สวัสดีค่ะ
อยากรบกวนขอคำปรึกษาเผื่อใครพอจะทราบ เพราะตอนนี้เครียดกับอาการที่เกิดกับร่างกายมากค่ะ ขอเล่าอาการเลยนะคะ ยาวนิดนึงนะคะอยากเล่าให้ละเอียดค่ะ
กรกฎา - มีเสียงในหูขวา เสียงกึกๆๆๆดังคล้ายๆจังหวะชีพจร เป็น 3 วันไปหาหมอหู หมอให้ตรวจทุกอย่าง ผลคือปกติ แต่ทำการดูดขี้หูออกให้ทั้งสองข้าง กลับมา เสียงกึกๆก็ยังไม่หาย แต่ไม่ได้เป็นบ่อยก็เลยช่างมัน อาการนี้ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่เป็นครั้งคราวค่ะ
สิงหา - ตื่นนอนขึ้นมาแล้วรู้สึกยิบๆที่แก้มซ้ายนิดๆประมาณ2-3วินาที ก็คิดว่าคงไม่เป็นไร จากนั้นระหว่างวันมีตาซ้ายเขม่น 2-3 ครั้ง ก็ยังคิดในใจเลยว่า ขวาร้ายซ้ายดี คงจะมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นละ แต่ไม่ใช่ อาการวันต่อมาคือแก้มซ้ายมันรู้สึกยิบๆทั้งวัน เป็นแบบนี้อีก 2-3 วันจนกระทั้ง จากที่เคยยิบๆมันเปลี่ยนเป็นกระตุก กระตุกมากขี้นเรื่อยๆจนกระทั้งวันที่ 3 แก้มกระตุกจนมุมปากซ้ายยกไปด้วยเลย กระตุกมากจนปวดหัว จึงไปหาหมอระบบประสาทค่ะ
หาหมอครั้งที่ 1 - คุณหมอให้ลองเดินต่อส้นไปกลับ ให้มองตามมือหมอ ให้เอามือแตะจมูกตัวเองกับมือหมอ ให้บีบมือหมอแรงๆ ก็ทำได้ทุกอย่าง หมอถามว่านอนน้อย เครียดมั้ย ก็บอกว่าเคยเครียดแต่ช่วงนี้ไม่เครียด นอนน้อยบ้างมากบ้าง หมอดูความดันและหัวใจ บอกหัวใจเต้น 92 คือเร็วไปนะ หมอถามว่าน้ำหนักลดหรือเปล่า ก็บอกว่าปกติ คือสูง 152 หนัก 42-44 ประมาณนี้มาหลายปีแล้ว หมอให้ตรวจเลือดเพี่อดูไฮเปอร์ไทรอย และให้ยา Methycobal 500mcg มากินเช้าเย็น และ ยา Rivotril 0.5mg (clonazePAM) มากินก่อนนอน ทานยาครบ 10 วัน แก้มซ้ายไม่กระตุกแล้ว แต่มีอาการตึงๆชาๆนิดๆ แต่ตาซ้ายยังเขม่นอยู่ หาวิตามินบีมาทานเอง คิดว่าเดี๋ยวคงหายไปเอง แต่ 1 อาทิตย์ผ่านไป ไม่หายค่ะ แต่ผลเลือดคือไม่ได้เป็นไทรอยด์นะคะ
หาหมอครั้งที่ 2 - บอกอาการคุณหมอ และบอกท่านด้วยว่ามีเสียงกึกๆในหูมาก่อนหน้านี้ด้วย แต่หมอบอกว่าไม่น่าเกี่ยวกับการชาหรือกระตุก ท่านบอกว่าน่าจะเป็น Benign Fasciculation Syndrome คืออาการสั่นที่ไม่อันตรายต่อชีวิตแต่จะทำให้รำคาญ หมอให้ยาแบบเดิมมาทานอีก 2 อาทิตย์ พอทานครบแล้ว ตาซ้ายหายกระตุก แต่ยังตึงๆชาๆที่แก้มซ้ายอยู่เป็นบางวัน กะไม่ไปหาหมออีกคิดว่าเดี๋ยวคงหายไปในที่สุด แต่ 4 วันหลังยาหมดมีอาการอื่นอีกค่ะ
หาหมอครั้งที่ 3 - อาการคือ หัวใจเต้นแรงจนต้องสะดุ้งตื่นกลางดึก และรู้สึกเหมือนตัวสั่นๆ ไปหาหมอท่านเดิม ท่านบอกว่าให้ไปพบหมอหัวใจโดยตรงดีกว่า เพราะหัวใจเต้น 90 กว่าๆทุกครั้งที่มาพบหมอ ส่วนเรื่องแก้มตึงชา หมอให้ยาเดิมมาทานอีก 15 วัน พอดีหมอโรคหัวใจร.พ.นี้ไม่มีในวันนั้น เราจึงไปหาอีกร.พ.นึงใกล้ๆกัน
หาหมอครั้งที่ 4 - หาหมอที่ศูนย์หัวใจโดยเฉพาะ พอไปวัดความดันกับหัวใจ ผลปรากฎว่า มันเต้นปกติที่ 62 ทั้งๆที่ 1 ชมก่อนหน้านั้นที่ร.พ.แรกยังเต้น 90 อยู่เลย วัดคลื่นหัวใจก็ปกติ เอ็กซเรย์ปอดและหัวใจก็ปกติ คุณหมอบอกมันปกติก็ไม่รู้จะรักษาอะไรเลยจะให้ยาคลายเครียด ก็เลยเอายาให้หมอดูว่าเพิ่งได้ยา Rivotril (คลายเครียด) มาแล้วจากหมอระบบประสาท คุณหมอโรคหัวใจก็บอกไม่เป็นไร ให้ยาเหมือนกันมาอีก 20 เม็ด ให้กินต่อกันไปได้
ในช่วงที่ทานยาที่หมอระบบประสาทให้มาครั้งที่ 3 นี้ อาการก็คือนอนหลับดีไม่มีตื่นกลางดึกเพราะใจสั่นอีก แก้มซ้ายยังชาๆตึงๆเป็นบางวัน แต่กลับรู้สึกมีอาการกล้ามเนื้อที่ร่างกายส่วนอื่นๆกระตุกหรือไม่ก็สั่นๆมาเพิ่ม เช่น ที่ข้อพับขา แขน จนเมื่อ 3 วันที่แล้ว ยาชุดนี้หมอ เราลองไม่กินยาที่หมอโรคหัวใจให้ต่อ ปรากฏว่านอนไม่หลับ กระสับกระส่าย คืนที่สองก็ลองไม่กินอีก ก็นอนไม่ค่อยหลับอีกแต่ก็ดีกว่าคืนแรก จนเมื่อคืน ลงนอนตอน 4 ทุ่มครึ่ง แต่นอนไม่ได้เลยค่ะ หัวใจเต้นแรงมาก ไม่ได้เต้นเร็ว เลยลุกขึ้นมาวัดหัวใจ (ซื้อเครื่องวัดขนาดเล็กมาไว้) ก็เต้นปกติที่ 60 แต่มันเต้นแรงและดัง ปกติคนเราจะไม่ได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นใช่ไหมคะ นอกจากนอนคว่ำหรือเอาหูไปแนบ บางทีจับชีพจรที่ข้อมือยังไม่ค่อยรู้สึกเลย แต่นี่มันเต้นแรงเหมือนมันมากระทบกับผนังหน้าอกแรงจนรู้สึกตัว แต่ไม่เจ็บอะไรเลย นอกจากนี้แล้วยังรู้สึกว่าเส้นชีพจรตามร่างกายก็เต้นแรงทั้งที่ข้อพับ ต้นคอ ขมับ มันรบกวนมากจนนอนไม่ได้เลยค่ะ ทนอยู่ 2 ชม ไม่ไหว ก็เลยลุกขึ้นมาทานยา Rivoltril ที่หมอหัวใจให้ไว้ ซักชั่วโมงนึงถึงจะหลับลงได้ แต่หลับไปประมาณ 5 ชั่วโมง ก็ตื่นมาด้วยความรู้สึกว่าใจเต้นแรง ชีพจรร่างกายเต้นแรงอีกแล้ว ต้องพลิกตัวไปมา มันก็จะเปลี่ยนจุดกระตุกไปที่ส่วนอื่น แต่พอลุกขึ้นนั่งกลับดีขึ้น คือหัวใจยังเต้นแรงอยู่แต่ชีพจรตามร่างกายไม่ได้กระตุกแล้ว พอนอนราบก็เป็นใหม่ แต่อาการระหว่างวันกลับดีกว่าค่ะ คือหัวใจเต้นแรงบ้างปกติบ้าง ชีพจรตามร่างกายไม่เต้นแรง แค่มีแก้มซ้ายตึงๆอยู่เป็นพักๆ
ขอเล่าอีกนิดนะคะเรื่องการใช้ชิวิตช่วงก่อนมีอาการ คือปกติจะไปวิ่งที่สวนสาธารณะทุกเสาร์-อาทิตย์ จริงๆคือวิ่งๆเดินๆประมาณ 40 นาที แต่ประมาณ 1 ปีมาแล้ว ไม่ได้ไปเลย เพราะงานเครียดและยุ่งมาก วันหยุดจึงนอนพักอยู่บ้านเฉยๆ ไม่อยากออกไปไหนทั้งสิ้น แต่พอเริ่มมีอาการผิดปกติทางร่างกาย จึงกลับไปวิ่ง เราเป็นคนไม่ดื่มกาแฟ และ น้ำอัดลมเลย ปกติจะดื่มแต่น้ำเปล่าวันละ 8 แก้ว แต่ช่วงก่อนหน้านี้ดื่มชาเขียววันละซองมาประมาณ 6 เดือน จนคุณหมอบอกให้หยุดก่อน เรื่องความเครียด จริงๆก่อนหน้านี้ช่วงต้นปีเครียดกับงานมาก แต่เดือนมิ.ยทุกอย่างคลี่คลาย ในเดือนกรกฎาไม่ได้เครียดอะไรเลย แต่อาการที่เกิดตอนต้นเดือนสิงหา คุณหมอบอกน่าจะมาจากความเครียด ซึ่งเราก็บอกว่าไม่ได้เครียด (มาคิดอีกทีอาจเพราะความเครียดสะสมมาจากช่วงต้นปี แล้วเพิ่งปรากฎผลตอนนี้รึเปล่า) แรกๆเราก็ไม่ได้เครียดกับอาการเหล่านี้ แต่หลังจากทานยาไป 3 ชุด พบหมอไป 2 ท่านรวม 4 ครั้ง ตอนนี้เราเครียดแล้วค่ะ ไม่ได้เครียดเพราะอะไรรอบข้างเลย เลยงงว่า ตกลงเครียดเลยทำให้เกิดอาการนี้หรือเกิดอาการนี้เลยทำให้เครียด
เรามีโรคประจำตัวคือโลหิตจางค่ะ ไม่ทราบเกี่ยวด้วยมั้ย แต่ไม่ได้เป็นธาลัสซีเมียนะคะ เราไปอ่านดูอาการของโรคแพนิค มันก็ไม่ตรงซะทีเดียว หรือเราควรไปพบจิตแพทย์ดีคะ ยาคลายเครียดที่หมอให้ ทานติดต่อกันเป็นเดือนจะติดมั้ยคะ ถ้าไม่อยากทานยาหมอ ทานอาหารเสริมอะไรพอช่วยได้มั้ยคะ มีเพื่อนแนะนำ นมผึ้งช่วยให้นอนหลับ และ ซีออยส์ช่วยเรื่องพากินสัน เราควรจะทานมั้ยคะ ใครพอจะมีประสบการณ์แบบนี้บ้างมั้ยคะ และควรไปพบคุณหมอแผนกไหนดีคะ และถ้ามีใครเป็นเหมือนกันและรักษาที่ไหนกับคุณหมอท่านใดหาย รบกวนช่วยบอกด้วยนะคะ
ขอบคุณค่ะ
ปล ก่อนจะป่วยเคยอยากได้โน่นนี่นั่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า พอป่วยปั๊บ ไม่อยากได้อะไรอีกแล้ว อยากได้แค่สุขภาพที่แข็งแรงกลับคืนมาเท่านั้นเอง เข้าใจเลยค่ะกับคำว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ
หัวใจเต้นแรง ร่างกายสั่น ทำให้นอนไม่ได้ ขอปรึกษาหน่อยค่ะ
อยากรบกวนขอคำปรึกษาเผื่อใครพอจะทราบ เพราะตอนนี้เครียดกับอาการที่เกิดกับร่างกายมากค่ะ ขอเล่าอาการเลยนะคะ ยาวนิดนึงนะคะอยากเล่าให้ละเอียดค่ะ
กรกฎา - มีเสียงในหูขวา เสียงกึกๆๆๆดังคล้ายๆจังหวะชีพจร เป็น 3 วันไปหาหมอหู หมอให้ตรวจทุกอย่าง ผลคือปกติ แต่ทำการดูดขี้หูออกให้ทั้งสองข้าง กลับมา เสียงกึกๆก็ยังไม่หาย แต่ไม่ได้เป็นบ่อยก็เลยช่างมัน อาการนี้ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่เป็นครั้งคราวค่ะ
สิงหา - ตื่นนอนขึ้นมาแล้วรู้สึกยิบๆที่แก้มซ้ายนิดๆประมาณ2-3วินาที ก็คิดว่าคงไม่เป็นไร จากนั้นระหว่างวันมีตาซ้ายเขม่น 2-3 ครั้ง ก็ยังคิดในใจเลยว่า ขวาร้ายซ้ายดี คงจะมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นละ แต่ไม่ใช่ อาการวันต่อมาคือแก้มซ้ายมันรู้สึกยิบๆทั้งวัน เป็นแบบนี้อีก 2-3 วันจนกระทั้ง จากที่เคยยิบๆมันเปลี่ยนเป็นกระตุก กระตุกมากขี้นเรื่อยๆจนกระทั้งวันที่ 3 แก้มกระตุกจนมุมปากซ้ายยกไปด้วยเลย กระตุกมากจนปวดหัว จึงไปหาหมอระบบประสาทค่ะ
หาหมอครั้งที่ 1 - คุณหมอให้ลองเดินต่อส้นไปกลับ ให้มองตามมือหมอ ให้เอามือแตะจมูกตัวเองกับมือหมอ ให้บีบมือหมอแรงๆ ก็ทำได้ทุกอย่าง หมอถามว่านอนน้อย เครียดมั้ย ก็บอกว่าเคยเครียดแต่ช่วงนี้ไม่เครียด นอนน้อยบ้างมากบ้าง หมอดูความดันและหัวใจ บอกหัวใจเต้น 92 คือเร็วไปนะ หมอถามว่าน้ำหนักลดหรือเปล่า ก็บอกว่าปกติ คือสูง 152 หนัก 42-44 ประมาณนี้มาหลายปีแล้ว หมอให้ตรวจเลือดเพี่อดูไฮเปอร์ไทรอย และให้ยา Methycobal 500mcg มากินเช้าเย็น และ ยา Rivotril 0.5mg (clonazePAM) มากินก่อนนอน ทานยาครบ 10 วัน แก้มซ้ายไม่กระตุกแล้ว แต่มีอาการตึงๆชาๆนิดๆ แต่ตาซ้ายยังเขม่นอยู่ หาวิตามินบีมาทานเอง คิดว่าเดี๋ยวคงหายไปเอง แต่ 1 อาทิตย์ผ่านไป ไม่หายค่ะ แต่ผลเลือดคือไม่ได้เป็นไทรอยด์นะคะ
หาหมอครั้งที่ 2 - บอกอาการคุณหมอ และบอกท่านด้วยว่ามีเสียงกึกๆในหูมาก่อนหน้านี้ด้วย แต่หมอบอกว่าไม่น่าเกี่ยวกับการชาหรือกระตุก ท่านบอกว่าน่าจะเป็น Benign Fasciculation Syndrome คืออาการสั่นที่ไม่อันตรายต่อชีวิตแต่จะทำให้รำคาญ หมอให้ยาแบบเดิมมาทานอีก 2 อาทิตย์ พอทานครบแล้ว ตาซ้ายหายกระตุก แต่ยังตึงๆชาๆที่แก้มซ้ายอยู่เป็นบางวัน กะไม่ไปหาหมออีกคิดว่าเดี๋ยวคงหายไปในที่สุด แต่ 4 วันหลังยาหมดมีอาการอื่นอีกค่ะ
หาหมอครั้งที่ 3 - อาการคือ หัวใจเต้นแรงจนต้องสะดุ้งตื่นกลางดึก และรู้สึกเหมือนตัวสั่นๆ ไปหาหมอท่านเดิม ท่านบอกว่าให้ไปพบหมอหัวใจโดยตรงดีกว่า เพราะหัวใจเต้น 90 กว่าๆทุกครั้งที่มาพบหมอ ส่วนเรื่องแก้มตึงชา หมอให้ยาเดิมมาทานอีก 15 วัน พอดีหมอโรคหัวใจร.พ.นี้ไม่มีในวันนั้น เราจึงไปหาอีกร.พ.นึงใกล้ๆกัน
หาหมอครั้งที่ 4 - หาหมอที่ศูนย์หัวใจโดยเฉพาะ พอไปวัดความดันกับหัวใจ ผลปรากฎว่า มันเต้นปกติที่ 62 ทั้งๆที่ 1 ชมก่อนหน้านั้นที่ร.พ.แรกยังเต้น 90 อยู่เลย วัดคลื่นหัวใจก็ปกติ เอ็กซเรย์ปอดและหัวใจก็ปกติ คุณหมอบอกมันปกติก็ไม่รู้จะรักษาอะไรเลยจะให้ยาคลายเครียด ก็เลยเอายาให้หมอดูว่าเพิ่งได้ยา Rivotril (คลายเครียด) มาแล้วจากหมอระบบประสาท คุณหมอโรคหัวใจก็บอกไม่เป็นไร ให้ยาเหมือนกันมาอีก 20 เม็ด ให้กินต่อกันไปได้
ในช่วงที่ทานยาที่หมอระบบประสาทให้มาครั้งที่ 3 นี้ อาการก็คือนอนหลับดีไม่มีตื่นกลางดึกเพราะใจสั่นอีก แก้มซ้ายยังชาๆตึงๆเป็นบางวัน แต่กลับรู้สึกมีอาการกล้ามเนื้อที่ร่างกายส่วนอื่นๆกระตุกหรือไม่ก็สั่นๆมาเพิ่ม เช่น ที่ข้อพับขา แขน จนเมื่อ 3 วันที่แล้ว ยาชุดนี้หมอ เราลองไม่กินยาที่หมอโรคหัวใจให้ต่อ ปรากฏว่านอนไม่หลับ กระสับกระส่าย คืนที่สองก็ลองไม่กินอีก ก็นอนไม่ค่อยหลับอีกแต่ก็ดีกว่าคืนแรก จนเมื่อคืน ลงนอนตอน 4 ทุ่มครึ่ง แต่นอนไม่ได้เลยค่ะ หัวใจเต้นแรงมาก ไม่ได้เต้นเร็ว เลยลุกขึ้นมาวัดหัวใจ (ซื้อเครื่องวัดขนาดเล็กมาไว้) ก็เต้นปกติที่ 60 แต่มันเต้นแรงและดัง ปกติคนเราจะไม่ได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นใช่ไหมคะ นอกจากนอนคว่ำหรือเอาหูไปแนบ บางทีจับชีพจรที่ข้อมือยังไม่ค่อยรู้สึกเลย แต่นี่มันเต้นแรงเหมือนมันมากระทบกับผนังหน้าอกแรงจนรู้สึกตัว แต่ไม่เจ็บอะไรเลย นอกจากนี้แล้วยังรู้สึกว่าเส้นชีพจรตามร่างกายก็เต้นแรงทั้งที่ข้อพับ ต้นคอ ขมับ มันรบกวนมากจนนอนไม่ได้เลยค่ะ ทนอยู่ 2 ชม ไม่ไหว ก็เลยลุกขึ้นมาทานยา Rivoltril ที่หมอหัวใจให้ไว้ ซักชั่วโมงนึงถึงจะหลับลงได้ แต่หลับไปประมาณ 5 ชั่วโมง ก็ตื่นมาด้วยความรู้สึกว่าใจเต้นแรง ชีพจรร่างกายเต้นแรงอีกแล้ว ต้องพลิกตัวไปมา มันก็จะเปลี่ยนจุดกระตุกไปที่ส่วนอื่น แต่พอลุกขึ้นนั่งกลับดีขึ้น คือหัวใจยังเต้นแรงอยู่แต่ชีพจรตามร่างกายไม่ได้กระตุกแล้ว พอนอนราบก็เป็นใหม่ แต่อาการระหว่างวันกลับดีกว่าค่ะ คือหัวใจเต้นแรงบ้างปกติบ้าง ชีพจรตามร่างกายไม่เต้นแรง แค่มีแก้มซ้ายตึงๆอยู่เป็นพักๆ
ขอเล่าอีกนิดนะคะเรื่องการใช้ชิวิตช่วงก่อนมีอาการ คือปกติจะไปวิ่งที่สวนสาธารณะทุกเสาร์-อาทิตย์ จริงๆคือวิ่งๆเดินๆประมาณ 40 นาที แต่ประมาณ 1 ปีมาแล้ว ไม่ได้ไปเลย เพราะงานเครียดและยุ่งมาก วันหยุดจึงนอนพักอยู่บ้านเฉยๆ ไม่อยากออกไปไหนทั้งสิ้น แต่พอเริ่มมีอาการผิดปกติทางร่างกาย จึงกลับไปวิ่ง เราเป็นคนไม่ดื่มกาแฟ และ น้ำอัดลมเลย ปกติจะดื่มแต่น้ำเปล่าวันละ 8 แก้ว แต่ช่วงก่อนหน้านี้ดื่มชาเขียววันละซองมาประมาณ 6 เดือน จนคุณหมอบอกให้หยุดก่อน เรื่องความเครียด จริงๆก่อนหน้านี้ช่วงต้นปีเครียดกับงานมาก แต่เดือนมิ.ยทุกอย่างคลี่คลาย ในเดือนกรกฎาไม่ได้เครียดอะไรเลย แต่อาการที่เกิดตอนต้นเดือนสิงหา คุณหมอบอกน่าจะมาจากความเครียด ซึ่งเราก็บอกว่าไม่ได้เครียด (มาคิดอีกทีอาจเพราะความเครียดสะสมมาจากช่วงต้นปี แล้วเพิ่งปรากฎผลตอนนี้รึเปล่า) แรกๆเราก็ไม่ได้เครียดกับอาการเหล่านี้ แต่หลังจากทานยาไป 3 ชุด พบหมอไป 2 ท่านรวม 4 ครั้ง ตอนนี้เราเครียดแล้วค่ะ ไม่ได้เครียดเพราะอะไรรอบข้างเลย เลยงงว่า ตกลงเครียดเลยทำให้เกิดอาการนี้หรือเกิดอาการนี้เลยทำให้เครียด
เรามีโรคประจำตัวคือโลหิตจางค่ะ ไม่ทราบเกี่ยวด้วยมั้ย แต่ไม่ได้เป็นธาลัสซีเมียนะคะ เราไปอ่านดูอาการของโรคแพนิค มันก็ไม่ตรงซะทีเดียว หรือเราควรไปพบจิตแพทย์ดีคะ ยาคลายเครียดที่หมอให้ ทานติดต่อกันเป็นเดือนจะติดมั้ยคะ ถ้าไม่อยากทานยาหมอ ทานอาหารเสริมอะไรพอช่วยได้มั้ยคะ มีเพื่อนแนะนำ นมผึ้งช่วยให้นอนหลับ และ ซีออยส์ช่วยเรื่องพากินสัน เราควรจะทานมั้ยคะ ใครพอจะมีประสบการณ์แบบนี้บ้างมั้ยคะ และควรไปพบคุณหมอแผนกไหนดีคะ และถ้ามีใครเป็นเหมือนกันและรักษาที่ไหนกับคุณหมอท่านใดหาย รบกวนช่วยบอกด้วยนะคะ
ขอบคุณค่ะ
ปล ก่อนจะป่วยเคยอยากได้โน่นนี่นั่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า พอป่วยปั๊บ ไม่อยากได้อะไรอีกแล้ว อยากได้แค่สุขภาพที่แข็งแรงกลับคืนมาเท่านั้นเอง เข้าใจเลยค่ะกับคำว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ