นายบุญส่ง นับทอง นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในวันที่ 3 ต.ค.นี้ เครือข่ายชาวสวนยางประกอบด้วย สมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย สหกรณ์อุตสาหกรรมยางพาราแห่งประเทศไทย เครือข่ายชาวสวนยางแห่งประเทศไทย สมาคมเครือข่ายชาวสวนยางแห่งประเทศไทย ชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย และกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางจำนวนมากจะมาประชุมหารือแก้ไขปัญหาราคายางพาราตก ต่ำที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เพื่อเสนอให้รัฐบาลช่วยแก้ปัญหาระยะสั้นโดยด่วน เนื่องจากขณะนี้ชาวสวนยาง 6-7 ล้านคนทั่วประเทศยังไม่นับคนกรีดยางเดือดร้อนมาก
กรอบในการ ประชุมหาทางออกเร่งด่วนครั้งนี้ คือ
1.มาตรการชะลอการกรีดยางทั่วประเทศ ราคายางขณะนี้ กก.ละ 40 บาทเศษ กรีดไปก็ขาดทุน ปกติรายได้จากสวนยาง 1 ไร่ต่อเดือนประมาณ 1,300 บาท หากรัฐมีมาตรการจูงใจในการหยุดกรีดโดยช่วยค่ายังชีพเหลือครึ่งหนึ่งประมาณ 650 บาทต่อไร่ต่อเดือน คาดว่าจะมีชาวสวนเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 3 แสนราย รายละ 30 ไร่ จะเท่ากับ 9 ล้านไร่ จะช่วยดึงราคายางได้ด้วยเพราะซัพพลายลดลงไปมาก ส่วนกลไกตรวจสอบว่ามีการหยุดกรีดยางหรือไม่ ต้องหารือรายละเอียดกันอีกครั้งหนึ่ง
2.ยื่นขอปรับโครงสร้างสวนยาง จากเชิงเดี่ยวเป็นแบบผสมผสาน ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์เพิ่มเติม โดยขอให้รัฐอนุมัติเงินกู้อัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนเหลือ 1% ต่อปี หรือ 0% ไปเลย เนื่องจากการปรับเปลี่ยนให้ครบวงจรต้องใช้เวลาประมาณ 3 ปี ขณะเดียวกันรัฐต้องช่วยเหลือแหล่งน้ำตั้งแต่แหล่งน้ำขนาดเล็กถึงใหญ่ เช่น บ่อน้ำบาดาล บ่อตอก สระน้ำ จนถึงระบบชลประทานขนาดใหญ่ช่วยเหลือ นอกจากนี้ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์ชาวสวนยาง (สกย.) ต้องปรับเปลี่ยนกฎระเบียบในการนำเงินสงเคราะห์ชาวสวนยาง (เงินเซส) มาช่วยชาวสวนยางได้ เช่น เป็นสวนยาง 8 ไร่ที่เหลือ 2 ไร่ สามารถนำเงินเซสมาขุดสระน้ำ 2 ไร่ ไร่ละ 1.6 หมื่นบาทแก่ชาวสวนได้ด้วย และต่อไปชาวสวนยาง ต้องลดจำนวนต้นยางต่อไร่จาก 70 ต้นเหลือ 40-50 ต้น ที่เหลือปลูกไม้ยืนต้นโตเร็ว รวมทั้งปลูกพืชผักจากแสงแดดที่ส่องถึงพื้นดินมากขึ้น
3.ทำอย่างไรไม่ ให้ราคายางลดต่ำไปกว่านี้ ซึ่งรัฐต้องเร่งเจรจาประเทศผู้ปลูกยางที่ชาวสวนยางก็เดือดร้อนเหมือนกัน หากจับมือกันพยุงราคายางไม่ให้ตกต่ำกว่า กก.ละ 60 บาท (ณ ราคาไร่นา) หากต่ำกว่านี้ รัฐบาลประเทศนั้น ต้องมีมาตรการดึงราคายางขึ้นมา การจะไปพึ่งไตรภาคียางแก้ปัญหาเรื่องนี้ สำเร็จยาก เพราะมีบางประเทศเป็นผู้ผลิตยางแปรรูปซึ่งมีการนำเงินกำไรกลับไปอุดหนุนชาว สวนยางในรูปแบบปัจจัยการผลิตต่อ
ส่วนข้อเสนอสุดท้ายที่จะเสนอรัฐบาล คือ การช่วยเหลือปัจจัยการผลิตให้ชาวสวนยางไร่ละ 2,520 บาท เหมือนที่ผ่านมาอีกครั้ง แม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะไม่เห็นด้วยกับนโยบายประชานิยม แต่การต่อลมหายใจให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง จะช่วยลดความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสได้มาก เพราะขายยางในราคาขาดทุนมาเกือบปี
"เงินที่ช่วยจะหมุนได้แรงและหลาย รอบ เพราะเกษตรกรต้องกินต้องใช้ตลอด ทุกวันนี้ยอดขายมอเตอร์ไซด์ รถยนต์ตกลงมาก นักศึกษาต้องดรอปเรียน หรือขอผ่อนชำระค่าหน่วยกิต ความเดือดร้อนแผ่วงกว้างค่อนข้างมาก" นายบุญส่งกล่าว
อั๊ยยะ !!!! ชาวสวนขอค่ายังชีพหยุดกรีดยาง
กรอบในการ ประชุมหาทางออกเร่งด่วนครั้งนี้ คือ
1.มาตรการชะลอการกรีดยางทั่วประเทศ ราคายางขณะนี้ กก.ละ 40 บาทเศษ กรีดไปก็ขาดทุน ปกติรายได้จากสวนยาง 1 ไร่ต่อเดือนประมาณ 1,300 บาท หากรัฐมีมาตรการจูงใจในการหยุดกรีดโดยช่วยค่ายังชีพเหลือครึ่งหนึ่งประมาณ 650 บาทต่อไร่ต่อเดือน คาดว่าจะมีชาวสวนเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 3 แสนราย รายละ 30 ไร่ จะเท่ากับ 9 ล้านไร่ จะช่วยดึงราคายางได้ด้วยเพราะซัพพลายลดลงไปมาก ส่วนกลไกตรวจสอบว่ามีการหยุดกรีดยางหรือไม่ ต้องหารือรายละเอียดกันอีกครั้งหนึ่ง
2.ยื่นขอปรับโครงสร้างสวนยาง จากเชิงเดี่ยวเป็นแบบผสมผสาน ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์เพิ่มเติม โดยขอให้รัฐอนุมัติเงินกู้อัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนเหลือ 1% ต่อปี หรือ 0% ไปเลย เนื่องจากการปรับเปลี่ยนให้ครบวงจรต้องใช้เวลาประมาณ 3 ปี ขณะเดียวกันรัฐต้องช่วยเหลือแหล่งน้ำตั้งแต่แหล่งน้ำขนาดเล็กถึงใหญ่ เช่น บ่อน้ำบาดาล บ่อตอก สระน้ำ จนถึงระบบชลประทานขนาดใหญ่ช่วยเหลือ นอกจากนี้ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์ชาวสวนยาง (สกย.) ต้องปรับเปลี่ยนกฎระเบียบในการนำเงินสงเคราะห์ชาวสวนยาง (เงินเซส) มาช่วยชาวสวนยางได้ เช่น เป็นสวนยาง 8 ไร่ที่เหลือ 2 ไร่ สามารถนำเงินเซสมาขุดสระน้ำ 2 ไร่ ไร่ละ 1.6 หมื่นบาทแก่ชาวสวนได้ด้วย และต่อไปชาวสวนยาง ต้องลดจำนวนต้นยางต่อไร่จาก 70 ต้นเหลือ 40-50 ต้น ที่เหลือปลูกไม้ยืนต้นโตเร็ว รวมทั้งปลูกพืชผักจากแสงแดดที่ส่องถึงพื้นดินมากขึ้น
3.ทำอย่างไรไม่ ให้ราคายางลดต่ำไปกว่านี้ ซึ่งรัฐต้องเร่งเจรจาประเทศผู้ปลูกยางที่ชาวสวนยางก็เดือดร้อนเหมือนกัน หากจับมือกันพยุงราคายางไม่ให้ตกต่ำกว่า กก.ละ 60 บาท (ณ ราคาไร่นา) หากต่ำกว่านี้ รัฐบาลประเทศนั้น ต้องมีมาตรการดึงราคายางขึ้นมา การจะไปพึ่งไตรภาคียางแก้ปัญหาเรื่องนี้ สำเร็จยาก เพราะมีบางประเทศเป็นผู้ผลิตยางแปรรูปซึ่งมีการนำเงินกำไรกลับไปอุดหนุนชาว สวนยางในรูปแบบปัจจัยการผลิตต่อ
ส่วนข้อเสนอสุดท้ายที่จะเสนอรัฐบาล คือ การช่วยเหลือปัจจัยการผลิตให้ชาวสวนยางไร่ละ 2,520 บาท เหมือนที่ผ่านมาอีกครั้ง แม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะไม่เห็นด้วยกับนโยบายประชานิยม แต่การต่อลมหายใจให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง จะช่วยลดความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสได้มาก เพราะขายยางในราคาขาดทุนมาเกือบปี
"เงินที่ช่วยจะหมุนได้แรงและหลาย รอบ เพราะเกษตรกรต้องกินต้องใช้ตลอด ทุกวันนี้ยอดขายมอเตอร์ไซด์ รถยนต์ตกลงมาก นักศึกษาต้องดรอปเรียน หรือขอผ่อนชำระค่าหน่วยกิต ความเดือดร้อนแผ่วงกว้างค่อนข้างมาก" นายบุญส่งกล่าว