กับรักที่มองไม่เห็นทาง ควรพอ ควรรอหรือเดินหน้าต่อไปดี?

กระทู้คำถาม
สวัสดีเพื่อนๆชาวพันทิพทุกท่านค่ะ
ดิฉันเป็นมือใหม่นะคะ เพิ่งสมัครเมื่อ2นาทีนี่ผ่านมา และนี่ก็เป็นกระทู้แรกของดิฉันค่ะ หากสำนวนไม่ดีหรือผิดพลาดประการใด ขออภัยมาในที่นี่ด้วยค่ะ (และหากติดแท็คผิดห้อง รบกวนผู้รู้ช่วยแนะนำด้วยค่ะเพราะมือใหม่จริงๆค่ะ)^_^
....
ดิฉันเริ่มต้นเขียน ในวันที่อ่อนแรงที่สุดในชีวิต..เป็นช่วงเวลาที่ อาจจะไม่ได้เลวร้ายเหมือนโลกถล่ม..แต่เป็นวันที่เต็มไปด้วยความสับสน ความเหนื่อย ความท้อและหาทางออกของตัวเองไม่ได้จริงๆค่ะ..
ขอเกริ่นชีวิตตัวเองสักหน่อยนะคะ
.. ดิฉันเป็นคนเชียงใหม่ค่ะ มาทำงานที่กรุงเทพ แต่ปัจจุบันนี้มาทำงานย่านนนทบุรีค่ะ
ครอบครัวดิฉันมีกัน 4 คน พ่อ เม่ ลูก (ดิฉันมีพี่ชาย1คนค่ะ)
ตอนเด็กๆดิฉันโตกับคุณยายค่ะ จำความได้ก็มีแต่คุณยายมาตลอด และมีคุณตาด้วย แต่จะผูกพันธ์กับคุณยายเป็นพิเศษ (จึงทำให้ติดนิสัยตอนโตขึ้นมาชอบที่จะอยู่กับผู้ใหญ่และคนสูงวัยเพราะรู้สึกอบอุ่นดีน่ะค่ะ) เพราะคุณพ่อและคุณแม่ทำงานต่างจังหวัดและพาพี่ชายไปด้วย ดิฉันจึงอยู่กับคุณยายและคุณตาที่จ.เชียงใหม่ค่ะ จนกระทั่งดิฉันขึ้นม.1 ก็ได้อยู่กับคุณแม่และคุณพ่อ
...ความเสียใจครั้งแรกในชีวิต..
..เกิดขึ้นตอนม.3ค่ะ เนื่องจากคุณยายดิฉันเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอด ตอนนั้นทำใจไม่ได้เลยค่ะ ร้องไห้ทุกวัน ร้องไห้ตลอดเวลา และคิดว่านั่นคือฝันร้าย มันไม่เกิดขึ้นจริง หลอกตัวเองซ้ำๆว่ามันไม่ใช่...แต่ความจริงคือความจริง เราหลีกเลี่ยงหลีกหนีไม่ได้ ตอนนั้นเหมือนโลกถล่มมากค่ะ เพราะคุณยายคือเป้าหมายในชีวิตและคือแรงบันดาลใจในลมหายใจในทุกๆวัน ตอนเด็กๆดิฉันเป็นเด็กตั้งใจเรียนมาก เพราะครอบครัวดิฉันจนจึงไม่ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่เพราะคุณยายเป็นคนมองโลกในแง่ดี ใจดี ท่านชอบพาดิฉันไปทำบุญเสมอ ดิฉันจึงได้รับอิทธิพลความคิดดี การมองโลกในแง่ดีเหล่านั้นมาจากคุณยาย...และแน่นอนว่า ในวันที่ไม่มีคุณยายแล้ว ดิฉันเคว้งเลยค่ะ ไปไม่ถูก หาทางออกให้ชีวิตไม่ได้ ไปไม่เป็น เพราะตอนนั้นไม่มีความผูกพันธ์กับคุณพ่อและคุณแม่เลยค่ะ แต่ไม่ได้ไม่รักท่านนะคะ เพียงแต่ด้วยความที่เป็นเด็กในตอนนั้นจึงรู้สึกว่าเราโตกับใครเราก็รักคนนั้นมากกว่าเพราะความผูกพันธ์มีมากกว่านั่นเองค่ะ...กว่าจะผ่านช่วงเวลานั้นไปได้ดิฉันใช้เวลาหลายปีมากค่ะ เพราะดิฉันโตมาท่ามกลางความขาดแคลนหลายอย่าง แต่สิ่งที่ทำให้ดิฉันเติมเต็มเสมอมาคือความรักของผู้หญิงแก่คนนึง ที่ไม่รู้หนังสือสักตัวเดียว..เป็นผู้หญิงแก่ ที่ไม่เคยปริปากบ่นสักครั้งที่ดิฉันทำอะไรผิดพลาด..เป็นผู้หญิงแก่ ที่ทำงานหาเลี้ยงฉันมาอย่างยากลำบาก ไม่เคยเห็นเธอสุขสบายเลย แต่ผู้หญิงแก่คนนี้กลับไม่เคยบ่นเลยสักนิด ซึ่งตรงกันข้าม เธอกลับมีความสุขเสมอยามที่เฝ้าดูฉันเติบโต..สิ่งเหล่านี้จึงยิ่งทำให้ดิฉันต้องตั้งใจเรียน ตั้งใจใช้ชีวิตให้ดีที่สุด เป็นเด็กดี เพื่อให้คุณยายของดิฉันภาคภูมิใจ..
...นั่นคือครั้งแรกในชีวิตกับการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของดิฉันค่ะ..
จากครั้งนั้นดิฉันก็ดำเนินชีวิตมาเรื่อยๆ แน่นอนว่าชีวิตณ.ตอนนั้น อยู่ไปวันๆ หายใจแบบแกนๆ..เพราะเคว้งมากค่ะ..ส่งผลให้ผลการเรียนตกลง จากที่เรียนดี สอบได้ที่1ที่2มาตลอด ตกลงมาฮวบเลยค่ะ ไม่มีสมาธิเรียน วันๆนั่งเหม่อ พักเที่ยงก้หลบไปนั่งร้องไห้ในห้องน้ำ..เป็นอย่างนี้ทุกวันจนสิ้นเทอม กระทั่งผลการเรียนออก .. คุณพ่อคุณแม่เสียใจมาก..ตอนนั้นจำได้เลยว่า เห็นคุณแม่ร้องไห้..และสิ่งนั้นเองทำให้ดิฉันคิดได้ว่า ฉันยังมีคนที่รักและเป็นลมหายใจอยู่อีก2คน นั่นคือคนที่ให้ลมหายใจกับดิฉันมา..ใช่แล้ว ..ดิฉันต้องไม่ทำให้เขาทั้ง2 ผิดหวังและเสียใจไปมากกว่านี้..เพราะไม่ใช่ดิฉันคนเดียวที่รู้สึกสูญเสีย..แต่คุณแม่ของดิฉันก็สูญเสียคนที่ท่านรักด้วยเช่นกัน..พอคิดได้ ก้มกราบเลยค่ะ ขอโทษที่ทำให้ท่านผิดหวัง..เพราะดิฉันคิดได้ว่า แม้จะไม่ทันได้ตอบแทนคุณยายที่ท่านเสียไปแล้ว แต่ดิฉันยังมีโอกาสตอบแทนคนที่ยังหายใจอยู่..นั่นคือคุณพ่อกับคุณแม่ของดิฉันนั่นเองค่ะ..
....แต่เพราะดิฉันเป็นเด็กกิจกรรม..คือ ขอท้าวความไปอีกนิด (เรื่องของดิฉันเยอะมากค่ะ ขอโทษที่อาจทำให้เสียเวลาอ่านนะคะ)
ดิฉันเริ่มหาเงินครั้งแรกตอนอายุ 9 ขวบค่ะ ด้วยการประกวดร้องเพลง..และประกวดทุกอย่างที่ได้เงิน ยกเว้นประกวดความสวยงามต่างๆ เพราะดิฉันไม่ใช่คนสวยค่ะ .. ไม่สวย ไม่รวย เลยอาศัยความสามารถที่พอมีอยู่บ้าง+ความขยันและแรงดันของท่านแม่ ลุยมันทุกเวทีการประกวดร้องเพลงที่เชียงใหม่..ได้บ้าง ตกรอบบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต สร้างภูมิคุ้มกันความผิดหวังแต่เด็กเลยทีเดียว..
ดังนั้นตอนคุณยายเสียแม้จะไม่มีสมาธิเรียน แต่ฉันหันไปเอาดีทางกิจกรรมน่ะค่ะ เพราะเวลาทำอะไรพวกนี้แล้วมันทำให้ลืมความเศร้าไปชั่วขณะ ที่สำคัญมันได้เงินค่ะ ซึ่งไปออกงานกะวิทยาลัยฯทีนึง แม้จะได้ไม่เยอะ งานละไม่ถึงร้อย (ดิฉันเป็นพิธีกรประจำวิทยาลัยฯค่ะ)แต่สิ้นเทอมตอนเบี้ยเลี้ยงออกที ดิฉันก็เอาให้คุณแม่หมด..มันภูมิใจค่ะ ที่ทำให้คนที่เรารักยิ้มได้..ยิ้มเดียวหายเหนื่อย มีแรงไปโฟนจนน้ำลายแห้งเลยทีเดียว ^^
......
และพอจนม.4จนเข้ามหาลัยดิฉันเริ่มมีงานเข้ามาค่ะ..
(((เดี๋ยวกลับมาต่อนะคะ ขอทำงานแปบนึง)))
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่