Moviemistakes เว็บไซต์ที่อขแนะนำ สำหรับนักจับผิดหนัง

นี่เลยครับ

http://www.moviemistakes.com/

โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับ Factual Error คือส่วนการขัยผิดที่ผมชอบที่สุด เพราะได้ความรู้เสริมทางวิทยาศาสตร์และอ่นๆอีกเยอะ แถมรุ้ด้วย่วา แม้ตแ่หนังฝรั่งยังมีข้อผิดพลาดทางความรู้การแพทย์ลอดออกมา แถมเป็นเรื่งอค่อนข้างใหญ่เสียด้วย

หลายการจับผิดมีรูปภาพเป็นเครื่องยืนยัน (โดยเฉพาะพวกความมผิพลาดประเภท ความต่อเนื่อง)

การจับผิดจะมาจากคนทั่วไปที่ส่งจุดที่คิดว่ามันคือข้อผิดพลาดในหนังเขาไปให้ทางเว็บไซต์พิจารณษ ส่วนข้อจับผิดข้อใดที่มีเหตุผลแย้งได้ ก็จะถูกย้ายไปไว้ในส่วน correction พร้อมเหตุผลในการแย้ง

อันนี้เป็นหนึ่งในภาพจับผิดจาก Terminator 3 (แม้แต่หุ่นยนต์จากโลกอนาคต ก็ยังโลหด MP3 มาฟัง ปอกส้ม)

http://www.moviemistakes.com/picture149637

Terminator 3 : Rise of the machines

http://www.moviemistakes.com/picture59498
http://www.moviemistakes.com/film2968#59498

Terminator 2 : Judgement Day

http://www.moviemistakes.com/picture7596?&mode=picture
http://www.moviemistakes.com/film1268

Final Dstination 2

http://www.moviemistakes.com/picture32855?&mode=picture
http://www.moviemistakes.com/film3041

Final Destination 3

http://www.moviemistakes.com/picture119292?&mode=picture
http://www.moviemistakes.com/film5464

Speed

http://www.moviemistakes.com/picture37307?&mode=picture
http://www.moviemistakes.com/film1207

Jurassic Park 3

http://www.moviemistakes.com/film691
http://www.moviemistakes.com/picture88877?&mode=picture

Gone in 60 Seconds

http://www.moviemistakes.com/film552
http://www.moviemistakes.com/picture3523?&mode=picture

และใน Jurassic Park 3 ในฉากที่ทุกคนเข้าไปในตัวอาคาร แล้วเจอเครื่องขายของขบเคี้ยวแบบหยอดเหรียญที่เจ๊งแต่ยังมีขนมข้างใน ตัวละครคนหนึ่งในกลุ่มได้ถีบเครื่องจนพังแล้วนำขนมในนั้นออกมากินตามปกติ

แต่ ขนมที่ถูกทิ้งในสภาพแวดล้อมแบบนั้นมานานแรมปี มันคงบูดหมดแล้วหล่ะครับ กินเข้าไปได้เจอป่วยเพราะอาหารเป็นพิษแน่ๆ

แม้กระทั่งใน DIe Hard ทั้ง 4 ภาค ก็เจอจุดจับผิดเพียบ โดยเฉพาะจุดจับผิดประเภท Factual Error

อันนี้ของภาค 2 ที่มี location เป็นสนามบิน (ใครที่เป็นพวกรู้เรื่องการบินแบบรู้จริงรู้ลึก อาจจะถึงขั้นมองหนังเรื่องนี้เป็น ขยะ ไปเลยก็ได้ เพราะจุดจับผิดที่เกี่ยวข้องกับข้อเท้จจริงของสนามบิน เครื่องบิน ระบบและข้อมูลทางเทคนิคต่างๆในการบิน เยอะและชัดเจนมาก Factual Error เกี่ยวกับเครื่องมือสื่อสารและอาวุธก็เยอะ)

http://www.moviemistakes.com/film362#2288
http://www.moviemistakes.com/picture2285?&mode=picture

อันนี้เป็นของ DIe Hard ภาคแรกที่ออกฉายในปี 1988

http://www.moviemistakes.com/film361
http://www.moviemistakes.com/picture63291?&mode=picture

อันนี้ก็ภาค 3 ที่มีชื่อต่อว่า With a vengeance

http://www.moviemistakes.com/film363
http://www.moviemistakes.com/picture99739?&mode=picture

และภาคล่าสุด Life Free Or Die Hard

http://www.moviemistakes.com/film6823
http://www.moviemistakes.com/picture139658?&mode=picture

ในภาค 3 ก็เพิ่งมาเอะใจได้ ตัวผู้ก่อการร้ายที่เป็นตัวละครหลักโทรศัพท์ติดต่อพระเอกของเราจากชั้นใต้ดินของธนาคากลางที่เข้าไปปล้น ในพื้นที่ใต้ดินแบบนั้น มีสัญญาณโทรศัพท์มือถือเข้าถึงได้ยังไง ถึงมีก็คงไม่ชัดเจนเท่าไหร่ แต่ในหนังนี่คุยได้แบบชัดเจนมาก แถมมีเครื่องจักรหนักทำงานส่งเสียงดังข้างๆตัวผู้ร้ายอีก แล้วยิ่งโทรศัพท์มือถือและเทคโนโลยีเครือข่ายโทรศัพท์มือถือในยุคนั้นด้วยแล้วหล่ะก็นะ (หนังเรื่องนี้ออกฉายในปี 1995)

พวกหนังแนวโจรกกรมทั้งหลายที่เราดูกัน ซึ่งมีระบบรักษาความปลอดภัยด้วยแสงเลเซอร์สีแดง แล้วพระเอกหรือนางเอกของเรื่องต้องลอดตัวผ่านลำแสงเหล่านั้นไปให้ได้

แต่ในความเป็นจริง ไม่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ใช้แสงเลเซอร์แบบที่มองเห็นด้วยตา

อันนี้เป้นจุดจับผิดประเภท Factual Error จากหนังดังบางเรื่อง ที่ผมขอคัดเอาเฉพาะจุดที่เด่นๆเน้นๆ

อันนี้คัดเอาเฉพาะจุดจับปิดในหมวด factual error (ข้อเท็จจริงที่ผิดพลาด หรือ สิ่งที่ไม่มีทางเกิดขึ้นหรือมีในความเป้นจริง) จากหนังดังหลายๆเรื่อง


Terminator (1984)

-หลังจากที่ Kyle เลื่อยด้ามปืนลูกซองในตรอก เขาปั๊มขึ้นลำกล้องปืนลูกซองไปครั้งหนึ่ง และอีกครั้งตอนนอนหลับในรถแล้วฝันถึงอนาคต และครั้งที่สามก่อนยิง Terminator ในไนต์คลับ การปั๊มลำกล้องปืนลูกซองครั้งที่ 2 และ 3 ของเขานั้น ปลอกกระสุนควรดีดออกมา แต่กลับไม่มี

Terminator  2 : Judgement Day (1991)

-ในฉากสุดท้ายที่ T1000 ถูกผลักตกบ่อเหล็กเหลวแล้วและพยายามดิ้นเหมือนคนจมน้ำ แต่ในความเป็นจริง เหล็กเหลวมีความหนาแน่นสูงถึง 8 กรัม / ซีซี ประมาณ 10 เท่าของร่างกายคน ซึ่งสิ่งที่ควรจะเป็นคือ T1000 ตอนตกลงไปในบ่อ ควรค้างอยู่บนผิวหน้าของเหล็กเหลวแล้วไหม้จนเกรียม ไม่ใช่จมลงไปเหมือนคนจมน้ำ...ถ้าจะแย้งว่า นั่นเป็นหุ่นยนต์จากโลกอนาคต อาจจะตัวหนักกว่าคนปกติก็ได้ แต่ถ้าเป็นอย่างงั้น เขาจะต้องหนักถึง 700 กิโลกรัม หนักเกินกว่าจะขี่มอเตอร์ไซต์ตำรวจโดยไม่ทำให้โช๊คอัพพังทันทีที่ขึ้นนั่ง หนักเกินกว่าจะบินเฮลิคอปเตอร์ตำรวจ และตอนที่เขากระโดดเกาะรถตำรวจตอนหนีออกจากโรงพยาบาล กระโปรงท้ายคงพังยับไปแล้วจากน้ำหนักตัวมากขนาดนั้น

-หัวรถลากที่ T1000 ขับไล่ล่า John Cornor ในคลองระบายน้ำ คือยี่ห้อ Freightliner รุ่น FLA 9664 ซึ่งใช้เครื่องยนต์ดีเซล ไม่มีรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน และน้ำมันดีเซลนั้นจุดติดไฟในสภาพแวดล้อมปกติได้ยากกว่าน้ำมันเบนซินมากๆ แค่การสปาร์คจากสายแบ็ตเตอรรี่ไม่พอที่จะทำให้น้ำมันดีเซลติดไฟและระเบิดแบบในหนังได้

-ในความเป็นจริง ไม่มีทางที่ทางตำรวจหรือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย จะส่งเฮลิคอปเตอร์ไปยังสถานที่เกิดเหตุโดยมีแค่นักบินเพียงลำพัง แถมในหนังเฮลิคอปเตอร์ยังบินค่อนข้างเร็ว เข้าใกล้ตัวอาคาร ต้นไม้ สายไฟฟ้า และเข้าใกล้สถานการณ์การยิงที่ตึงเครียดบริเวณที่เกิดเหตุ และให้นักบินทำหน้าที่รายงานสถานการณ์พร้อมทั้งควบคุมเครื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่เสี่ยงมากและไม่มีการปฏิบัติในความเป็นจริง ในความเป็นจริงต้องมีตำรวจหรือเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องขึ้นไปทำหน้าที่รายงานสถานการณ์อย่างน้อย 1 นาย แต่ในหนังต้องเว้นที่นั่งข้างนักบินไว้ ก็เพื่อสำหรับ T1000

-ในฉากกลางทะเลทรายที่ Terminator เปิดประตูที่ซ่อนอาวุธใต้ดินและมีอาวุธหนักอยู่จำนวนมาก บรรดาปืนไรเฟิลถูกวางเอาไว้เฉยๆโดยไม่มีการป้องกันหรือห่อหุ้มใดๆ ในความเป็นจริง การเก็บปืนไรเฟิลนั้น ควรจะต้องโฉลมด้วยจาระบีที่ใช้สำหรับงานนี้ ห่อด้วยผ้าหรือกระดาษอีกชั้น แล้วเก็บในลังไม้หรือกล่องใส่ที่เหมาะสม การฝังอาวุธในห้องใต้ดินกลางทะเลทรายแบบในหนังโดยที่ไม่ได้มีการป้องกันหรือห่อหุ้มอย่างถูกต้องนั้น ปืนทุกกระบอกคงขึ้นสนิมและใช้งานไม่ได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน

-ในฉากที่ Terminator วิ่งหนีจาก T1000 และถูก T1000 ยิงเข้ากลางหลังถึง 26 นัดต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะปืนที่ T1000 ใช้คือ Beretta 9mm.  ซึ่งไม่สามารถบรรจุกระสุนในแม็กกาซีนได้มากขนาดนั้น

Terminator 3 : Rise Of The Machine (2003)

-ในฉากไล่ล่าในห้องที่มีเครื่องเร่งอนุภาค พวกเราก็คงรู้ว่ามันมีอันตรายจากการแผ่รังสีของสนามแม่เหล็กแรงสูงโดยรอบที่ออกมาจากเครื่องนั้น แต่บนผนังโดยรอบตอลดช่วงเวลาที่ฉากนี้ปรากฏในหนัง กลับไม่มีสัญญาณบ่งบอกถึงป้ายเตือนใดๆเกี่ยวกับอันตรายของการแผ่รังสีที่ว่านี่เลย ซึ่งเป็นความปลอดภัยขั้นพื้นฐานที่ควรมีของบรรดาห้องทดลองที่มีอุปกรณ์อันตรายเฉพาะทางแบบนี้

-ในฉากไล่ล่าบนนถนนที่ T-X (คนเหล็กหญิงที่เป็นตัวร้าย) ขับรถเครนแล้วพยายามเหวี่ยงตัวแขนเครนเพื่อสลัด Terminator ที่เกาะอยู่ให้หลุด ในความเป็นจริงแล้วไม่สามารถทำได้ เพราะรถเครนขนาดใหญ่ถูกออกแบบให้วิ่งได้ก็ต่อเมื่อตัวเครนอยู่ในตำแหน่งเกียรว่างเท่านั้น ไม่มีทางที่จะสามารถขยับควบคุมแขนเครนได้ขณะที่ตัวรถวิ่งอยู่ และถ้าทำแบบนั้นใสความเป็นจริง ระบบไฮดรอลิคของเครนจะพังในทันที
-ในฉากเริ่มเรื่องที่ T-X ใช้พลังตัวเองในการควบคุมรถตำรวจและรถหน่วยกู้ภัยให้ทำงานได้เองนั้น เราจะเห็นฉากที่คันเกียร์ตรงคอพวงมาลัยรถตำรวจขยับลงมา 1 ตำแหน่ง แล้วรถก็เดินหน้าอย่างเร็วจนสลัดตำรวจที่พยายามหยุดรถกระเด็นออกจากตัวรถ แต่ในความเป็นจริง ตำแหน่งที่เกียร์นั้นขยับลงมาอยู่ มันคือ เกียร์ถอยหลัง! (ใครใช้ Honda CR-V รุ่นแรก หรือ Nissan Cube หรือรถที่มีเกียร์ตรงคอพวงมาลัยน่าจะรู้ดี)

Die Hard (1988)

-ตลอดเรื่อง ในฉากที่มีการสื่อสารทางวิทยุ ตัวละครจะพูดวิทยุกันแบบโดยตรง (เหมือนคุยโทรศัพท์) แต่ในความเป็นจริง จะต้อง un-keyed ที่ตัววิทยุซะก่อน อีกฝ่ายถึงจะพูดโต้ตอบกลับมาได้

-บรูซ วิลลิส มาถึง ลอส แองเจลลิส ในคืนก่อนวันคริสมาสต์ เวลาประมาณ 6 โมงเย็น ซึ่งช่วงเวลานั้นของปี ไม่มีทางที่จะเห็นสภาพภายนอกที่เป็นพระอาทิตย์สาดแสงสีทองแบบในเรื่อง ซึ่งแปลว่าฉากนี้อาจจะถ่ายทำก่อนหน้าเวลา 6 โมงเย็น จริงๆไม่กี่ชั่วโมง

-มีอยู่ฉากหนึ่งที่หนึ่งในผู้ก่อการร้ายใช้เลื่อยยนต์ตัดท่อเหล็กที่ข้างในเป็นสายโทรศัพท์เพื่อตัดการสื่อสาร แม้ตัวผู้ร้ายจะเอาเลื่อยยนต์ออกมาแล้ว แต่ก็ยังเห็นประกายไฟแลบออกมาจากท่อ คงแสดงให้เห็นถึงไฟที่ช็อตจนเกิดประกายไฟ แต่ในความเป้นจริงสายโทรศัพท์มีไฟฟ้าเดินเต็มที่ก็ไม่เกิน80โวลต์ ไม่แรงพอให้เกิกไฟช็อตได้ขนาดนั้น

-ในฉากที่บรูซ วิลลิส โยนผู้ก่อการร้ายคนหนึ่งลงมาจากตัวอาคารกระแทกลงบนกระจกหน้ารถตำรวจ กระจกหน้าแตกเป็นเสี่ยง แต่ในยุค 80 เป็นต้นมา (รถตำรวจในฉากนี้ก็เป็นรถยนต์ยุค 80) กระจกหน้าของรถยนต์ที่จำหน่ายในสหรัฐอเมริกาเป็นแบบกระจกอัดซ้อน 2 ชั้น เคลือบด้วยชั้นฟิล์มด้านหน้าอีกชั้น  เพื่อไม่ให้กระจกแตกเป็นเสี่ยงๆเวลาเกิดอุบัติเหตุ ไม่มีทางที่กระจกจะแตกออกมาในลักษณะนั้นได้อย่างแน่นอน (มีแค่กระจกท้ายกับกระจกหน้าต่างที่แตกแบบนี้ได้)

-ในฉากรายการทีวีที่มีการวิเคราะห์สภานการณ์จับตัวประกันที่เกิดขึ้นในเรื่อง ผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งได้ยกเอาสถานการณ์ที่เคยเกิดมาขึ้นมาแล้วที่ชื่อ Helsinki syndrome มาเปรียบเทียบพูดถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้ แต่ที่ถูกต้องจริงๆ ต้องเป็น Stockholm syndrome

Die Hard 2 (1990)

-ในตอนต้นเรื่อง เราจะเห็นบรูซ วิลลิส พระเอกของเราโทรศัพท์จากตู้สาธารณะไปหาภรรยาที่อยู่บนเคืร่องบินโดยภรรยารับสายผ่านโทรศัพท์บนเครื่อง อันนี้ไม่มีทางในโลกความเป้นจริง เพราะระบบโทรศัพท์บนเครื่องบินจะเป็นแบบจากอากาศสู่พื้นดิน

-ตอนที่พระเอกของเรายิงปืนกลที่เป้นกระสุนเปล่าในโรงพักพื่อให้ทุกคนรู้ว่าที่พวกทหารยิงผู้ก่อการร้ายนั้นเป้นแค่การจัดฉากสู้กันหลอกๆ แม้จะเป็นกระสุนเปล่าแต่เสียงปืนก็ยังดังมาก แต่ผู้คนรอบข้างกลับไม่แสดงปฎิกิริยาที่เหมือนการหูหนวกชั่วคราวแบบคนที่เพิ่งเจอเสียงดังแบบกระทันหันมาหมาดๆ

-ตอนที่พระเอกของเราถูกตำรวจคุมตัวในต้นเรื่องหลังสุ้กับผู้ก่อการร้ายในโถงระบบจัดการกระเป๋า หัวหน้าตำรวจที่ชื่อลอเรนโซ พูดว่า คุณทำผิดกฎหมายของพื้นที่โคลัมเบียร์ แต่ในความเป้นจริงสนามบินDullesอยู่ในเขตพื้นที่ของเวอร์จิเนียร์

-ในฉากสู้กันบนปีกเครื่องบิน ที่ผู้ก่อการร้ายที่เป็นคนผิวดำตายเพราะถูกดูดเข้าไปในเครื่องยนต์เจ็ทของเครื่องบิน แต่เครื่องยนต์ก็ยังทำงานตามปกติ ซึ่งวามจริงเครื่องยนต์ควรพังในทันที เพราะขนาดแค่นกตัวใหญ่ๆยังทำเอาเครื่องยนต์เสียหายได้ แล้วนับอะไรกับคนตัวใหญ่ขนาดนั้น

-น้ำมันเครื่องบินไม่สามารถจุดติดไฟได้ง่ายๆ ยิ่งในสภาพอากาศเย็นขนาดนั้น

-การส่งแฟ็กซ์ลายนิ้วมือได้ชัดเจนแบบในหนัง ไม่มีทางเป็นไปได้
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่