หลังการเปลี่ยนแปลง2475 นั้น ยังไม่มีการสำรวจเป็นที่ชัดเจนว่า”ช่องว่าง” ระหว่างคนที่มีการศึกษากับที่ด้อยการศึกษาสูงขนาดไหน แต่ก็พอที่จะอนุมานเอาอย่างคร่าวๆ ได้ว่า “สูง”....จะว่าไป แล้ว...การศึกษา ที่เป็นระบบจริงๆ ตอนนั้นยังอยู่ในวงจำกัดอยู่แค่พระเจ้าลูกและหลานยาเธอในราชสำนักและจากครอบครัวคหบดีเท่านั้น จะมีสามัญชนอย่างหลวงประดิษฐ์(ปรีดี พนมยงค์)เจือปนเข้ามาก็น้อยมาก ประชากรชาวไทยส่วนใหญ่อาศัยวัดเรียนสูงสุดก็ประถมสี่นี่กล่าวเฉพาะในกรุงเทพฯ โดยไม่ต้องเอ่ยถึงพื้นที่ไกลปืนเที่ยง(สมัยนั้นบริเวณแถวๆ เวิร์ดเทรดเซ็นเตอร์ก็ถือว่าไกลปืนเที่ยงแล้ว เจ้าหน้าที่จะยิงปืนบอกเวลา”เที่ยง”ที่พระราชวังเขตพระนคร)
แปลก....ที่การเลือกตั้งครั้งแรกปี2476 แทบจะไม่มีการค่อนแคะ “เพื่อนร่วมชาติ” คนอื่นๆ ในทำนองว่าคนด้อยการศึกษาหรือคนชนบทไม่ควรมีสิทธืมีเสียง.....ไม่มีแม้เสียงค่อนแคะเหน็บแนมเช่นนี้เล็ดลอดออกมาจากหอคอยงาช้างของคนที่จบการศึกษาสูงระดับปริญญาเอกแม้แต่น้อย และไม่มีเสียงค่อนแคะจากคนกรุงกระทบหูของคนนอกกรุงเลย.....ต่างฝ่ายต่างเคารพสิทธิ์และเสียงว่าเท่ากันหมด จะบ้านนอกหรือในกรุง ปริญญาเอกหรือประถม......ซึ่งแตกต่างจากสมัยนี้อย่างสิ้นเชิง สมัยที่ถือว่า”ช่องว่าง” ด้านการศึกษาถูกกระชับให้เล็กลแล้ว และความเป็น”บ้านนอก” หรือ “ในกรุง”ก็เป็นเพียงสิ่งสมมุติอุปทานน้ำมาอ้างเพื่อยกฐานะของคนกลุ่มหนึ่งให้ดูดีกว่าคนอีกกลุ่มหนึ่งเท่านั้น การเข้าถึงแหล่งข้อมูลแทบจะเท่าเทียมกันหมดไม่ว่าบ้านนอกหรือในกรุง......หากแต่การ “ทับถม” และ “ถากถาง” กลับดังก้องกังวานกว่าในอดีต บ้างก็ว่าบางกลุ่มบางคนควรมีสิทธิ์มีเสียงมากกว่าคนบางกลุ่ม ที่โหดเหี้ยมไปกว่านั้น......บางคนทับถมเพื่อนร่วมชาติด้วยกันถึงขั้นให้ “ลิงบาบูน” มาใช้สิทธิ์ใช้เสียงแทนจะดีมีคุณภาพกว่า!! ระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยจึงเดินโซซัดโซเซเหมือนคนป่วย?? "การศึกษา" ไม่ทำให้บางคนสูงขึ้นเลยแม้แต่น้อย
การเลือกตั้งครั้งล่าสุดต้องล้มเหลวตามที่คาดหวังและวางแผน.....สาเหตุหลักๆ ก็เพราะการโหมกระพือดูถูกเหยียดหยามการใช้สิทธิ์ใช้เสียงว่าของฉันมีคุณภาพกว่าของเธอ?? และที่สำคัญผู้กุมบังเหียนการเลือกตั้งก็เห็นดีเห็นงามไปด้วย การเลือกตั้งจึงพับพาบลงอย่างน่าสะเทือนใจ.....ภาพผู้ใช้สิทธิ์ที่ต้องปีนข้ามประตูเหล็กเพื่อไปใช้สิทธิ์ใช้เสียง ภาพผู้ใช้สิทธิ์พยายามเดินฝ่าฝูงคนที่กีดขวางพร้อมคำด่าสาปแช่ง(ในการไปใช้สิทธิ์ของตน) แม้จะเป็นภาพที่ "งดงาม" ในระบอบประชาธิปไตย หากแต่กลับกลายเป็นภาพที่น่า "สะพึงกลัว" สำหรับคนที่เรียกตัวเองว่า "ผู้ดีมีการศึกษา"
การ “ปฏิรูป” ที่กำลังดำเนินการในรัฐบาลปัจจุบัน ณ ตอนนี้คงจะเป็นเพียง “ปฏิรูป” เหมือนที่เคยถูกทำมาครั้งแล้วครั้งเล่า ที่แทบจะไม่ได้ส่งผลอะไรเลยต่อการยกระดับ “จิตวิญญาณ” ในการเห็นคุณค่าของความเป็น “เพื่อนร่วมชาติ” ด้วยกัน รวมไปถึงการเคารพความแตกต่างด้านฐานะ การศึกษา หรือแม้แต่ท้องถิ่นที่คนๆ นั้นถือกำเนิด.....สุดท้ายการ “ปฏิรูป” ก็คงจะลงเอยที่ “ปฏิโลม” เหมือนที่ผ่านๆ มา (ปฏิโลม แปลว่า ทวนไปทวนมา) อนิจจา....อนิจจาประเทศไทย
.......เลือกตั้งคราวหน้า????.....
แปลก....ที่การเลือกตั้งครั้งแรกปี2476 แทบจะไม่มีการค่อนแคะ “เพื่อนร่วมชาติ” คนอื่นๆ ในทำนองว่าคนด้อยการศึกษาหรือคนชนบทไม่ควรมีสิทธืมีเสียง.....ไม่มีแม้เสียงค่อนแคะเหน็บแนมเช่นนี้เล็ดลอดออกมาจากหอคอยงาช้างของคนที่จบการศึกษาสูงระดับปริญญาเอกแม้แต่น้อย และไม่มีเสียงค่อนแคะจากคนกรุงกระทบหูของคนนอกกรุงเลย.....ต่างฝ่ายต่างเคารพสิทธิ์และเสียงว่าเท่ากันหมด จะบ้านนอกหรือในกรุง ปริญญาเอกหรือประถม......ซึ่งแตกต่างจากสมัยนี้อย่างสิ้นเชิง สมัยที่ถือว่า”ช่องว่าง” ด้านการศึกษาถูกกระชับให้เล็กลแล้ว และความเป็น”บ้านนอก” หรือ “ในกรุง”ก็เป็นเพียงสิ่งสมมุติอุปทานน้ำมาอ้างเพื่อยกฐานะของคนกลุ่มหนึ่งให้ดูดีกว่าคนอีกกลุ่มหนึ่งเท่านั้น การเข้าถึงแหล่งข้อมูลแทบจะเท่าเทียมกันหมดไม่ว่าบ้านนอกหรือในกรุง......หากแต่การ “ทับถม” และ “ถากถาง” กลับดังก้องกังวานกว่าในอดีต บ้างก็ว่าบางกลุ่มบางคนควรมีสิทธิ์มีเสียงมากกว่าคนบางกลุ่ม ที่โหดเหี้ยมไปกว่านั้น......บางคนทับถมเพื่อนร่วมชาติด้วยกันถึงขั้นให้ “ลิงบาบูน” มาใช้สิทธิ์ใช้เสียงแทนจะดีมีคุณภาพกว่า!! ระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยจึงเดินโซซัดโซเซเหมือนคนป่วย?? "การศึกษา" ไม่ทำให้บางคนสูงขึ้นเลยแม้แต่น้อย
การเลือกตั้งครั้งล่าสุดต้องล้มเหลวตามที่คาดหวังและวางแผน.....สาเหตุหลักๆ ก็เพราะการโหมกระพือดูถูกเหยียดหยามการใช้สิทธิ์ใช้เสียงว่าของฉันมีคุณภาพกว่าของเธอ?? และที่สำคัญผู้กุมบังเหียนการเลือกตั้งก็เห็นดีเห็นงามไปด้วย การเลือกตั้งจึงพับพาบลงอย่างน่าสะเทือนใจ.....ภาพผู้ใช้สิทธิ์ที่ต้องปีนข้ามประตูเหล็กเพื่อไปใช้สิทธิ์ใช้เสียง ภาพผู้ใช้สิทธิ์พยายามเดินฝ่าฝูงคนที่กีดขวางพร้อมคำด่าสาปแช่ง(ในการไปใช้สิทธิ์ของตน) แม้จะเป็นภาพที่ "งดงาม" ในระบอบประชาธิปไตย หากแต่กลับกลายเป็นภาพที่น่า "สะพึงกลัว" สำหรับคนที่เรียกตัวเองว่า "ผู้ดีมีการศึกษา"
การ “ปฏิรูป” ที่กำลังดำเนินการในรัฐบาลปัจจุบัน ณ ตอนนี้คงจะเป็นเพียง “ปฏิรูป” เหมือนที่เคยถูกทำมาครั้งแล้วครั้งเล่า ที่แทบจะไม่ได้ส่งผลอะไรเลยต่อการยกระดับ “จิตวิญญาณ” ในการเห็นคุณค่าของความเป็น “เพื่อนร่วมชาติ” ด้วยกัน รวมไปถึงการเคารพความแตกต่างด้านฐานะ การศึกษา หรือแม้แต่ท้องถิ่นที่คนๆ นั้นถือกำเนิด.....สุดท้ายการ “ปฏิรูป” ก็คงจะลงเอยที่ “ปฏิโลม” เหมือนที่ผ่านๆ มา (ปฏิโลม แปลว่า ทวนไปทวนมา) อนิจจา....อนิจจาประเทศไทย