ผู้ขาย โพสขาย โทรสับมือถือ 5s ในราคา 13,000 บาท
แล้วได้ทำการตกลงกับผม ในราคา เครื่องละ 10,000 บาท เป็นจำนวน 2 เครื่อง
โดยทำการโอนเงินไปจำนวนครึ่งนึงของราคาสินค้าทั้งหมด นั่นคือจำนวนเงินทั้งหมด 10,000 บาท
แล้วได้ตกลงจ่ายอีกครึ่งนึง ณ.ที่นัดพบ อีกครั้ง โดยผู้ขายให้เหตุผลว่า เป็นหนี้ธนาคารต้องใช้เงินสดจำนวน 100,000 บาท
ในระยะเวลาก่อนเที่ยงของวันที่ 11 ตุลาคม ผมได้ทำการโอนเงินสดทั้งหมด 10,000 บาทในเวลา 11.50 น.
เพราะผู้ขายต้องการเงินก่อน 12.00 ของวันที่ 11 ตุลาคม หลังจากโอนเงินไปแล้ว
ได้ทำการติดต่อผู้ขายเป็น ระยะ ๆ ตั้งแต่ขับรถจาก กรุงเทพ ไปถึง จ.ระยอง
แต่พอผมบอกว่าตอนนี้ผมอยู่ชลบุรีแล้วกำลังถึงที่นัดหมาย อีกประมาน 30 นาที ผู้ขายก็ตอบตกลงว่าเดี๋ยวเจอกัน
หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ก็ไม่สามารถติดต่อกับผู้ขายได้อีกเลย จนรู้สึกตัวแล้วว่าโดนหลอกแน่นอน
ก็ได้กลับมาที่บ้าน ตามปกติ แล้วใช้เบอร์โทรสับ ที่ติดต่อโทรไปอีกที ก็ไม่สามารถติดต่อได้ แต่ใช้เบอร์อื่นที่ไม่ได้
ติดต่อกันก่อนหน้านี้ สามารถโทรเข้าได้ปกติ แต่ไม่มีคนรับสาย
วันต่อมา.......
ผมได้เข้าไปดำเนินคดีแจ้งความไว้ที่ สน.หลักสอง พร้อมกับหลักฐานข้อมูลรูปภาพการแชท เฟสบุค และหน้าเวป olx ที่ได้โพสขาย
และหลักฐานบัตรประชาชนและบัตรนักศึกษาที่ได้ขอไว้ในขณะที่ยังไม่ได้โอนเงิน พร้อมทั้งชื่อและเลขที่บัญชีของผู้ขาย ไว้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
เจ้าหน้าตำรวจได้ทำการตรวจสอบ ประวัติจากเลขบัตรประชาชนและชื่อในบัตรนักศึกษา ก็ได้พบผู้ขาย อยู่ที่ แถวอ่อนนุช
ก็ได้ลงบันทึกประจำวันไว้ ณ.วันนั้น
หลังจากที่ลงบันทึกประจำวันเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการโทรหาเบอร์โทร ผู้ขายที่แจ้งความไว้ ก็โทรติดแล้ว
ได้ทำการสนทนากับเจ้าของเบอร์โทรสับโดยเจ้าหน้าที่ยื่นโทรสับมาให้ผมคุย รายระเอียดการสนทนามีคร่าว ๆ ดังนี้
ผมได้สอบถามกับเจ้าของเบอร์ ว่าใครเป็นคนใช้งานเบอร์นี้ เค้าบอกว่าเบอร์นี้เป็นของเค้า แล้วผมถามกลับไปว่า
แล้วก่อนหน้านี้ เบอร์นี้ใครใช้งาน เค้าบอกว่าเพื่อนร่วมห้องหรือรูมเมทของเค้าเป็นคนใช้งาน ผมถามกลับไปว่า
เพื่อนของคุณชื่อ........ (ในประวัติที่ค้นเจอ) ใช่หรือไม่ เค้าตอบว่าใช่
เพื่อนคุณคนนี้ได้ทำการ ฉ้อโกงการขายสินค้าในอินเตอร์เน็ตของผมไป 10,000 บาท ตอนนี้ผมได้ทำการแจ้งความไว้ที่ สน.แล้ว
หลังจากที่ได้คุยกับเจ้าของเบอร์ ณ.สน. แล้วผมเลยรีบกลับไปที่บ้านก่อนเพราะผมตากฝนมาแจ้งความ คิดว่าจะกลับไปบ้านค่อยเคลียกันต่อ
ผมกลับมาถึงบ้านก็โทรหาเจ้าของเบอร์ แต่ผมมีความรู้สึกอย่างนึง 90 % คือคนเดียวกันกับคนที่ขายไอโฟนผม แน่นอน เพราะน้ำเสียงและลักษณะการคุย
ตรงกัน พร้อมทั้งรอยต่อและเหตุการณ์ทั้งหมดมันฟ้องอีกด้วย เค้าให้เหตุผลว่า เฟสนี้เป็นของเค้าตามที่ดำเนินคดี และเรื่องราวทั้งหมด
แต่ชื่อเจ้าของบัญชีและผู้ฉ้อโกงเป็นเพื่อนเค้า และเค้าให้ข้อเสนอผมมาว่า ผมจะดำเนินคืนเงินให้คุณภายใน 1 อาทิตย์ แทนเพื่อนเค้า
โดยที่คดีต้องจบ ผมจะรับข้อเสนอนั้นมั้ย ผมเลยถามกลับไปว่า ถ้าคดีนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคุณ คุณจะเดือนร้อนทำไม เค้าให้เหตุผลว่า
ก็มันเป็นเฟสผม ผมก็อาจจะต้องไปขึ้นศาลหรือให้ความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย ผมไม่อยากมีปัญหา ผมเลยจะมาเครียให้เพื่อนแทน
เพื่อที่จะไม่ได้มีปัญหากันอีก พร้อมทั้งบอกผมอีกว่า ถ้าผมคืนเงินแล้ว คุณยังไม่ยกเลิกการส่งหมายเรียก ผมก็จะดำเนินคดีกลับเหมือนกัน
ผมเลย งงว่า สรุปกุผิดหรือ
ณ.เหตุการณ์ดังกล่าว ขอสอบถามผู้รู้หรือทนายความ ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องกฏหมาย ตอบที่นะครับว่า
ผมควรทำยังไงต่อไปดี จะให้คดีมันเดินหน้าต่อไป หรือเอาเงินคืน แล้วเรื่องจบ
ขอสอบถามผู้รู้เกี่ยวกับกฏหมาย เรื่องการฉ้อโกงการซื้อขายใน interner
แล้วได้ทำการตกลงกับผม ในราคา เครื่องละ 10,000 บาท เป็นจำนวน 2 เครื่อง
โดยทำการโอนเงินไปจำนวนครึ่งนึงของราคาสินค้าทั้งหมด นั่นคือจำนวนเงินทั้งหมด 10,000 บาท
แล้วได้ตกลงจ่ายอีกครึ่งนึง ณ.ที่นัดพบ อีกครั้ง โดยผู้ขายให้เหตุผลว่า เป็นหนี้ธนาคารต้องใช้เงินสดจำนวน 100,000 บาท
ในระยะเวลาก่อนเที่ยงของวันที่ 11 ตุลาคม ผมได้ทำการโอนเงินสดทั้งหมด 10,000 บาทในเวลา 11.50 น.
เพราะผู้ขายต้องการเงินก่อน 12.00 ของวันที่ 11 ตุลาคม หลังจากโอนเงินไปแล้ว
ได้ทำการติดต่อผู้ขายเป็น ระยะ ๆ ตั้งแต่ขับรถจาก กรุงเทพ ไปถึง จ.ระยอง
แต่พอผมบอกว่าตอนนี้ผมอยู่ชลบุรีแล้วกำลังถึงที่นัดหมาย อีกประมาน 30 นาที ผู้ขายก็ตอบตกลงว่าเดี๋ยวเจอกัน
หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ก็ไม่สามารถติดต่อกับผู้ขายได้อีกเลย จนรู้สึกตัวแล้วว่าโดนหลอกแน่นอน
ก็ได้กลับมาที่บ้าน ตามปกติ แล้วใช้เบอร์โทรสับ ที่ติดต่อโทรไปอีกที ก็ไม่สามารถติดต่อได้ แต่ใช้เบอร์อื่นที่ไม่ได้
ติดต่อกันก่อนหน้านี้ สามารถโทรเข้าได้ปกติ แต่ไม่มีคนรับสาย
วันต่อมา.......
ผมได้เข้าไปดำเนินคดีแจ้งความไว้ที่ สน.หลักสอง พร้อมกับหลักฐานข้อมูลรูปภาพการแชท เฟสบุค และหน้าเวป olx ที่ได้โพสขาย
และหลักฐานบัตรประชาชนและบัตรนักศึกษาที่ได้ขอไว้ในขณะที่ยังไม่ได้โอนเงิน พร้อมทั้งชื่อและเลขที่บัญชีของผู้ขาย ไว้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
เจ้าหน้าตำรวจได้ทำการตรวจสอบ ประวัติจากเลขบัตรประชาชนและชื่อในบัตรนักศึกษา ก็ได้พบผู้ขาย อยู่ที่ แถวอ่อนนุช
ก็ได้ลงบันทึกประจำวันไว้ ณ.วันนั้น
หลังจากที่ลงบันทึกประจำวันเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการโทรหาเบอร์โทร ผู้ขายที่แจ้งความไว้ ก็โทรติดแล้ว
ได้ทำการสนทนากับเจ้าของเบอร์โทรสับโดยเจ้าหน้าที่ยื่นโทรสับมาให้ผมคุย รายระเอียดการสนทนามีคร่าว ๆ ดังนี้
ผมได้สอบถามกับเจ้าของเบอร์ ว่าใครเป็นคนใช้งานเบอร์นี้ เค้าบอกว่าเบอร์นี้เป็นของเค้า แล้วผมถามกลับไปว่า
แล้วก่อนหน้านี้ เบอร์นี้ใครใช้งาน เค้าบอกว่าเพื่อนร่วมห้องหรือรูมเมทของเค้าเป็นคนใช้งาน ผมถามกลับไปว่า
เพื่อนของคุณชื่อ........ (ในประวัติที่ค้นเจอ) ใช่หรือไม่ เค้าตอบว่าใช่
เพื่อนคุณคนนี้ได้ทำการ ฉ้อโกงการขายสินค้าในอินเตอร์เน็ตของผมไป 10,000 บาท ตอนนี้ผมได้ทำการแจ้งความไว้ที่ สน.แล้ว
หลังจากที่ได้คุยกับเจ้าของเบอร์ ณ.สน. แล้วผมเลยรีบกลับไปที่บ้านก่อนเพราะผมตากฝนมาแจ้งความ คิดว่าจะกลับไปบ้านค่อยเคลียกันต่อ
ผมกลับมาถึงบ้านก็โทรหาเจ้าของเบอร์ แต่ผมมีความรู้สึกอย่างนึง 90 % คือคนเดียวกันกับคนที่ขายไอโฟนผม แน่นอน เพราะน้ำเสียงและลักษณะการคุย
ตรงกัน พร้อมทั้งรอยต่อและเหตุการณ์ทั้งหมดมันฟ้องอีกด้วย เค้าให้เหตุผลว่า เฟสนี้เป็นของเค้าตามที่ดำเนินคดี และเรื่องราวทั้งหมด
แต่ชื่อเจ้าของบัญชีและผู้ฉ้อโกงเป็นเพื่อนเค้า และเค้าให้ข้อเสนอผมมาว่า ผมจะดำเนินคืนเงินให้คุณภายใน 1 อาทิตย์ แทนเพื่อนเค้า
โดยที่คดีต้องจบ ผมจะรับข้อเสนอนั้นมั้ย ผมเลยถามกลับไปว่า ถ้าคดีนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคุณ คุณจะเดือนร้อนทำไม เค้าให้เหตุผลว่า
ก็มันเป็นเฟสผม ผมก็อาจจะต้องไปขึ้นศาลหรือให้ความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย ผมไม่อยากมีปัญหา ผมเลยจะมาเครียให้เพื่อนแทน
เพื่อที่จะไม่ได้มีปัญหากันอีก พร้อมทั้งบอกผมอีกว่า ถ้าผมคืนเงินแล้ว คุณยังไม่ยกเลิกการส่งหมายเรียก ผมก็จะดำเนินคดีกลับเหมือนกัน
ผมเลย งงว่า สรุปกุผิดหรือ
ณ.เหตุการณ์ดังกล่าว ขอสอบถามผู้รู้หรือทนายความ ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องกฏหมาย ตอบที่นะครับว่า
ผมควรทำยังไงต่อไปดี จะให้คดีมันเดินหน้าต่อไป หรือเอาเงินคืน แล้วเรื่องจบ