ตอนที่ผ่านมาอยู่ คห สุดท้ายค่ะ
แจ้งให้ทราบค่ะ
เนื่องจากว่าผู้เขียนรีไรท์เรื่องราวโดยการตัดทอนความยาวแต่ละตอนให้กระชับ และมีการยกเนื้อหาไปขึ้นตอนถัดไป
ทำให้ลำดับตอนเลื่อนออกค่ะ แค่เลขลำดับเลื่อนค่ะ แต่เนื้อหาต่อกัน
หนึ่งใจในแผ่นดิน
ตอนที่ 35
ผลการตรวจสอบสิ่งปลูกสร้างมาไวดั่งสายฟ้าแลบ ผู้ใหญ่บ้านจำต้องเรียกลูกบ้านผู้เป็นเจ้าของเรือนที่ได้รับผลกระทบมาฟังฟังคำประกาศ ทุกคนต่าง
ไม่พอใจในสิ่งที่ได้ยินและวิพากษ์วิจารณ์การตรวจสอบครั้งนี้ไปต่างๆนานาด้วยความสงสัย มีเพียงชายหนุ่มเจ้าของงานก่อสร้างเท่านั้นที่นั่งเงียบโดยไม่มีคำ
พูดร่วมสนทนาใดๆ
“แบบนี้เราก็แย่น่ะสิ” เจ้าของเรือนหลังหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงโมโหเรือนผู้ใหญ่บ้าน
“ตรวจผิดหรือเปล่าผู้ใหญ่ฯ ลองถามเขาดูอีกทีได้ไหม” หญิงชาวบ้านอีกคนออกความเห็น
“จะให้ตรวจกี่ทีผลมันก็ออกผิดนั่นแหละ” เสียงอีกหนึ่งเสียงพูดแทรก “เอ่อ...แต่ฉันไม่ได้ว่าคุณนะ” เธอรีบบอกชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างผู้ใหญ่บ้านคนนั้น
ผู้ใหญ่บ้านหันมองก้องปฐพีที่นั่งเงียบตั้งแต่เริ่มฟังผล และเพราะความเงียบของเขานั่นแหละที่ทำให้ผู้ใหญ่บ้านสงสัยพอๆกับรอยฟกช้ำหลายแห่งบน
ใบหน้า
“แล้วทีนี้พวกเราจะทำยังไงกันดีล่ะผู้ใหญ่ฯ” เจ้าของเรือนที่เดือดร้อนเอ่ยถามที่ทุกคนต่างอยากรู้
“ผมขออนุญาตเสนอความคิดนะครับ บ้านพักคนงานของผมยังไม่ได้ถูกรื้อถอน พวกคุณสามารถไปพักอาศัยระหว่างที่ให้ทางการเข้ามาดำเนินการ
สร้างใหม่ได้ครับ” นี่เป็นประโยคแรกของชายหนุ่มหลังจากที่นั่งเงียบมานาน
เขาเข้าใจความรู้สึกของชาวบ้านดีเพราะเขาเองก็ไม่พอใจเช่นเดียวกัน และผลการตัดสินที่ออกมานั้นไม่ยุติธรรมเลยสำหรับชาวบ้านที่ต้องเดือดร้อนไปด้วย
เพียงแค่เรื่องบาดหมางใจระหว่างคนสองคน
“หมายความว่าคุณจะยอมให้เรือนของเราโดนรื้อโดยไม่โต้แย้งอะไรสักหรือ คุณจะให้คนของทางการเข้ามาทำงานที่คุณทำเกือบจะเสร็จแล้วได้ยังไง
กัน” ชายคนหนึ่งถามด้วยอารมณ์กึ่งโกรธกึ่งสงสัย
“ผมคงช่วยได้แค่นี้ เพราะผมไม่มีอำนาจอะไรไปเปลี่ยนผลการตัดสินได้”
เป็นคำตอบที่ยอมจำนนกับผลที่เกิด ชายหนุ่มรู้ว่าหากยิ่งต่อต้านหรือขัดแย้งก็ยิ่งมีผลเสียต่อคนที่นี่ในวงกว้างมากกว่าเดิม และเขาไม่อยากให้ชาว
บ้านต้องเดือดร้อนไปมากกว่านี้อีก
“ก็คงต้องตามที่คุณก้องบอกนั่นแหละ” ผู้ใหญ่บ้านสรุปเพื่อให้ทุกคนแยกย้ายไปย้ายข้าวของจากเรือนของตัวเองออกให้ทันก่อนที่คนของทางการจะ
เข้ามา
“ผู้ใหญ่บ้านครับ ผมมีเรื่องรบกวนถาม” เขาเอ่ยขึ้นเมื่อเหลือพียงแค่เขาและผู้นำชุมชนอาวุโส ผู้ใหญ่บ้านนิ่งและรอฟังคำถามจากชายหนุ่มที่มีสีหน้า
ขึงขัง
“ผมอยากรู้เรื่องของนายพนา” ก้องปฐพีเอ่ยคำถามที่เขาหวังจะได้รับคำตอบจากคนเก่าคนแก่ของถิ่นนี้
แต่แค่ได้ยินชื่อ ผู้ใหญ่บ้านก็ขนลุกเกรียว เขากลืนน้ำลายก่อนที่จะตอบคำถาม “เรื่องนายพนานั่น ฉันก็ไม่ได้รู้อะไรมากหรอกนะพ่อหนุ่ม เขาเป็นใคร
มาจากไหนก็ไม่มีใครรู้ได้ แต่ที่เคยได้ยินข่าวมาก็เห็นว่ามีหมู่บ้านหนึ่งที่มองผาภูมิจะรู้จักนานพนากันทั้งหมู่บ้าน”
“ทำไมหรือครับ” เขาถามด้วยความสงสัย
“ก็...” ผู้ใหญ่บ้านต้องลดเสียงลงจนเบา ก้องปฐพีจึงเขยิบเข้ามาใกล้ชายอาวุโส “ผู้ชายหมู่บ้านนั้นเป็นลูกสมุนนายพนาทั้งหมู่บ้าน”
ชายหนุ่มถอยตัวออกเมื่อได้ยินคำกระซิบ เขาสังหรณ์ใจครามครันว่าหมู่บ้านนั้นจะเกี่ยวข้องกับเพลงพิณหรือไม่ เขาเพียงต้องการรู้เรื่องนายพนาให้
มากขึ้นเพราะมันอาจทำให้เขารู้เรื่องของดวงแข หญิงสาวผู้อาภัพได้มากกว่าเดิม
“ถ้าอย่างนั้นผมขอลาเลยนะครับ” ก้องปฐพียกมือไหว้พร้อมเอ่ยคำลาเมื่อรู้ที่หมายของการเดินทาง
“เดี๋ยวก่อนคุณก้อง” ผู้นำอาวุโสตัดสินใจเรียกชายหนุ่มก่อนที่เขาจะเดินออกจากเรือน “แม้ว่าผลจะออกมาแบบนี้ แต่ฉันในฐานะผู้ใหญ่บ้านก็อยาก
ขอบใจคุณและคนงานของคุณทุกคน”
เพราะความเจ็บของรอยแตกตรงมุมปากจึงทำให้เขายิ้มเพียงเล็กน้อยเพื่อรับคำพูดของผู้ใหญ่บ้านก่อนเอ่ยตอบ “ผมจะนำคำขอบคุณของผู้ใหญ่ฯไป
บอกคนของผมทุกคน แล้วเรื่องเด็กๆ ผมคงต้องรบกวนฝากผู้ใหญ่ฯไว้ก่อน”
ก้องปฐพีลงจากเรือนของผู้อาวุโส ชายหนุ่มเดินอ้อมไปยังโรงช้างเพื่อไปยังจุดที่เขาจอดมอเตอร์ไซค์ไว้ แต่เมื่อสายป่านเห็นชายที่เคยลูบหัวลูบหาง
มันก็เดินรี่เข้าไปหาพร้อมกับการชูงวง ก้องปฐพียิ้มกับท่าทางของช้างน้อยแสนรู้ เขาล้วงห่อขนมจากกระเป๋ากางเกงยีนส์แล้วหยิบเม็ดออกมาป้อนใส่ปาก
ช้างน้อย
“เดี๋ยวก็จะไม่ได้กินขนมอีกแล้วนะนังสายป่าน” เขาพูดพลางลูบหูที่สะบัดไปมาของลูกช้างแล้วเดินไปยังมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ของตัวเองแต่ก่อนที่จะ
บิดกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์ เขามองไปรอบหมู่บ้านช้างด้วยใจอาวรณ์ ความรู้สึกผูกพันกับที่นี่ถูกฟูมฟักตามวันคืนที่พวกเขาและชาวบ้านร่วมกันลงแรง
สร้างเรือน รอยยิ้มที่แสนจริงใจ น้ำใจที่แสนซาบซึ้งจากชาวบ้านที่มอบให้เขานั้นทำให้เขารักดินแดนแห่งนี้โดยไม่ต้องแต่งเติมหรือเรียกร้องความเจริญหู
เจริญตาใดๆ
รวมถึงหญิงสาวที่อยู่ในใจเขาตอนนี้ เธอไม่ต้องสวยงามไปกว่าหญิงอื่น เธอไม่ต้องเก่งหรือเข้มแข็งอย่างที่เธอแสดงออก แต่ขอให้เธอเป็นเธอเท่านั้น
ก็พอ
เขาทอดดวงตาแสนอาลัยถูกส่งไปยังเรือนของหญิงสาวแต่ประตูเรือนนั้นปิดเงียบสนิทราวกับเจ้าของเรือนไม่ต้องการถูกใครรบกวน
“ผมคงไม่มีโอกาสได้บอกลากับคุณ แต่ผมขอให้คุณไหมมีความสุขนะครับ ”
ชายหนุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วขับเคลื่อนออกเดินทาง สิ่งที่เขาทิ้งไว้คือการบอกลาโดยไม่ต้องการให้คนถูกเอ่ยรับรู้
หนึ่งใจในแผ่นดิน ตอนที่ 35
แจ้งให้ทราบค่ะ
เนื่องจากว่าผู้เขียนรีไรท์เรื่องราวโดยการตัดทอนความยาวแต่ละตอนให้กระชับ และมีการยกเนื้อหาไปขึ้นตอนถัดไป
ทำให้ลำดับตอนเลื่อนออกค่ะ แค่เลขลำดับเลื่อนค่ะ แต่เนื้อหาต่อกัน
ตอนที่ 35
ผลการตรวจสอบสิ่งปลูกสร้างมาไวดั่งสายฟ้าแลบ ผู้ใหญ่บ้านจำต้องเรียกลูกบ้านผู้เป็นเจ้าของเรือนที่ได้รับผลกระทบมาฟังฟังคำประกาศ ทุกคนต่าง
ไม่พอใจในสิ่งที่ได้ยินและวิพากษ์วิจารณ์การตรวจสอบครั้งนี้ไปต่างๆนานาด้วยความสงสัย มีเพียงชายหนุ่มเจ้าของงานก่อสร้างเท่านั้นที่นั่งเงียบโดยไม่มีคำ
พูดร่วมสนทนาใดๆ
“แบบนี้เราก็แย่น่ะสิ” เจ้าของเรือนหลังหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงโมโหเรือนผู้ใหญ่บ้าน
“ตรวจผิดหรือเปล่าผู้ใหญ่ฯ ลองถามเขาดูอีกทีได้ไหม” หญิงชาวบ้านอีกคนออกความเห็น
“จะให้ตรวจกี่ทีผลมันก็ออกผิดนั่นแหละ” เสียงอีกหนึ่งเสียงพูดแทรก “เอ่อ...แต่ฉันไม่ได้ว่าคุณนะ” เธอรีบบอกชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างผู้ใหญ่บ้านคนนั้น
ผู้ใหญ่บ้านหันมองก้องปฐพีที่นั่งเงียบตั้งแต่เริ่มฟังผล และเพราะความเงียบของเขานั่นแหละที่ทำให้ผู้ใหญ่บ้านสงสัยพอๆกับรอยฟกช้ำหลายแห่งบน
ใบหน้า
“แล้วทีนี้พวกเราจะทำยังไงกันดีล่ะผู้ใหญ่ฯ” เจ้าของเรือนที่เดือดร้อนเอ่ยถามที่ทุกคนต่างอยากรู้
“ผมขออนุญาตเสนอความคิดนะครับ บ้านพักคนงานของผมยังไม่ได้ถูกรื้อถอน พวกคุณสามารถไปพักอาศัยระหว่างที่ให้ทางการเข้ามาดำเนินการ
สร้างใหม่ได้ครับ” นี่เป็นประโยคแรกของชายหนุ่มหลังจากที่นั่งเงียบมานาน
เขาเข้าใจความรู้สึกของชาวบ้านดีเพราะเขาเองก็ไม่พอใจเช่นเดียวกัน และผลการตัดสินที่ออกมานั้นไม่ยุติธรรมเลยสำหรับชาวบ้านที่ต้องเดือดร้อนไปด้วย
เพียงแค่เรื่องบาดหมางใจระหว่างคนสองคน
“หมายความว่าคุณจะยอมให้เรือนของเราโดนรื้อโดยไม่โต้แย้งอะไรสักหรือ คุณจะให้คนของทางการเข้ามาทำงานที่คุณทำเกือบจะเสร็จแล้วได้ยังไง
กัน” ชายคนหนึ่งถามด้วยอารมณ์กึ่งโกรธกึ่งสงสัย
“ผมคงช่วยได้แค่นี้ เพราะผมไม่มีอำนาจอะไรไปเปลี่ยนผลการตัดสินได้”
เป็นคำตอบที่ยอมจำนนกับผลที่เกิด ชายหนุ่มรู้ว่าหากยิ่งต่อต้านหรือขัดแย้งก็ยิ่งมีผลเสียต่อคนที่นี่ในวงกว้างมากกว่าเดิม และเขาไม่อยากให้ชาว
บ้านต้องเดือดร้อนไปมากกว่านี้อีก
“ก็คงต้องตามที่คุณก้องบอกนั่นแหละ” ผู้ใหญ่บ้านสรุปเพื่อให้ทุกคนแยกย้ายไปย้ายข้าวของจากเรือนของตัวเองออกให้ทันก่อนที่คนของทางการจะ
เข้ามา
“ผู้ใหญ่บ้านครับ ผมมีเรื่องรบกวนถาม” เขาเอ่ยขึ้นเมื่อเหลือพียงแค่เขาและผู้นำชุมชนอาวุโส ผู้ใหญ่บ้านนิ่งและรอฟังคำถามจากชายหนุ่มที่มีสีหน้า
ขึงขัง
“ผมอยากรู้เรื่องของนายพนา” ก้องปฐพีเอ่ยคำถามที่เขาหวังจะได้รับคำตอบจากคนเก่าคนแก่ของถิ่นนี้
แต่แค่ได้ยินชื่อ ผู้ใหญ่บ้านก็ขนลุกเกรียว เขากลืนน้ำลายก่อนที่จะตอบคำถาม “เรื่องนายพนานั่น ฉันก็ไม่ได้รู้อะไรมากหรอกนะพ่อหนุ่ม เขาเป็นใคร
มาจากไหนก็ไม่มีใครรู้ได้ แต่ที่เคยได้ยินข่าวมาก็เห็นว่ามีหมู่บ้านหนึ่งที่มองผาภูมิจะรู้จักนานพนากันทั้งหมู่บ้าน”
“ทำไมหรือครับ” เขาถามด้วยความสงสัย
“ก็...” ผู้ใหญ่บ้านต้องลดเสียงลงจนเบา ก้องปฐพีจึงเขยิบเข้ามาใกล้ชายอาวุโส “ผู้ชายหมู่บ้านนั้นเป็นลูกสมุนนายพนาทั้งหมู่บ้าน”
ชายหนุ่มถอยตัวออกเมื่อได้ยินคำกระซิบ เขาสังหรณ์ใจครามครันว่าหมู่บ้านนั้นจะเกี่ยวข้องกับเพลงพิณหรือไม่ เขาเพียงต้องการรู้เรื่องนายพนาให้
มากขึ้นเพราะมันอาจทำให้เขารู้เรื่องของดวงแข หญิงสาวผู้อาภัพได้มากกว่าเดิม
“ถ้าอย่างนั้นผมขอลาเลยนะครับ” ก้องปฐพียกมือไหว้พร้อมเอ่ยคำลาเมื่อรู้ที่หมายของการเดินทาง
“เดี๋ยวก่อนคุณก้อง” ผู้นำอาวุโสตัดสินใจเรียกชายหนุ่มก่อนที่เขาจะเดินออกจากเรือน “แม้ว่าผลจะออกมาแบบนี้ แต่ฉันในฐานะผู้ใหญ่บ้านก็อยาก
ขอบใจคุณและคนงานของคุณทุกคน”
เพราะความเจ็บของรอยแตกตรงมุมปากจึงทำให้เขายิ้มเพียงเล็กน้อยเพื่อรับคำพูดของผู้ใหญ่บ้านก่อนเอ่ยตอบ “ผมจะนำคำขอบคุณของผู้ใหญ่ฯไป
บอกคนของผมทุกคน แล้วเรื่องเด็กๆ ผมคงต้องรบกวนฝากผู้ใหญ่ฯไว้ก่อน”
ก้องปฐพีลงจากเรือนของผู้อาวุโส ชายหนุ่มเดินอ้อมไปยังโรงช้างเพื่อไปยังจุดที่เขาจอดมอเตอร์ไซค์ไว้ แต่เมื่อสายป่านเห็นชายที่เคยลูบหัวลูบหาง
มันก็เดินรี่เข้าไปหาพร้อมกับการชูงวง ก้องปฐพียิ้มกับท่าทางของช้างน้อยแสนรู้ เขาล้วงห่อขนมจากกระเป๋ากางเกงยีนส์แล้วหยิบเม็ดออกมาป้อนใส่ปาก
ช้างน้อย
“เดี๋ยวก็จะไม่ได้กินขนมอีกแล้วนะนังสายป่าน” เขาพูดพลางลูบหูที่สะบัดไปมาของลูกช้างแล้วเดินไปยังมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ของตัวเองแต่ก่อนที่จะ
บิดกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์ เขามองไปรอบหมู่บ้านช้างด้วยใจอาวรณ์ ความรู้สึกผูกพันกับที่นี่ถูกฟูมฟักตามวันคืนที่พวกเขาและชาวบ้านร่วมกันลงแรง
สร้างเรือน รอยยิ้มที่แสนจริงใจ น้ำใจที่แสนซาบซึ้งจากชาวบ้านที่มอบให้เขานั้นทำให้เขารักดินแดนแห่งนี้โดยไม่ต้องแต่งเติมหรือเรียกร้องความเจริญหู
เจริญตาใดๆ
รวมถึงหญิงสาวที่อยู่ในใจเขาตอนนี้ เธอไม่ต้องสวยงามไปกว่าหญิงอื่น เธอไม่ต้องเก่งหรือเข้มแข็งอย่างที่เธอแสดงออก แต่ขอให้เธอเป็นเธอเท่านั้น
ก็พอ
เขาทอดดวงตาแสนอาลัยถูกส่งไปยังเรือนของหญิงสาวแต่ประตูเรือนนั้นปิดเงียบสนิทราวกับเจ้าของเรือนไม่ต้องการถูกใครรบกวน
“ผมคงไม่มีโอกาสได้บอกลากับคุณ แต่ผมขอให้คุณไหมมีความสุขนะครับ ”
ชายหนุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วขับเคลื่อนออกเดินทาง สิ่งที่เขาทิ้งไว้คือการบอกลาโดยไม่ต้องการให้คนถูกเอ่ยรับรู้