบนี้ของผมนั่นแหละ 5555555
บางทีผมกับ B ทะเลาะในเรื่องไม่เป็นเรื่อง พอผมหยุดเถียง(หย่าศึกด่วน) เอาละครับเขาร้องไห้ครับ!!!! ชีวิตผมๆไม่เคยทำผู้หญิงร้องไห้ นี่ครั้งแรก ทำไงหรอครับ ผมรีบขอโทษทันทีและขอให้เขาหยุดร้องไห้ได้แล้ว สารภาพว่าผมแพ้น้ำตาผู้หญิงครับ แพ้มากๆๆๆๆ และ B ก็ชอบเล่นมุกนี้กับผมอยู่เรื่อย
ตลอดเวลาที่เรา 2 คนคบกัน พ่อแม่ของ B รู้ครับ เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะรู้ว่าคนไม่ได้เกเรหรือทำอะไรที่เสื่อยเสีย แต่พ่อแม่ผมสิครับถ้าท่านรู้นี่บ้านแตก ผมเป็นลูกคนโตเป็นความหวังของบ้าน ท่านกลัวว่าผมจะคบใครแล้ว ผมจะเสียคน กลัวติดแฟนมากจนเสียการเรียน บลาๆๆๆๆ สรุปคือ ให้ตายยังไงก็ไม่บอก และผมก็ทำตัว 2 บุคลิก คือ ที่โรงเรียนแบบนึงกับที่บ้านก็อีกแบบนึง เพื่อให้พ่อแม่เห็นว่าผมไม่ได้มีแฟนแล้วเสียคน ผมเลยต้องตั้งใจเรียนมากกว่าเดิมให้เกรดขึ้นให้ได้และต้องเอนทรานซ์ให้ติดมหาลัยดีๆ เวลาผมอยู่บ้านผมจะโทรหา B ตอนดึกนิดๆคุยกันตามประสาคนคบกัน
จนกระทั่งไปอยู่มหาลัย B เรียนที่มหาลัยที่ดังกทม. ส่วนผมได้ทุนเรียนฟรีมหาลัยเอกชนนอกเมืองโน้นนนนนนนนนนนน ระยะทางไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับผมเลย ผมขับรถไปหาเขาที่มหาลัย พาเที่ยว ไปกินข้าวตามห้าง(เงินส่วนตัวซึ่งมันต้องเป็นอย่างงั้นอยู่แล้ว โตป่านนี้แล้วใครมันจะบ้าไปแบมือขอตังค์พ่อแม่เพื่อไปเลี้ยงแฟน - -‘’)และบางครั้งก็อาจใช้วิธีอเมริกันแชร์ ผมทำทุกอย่างที่เขาต้องการ ผมยังให้เกียรติเขาเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน พยายามเสมอต้นเสมอปลาย ผมบอกได้เลยว่า”ตอนแรกที่ตกลงคบกับ B เพราะ B ใช้คำถามที่รุกมากและผมสับสนด้วย แต่ ณ ตอนนี้ผมมันเกินชอบไปล่ะ กลายเป็นว่ารักไปแล้ว ผมไม่รู้เหมือนกันว่าตั้งแต่เมื่อไหร่”
อ่อออ ตอนปี 1 เรา 2คนนานๆจะได้เจอทีนึงเพราะต้องรับน้อง ผมรับน้องแค่อาทิตย์  3 เดือนก็จบรับน้องละ ส่วน B รับน้องตั้งปีนึง ซึ่งมันไม่ใช่อุปสรรคอะไรเลยและผมเข้าใจเขา ผมก็เลยช่วยส่งเสบียง ส่งขนม น้ำให้ที่คณะเป็นบางครั้งถ้ามีโอกาสนะ ส่งเผื่อเพื่อนๆของเขาด้วย จะได้ยุติธรรม 555 ถึงจะไม่ได้เจอกันผมก็เสมอต้นเสมอปลายกับ B มาตลอด โทรหากันตลอดแต่ส่วนใหญ่ผมเป็นคนโทรซะมากกว่า 5555 แต่ปัญหาในตอนนั้นของผมก็คือ ผมไม่มีรายได้เป็นของตัวเอง ผมทำงานที่บ้าน(ผมไม่เอาค่าตอบแทนแค่อยากทำเฉยๆ) ค่าโทรศัพท์ครับ สมัยนั้นใช้โปรเหมาจ่าย 199 (เดาค่ายเองละกัน 555) ใช้มานานมากกกกกกกกก ผมไม่ใช่คนคุยเก่งอะไรมากมายเลยเอาแค่โปรนี้ก็พอ ชื่อบิลเป็นของแม่ครับ ง่ายๆเลยคือ แม่เป็นคนจ่ายค่าโทรศัพท์ครับ (นี่แหละเป็นปัญหาชีวิตสุดๆ)ไม่ใครหรอกที่อยากจะจ่ายเงินเกือบพันถ้าไม่จำเป็น แหม่ ก็เศรษฐกิจสมัยนั้นก็ดีมากกกกกกกกกก 55555
ขึ้นปี 2 ครับ ผมสนิทกับอาจารย์ในคณะเกือบทุกคนครับ ผมเริ่มคิดถึงอนาคตที่จะมาถึงอีกสักประมาณ 6-7ปีข้างหน้า ผมวาดอนาคตไว้ว่า ถ้าผมเรียนจบปริญญาตรีแล้วผมจะต่อปริญญาโททันทีเพื่อที่จะเป็นอาจารย์ของมหาลัยที่ผมเรียนจบมา ผมปรึกษากับอาจารย์หลายๆคนในคณะที่ผมสนิทด้วย อาจารย์ทุกเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นไปได้นะเพราะเกรดผมอยู่ถึงเกณฑ์ และเสนอทุนต่อต่างประเทศให้ผม สุดท้ายผมตอบตกลงและเซ็นชื่อยินยอมลงไป ตอนนั้นผมดีใจที่กำลังจะได้ทำตามฝันของตัวเอง ผมเล่าให้ B ฟังว่าผมกำลังจะได้รับทุนไปเรียนต่อเมืองนอก เขาดีใจครับและยินดีไปกับผม ผมเลยบอกได้กับเขาว่า”ถ้าเรา 2 คนอยู่กันไกลแล้วจะยังเป็นแบบนี้มั้ย” เขานิ่งแล้วตอบว่า”ไม่ว่าไกลแค่ไหน B ก็ยังรักเหมือนเดิมไม่เปลียนและจะไม่อะไรที่ทำให้เรา 2 คนต้องแยกจากกัน” ผมสบายใจกับคำตอบของเขาและคิดว่าทุกอย่างกำลังจะไปได้สวย… ซึ่งมันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ผมคิดไว้เลย
ขึ้นปี 3 ครับ โปรเจค+สอบย่อย+งานยิบย่อยที่ต้องส่งไล่เลี่ยกัน ตอนนั้นผมเครียดมากๆโปรเจคที่ทำจะต้องพรีเซนต์ทุกอาทิตย์ ง่ายๆคือ งานต้องเดินตลลอด สอบย่อยที่อาจารย์เรียกสอบแบบอาทิตย์ต่ออาทิตย์ งานราชงานหลวงมีเยอะจนแบ่งเวลาแทบไม่ไหว ส่วนทาง B เอง เขาก็เรื่อยๆล่ะครับ เขาก็ยุ่งกับเรื่องจัดงานรับน้องตลอดทั้งปีบวกกับงานที่อาจารย์สั่งและเรียนชดเชย ทำให้เรา 2 คนเวลาเริ่มจะไม่ตรงกันมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ผมโทรคุยกะเขาตลอดนะ บางครั้งเวลาที่ผมเครียดกับงานมากๆก็โทรหาเขาทั้งเขาทั้งผมชวนคุยไปเรื่อยๆครับนจนผมถามเขา”มีวันไหนว่างมั้ย ไปหาอะไรกินเล่นกัน เอาร้านที่เธอชอบเอามั้ย” ปรากฏว่าเขาไม่ว่างครับเพราะติดรับน้อง ติดทำทีสิส โอเคไม่เป็นไร ผมเข้าใจค่อยนัดวันอื่นก็ได้ ผมไม่ซีเรียส สรุปคือ เขาไปตามนัดผมไม่ได้เกือบ 6-7ครั้ง ผมก็ไม่คิดอะไรมากและผมก็เอาเวลามานั่งทำงานส่งอาจารย์ต่อไป และอยู่มาวันหนึ่งเขาโทรมาหาผมบอกว่า”ว่างมั้ย ออกมาเจอกันหน่อย” ความจริงช่วงเวลานั้นคือช่วงที่ใกล้สอบแล้วแถมทำงานเยอะกว่าเดิม คิดถึงไงครับเลยตอบตกลงไปทันที ส่วนงานกับหนังสือไว้ค่อยทำตอนกลางคืนก็ได้ มันไม่มีขาเดินไปไหนหรอก 55555 เขานัดผมที่เซนทรัลเวิร์ลเวลา 11.30น. ผมไปถึงก่อนประมาณ 15 นาที (ผมไม่ชอบมาสาย) ผมรอ… รอ… และรอ รอจนถึงประมาณเที่ยงก็เริ่มเอะใจ ปกติไม่เคยสายขนาดนี้นะ ปกติจะสาย 15นาที เป็นอะไรรึเปล่า ผมเลยรีบโทรหาเขาทันที โทรไป 10กว่าสาย เขาไม่รับสายครับ ตอนนั้นผมกระวนกระวายใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นรึเปล่า รอไปด้วยและโทรหาไปด้วยทุก 10 นาที นั่งไม่ได้เลยครับ นั่งไม่ติดเก้าอี้เลย จนกระทั่งถึงบ่ายโมงครับ เขารับสายแล้วบ่นกระปอดกระแปดว่าทำไมโทรจี้ขนาดนี้ กำลังไปหา จะรีบไปไหน  ผมนี่ถึงขั้นพูดไม่ออกเลยแต่เขาบอกว่าอาจารย์ปล่อยช้า อาจารย์ไม่ให้คุยโทรศัพท์ในห้อง โอเคครับ ไม่เป็นไร ผมเชื่อใจและไม่สงสัยอะไรทัง้นั้น ผมอดทนรอ รอ และรอจนถึงบ่ายสองครึ่ง คือผมเอะใจละว่ามหาลัยกะเซนทรัลเวิร์ลก็ไม่ได้ไกลอะไรมากมายแค่15 นาทีก็น่าจะถึง(ถ้าบวกรถติดแล้ว) ใจจริงไม่อยากโทรจี้อะไรแต่เจอแบบนี้ใครบ้างล่ะครับที่จะไม่โทร โทรทันทีครับเพราะผมเริ่มๆหงุดหงิดละ ถ้ารู้ว่าจะมาถึงตอนบ่ายสองหรือไม่ก็โทรมาสักนิดว่าอาจารย์ปล่อยช้านะ ไปหาอะไรกินก่อนได้เลย หรือทำไมไม่นัดบ่ายสองล่ะครับบบบบบบ ให้ผมมารอเก้อตั้งหลายๆชั่วโมง คราวนี้รับสายละครับและเขาก็บอกว่า”ขอโทษด้วยนะ ตอนนี้กำลังเลือกซื้อเสื้อกะเพื่อนที่แพลตตินัม ถ้ารอนานมากจนรอไม่ไหวก็ยกเลิกนัดก็ได้นะ” ผมอึ้งอีกรอบแต่ก็เลือกที่จะไปหาเธอที่แพลตตินัม นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกแย่แต่ก็ไม่ได้เก็บมาให้ตัวเองซีเรียส และยิ้มให้แล้วบอกกับเขาว่า ผมโกรธไม่ลงหรอก ผมเข้าใจไม่เป็นไร และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ผิดเวลานัดกับผม ผมไม่ถือโกรธอะไรกับเรื่องแบบนี้หรอก และไม่คิดว่าจะมีครั้งต่อๆไปที่เป็นแบบนี้แล้วผมก็คิดผิดอีกครั้ง
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่