“จักรมณฑ์” สานต่อนโยบายรัฐ กระตุ้นเศรษฐกิจ
ปลดล็อคออกใบอนุญาตเหมืองกว่า 100 ราย มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท
พร้อมปรับแก้กฎหมาย 4 ฉบับ เอื้อประโยชน์นักลงทุน
นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับสภาการเหมืองแร่แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา ว่ากำลังเร่งรัดปรับแก้ไขกฎหมายตาม พ.ร.บ.แร่ ให้เอื้อต่อการประกอบธุรกิจมากขึ้น เนื่องจาก พ.ร.บ. ที่บังคับใช้ในปัจจุบันยังมีความไม่เหมาะสมในการบริหารจัดการทรัพยากรแร่และคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ประกอบกับการดูแลการทำเหมืองแร่ตามกฎหมาย ในปัจจุบันยังไม่ได้คำนึงถึงความแตกต่างในขนาดของเหมือง รวมถึงกระบวนการอนุญาตนั้น มีหลายขั้นตอน เกินความจำเป็น จึงก่อให้เกิดความล่าช้า นอกจากนี้ยังได้มีการหารือในที่ประชุมด้วยว่าการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียนั้นยังมีน้อย ขณะที่การจัดสรรผลประโยชน์และการเยียวยาความเสียหายให้แก่ภาคส่วนต่างๆ และชุมชนที่ได้รับผลกระทบก็ยังมีความไม่เหมาะสม ทำให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน และปัจจุบันมีใบอนุญาตที่ยังคั่งค้างการพิจารณาอีกเป็นจำนวนมาก
“ในการพบปะกับสภาการเหมืองแร่ฯ ผมได้ชี้แจงถึงการออกใบอนุญาตเหมืองแร่ที่ค้างอยู่มีกว่าร้อยฉบับ มูลค่าการลงทุนหลายหมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้มีโรงปูนซีเมนต์ด้วย ซึ่งการปลดล๊อคครั้งนี้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว โดยทุกคำขออนุญาตต้องเป็นไปตามเงื่อนไขหลักเกณฑ์ และผ่านขั้นตอนที่ถูกต้องครบถ้วนจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ หน่วยงานเจ้าของพื้นที่ องค์การบริหารส่วนตำบล/เทศบาลตำบล สำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม รวมถึงคณะกรรมการ พ.ร.บ.แร่ หลังจากปรับแก้ไขกฎหมายแล้ว รัฐมนตรีจะทำหน้าที่ในการกำกับดูแลระดับนโยบายเท่านั้น แต่การเซ็นใบอนุญาตจะเป็นอำนาจของข้าราชการประจำขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ของกิจการ เช่น (1) เหมืองขนาดเล็ก พื้นที่น้อยกว่า 100 ไร่ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมน้อยมาก ให้เป็นอำนาจลงนามของผู้ว่าราชการจังหวัด (2) เหมืองขนาดกลาง พื้นที่น้อยกว่า 625 ไร่ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมปานกลาง ให้เป็นอำนาจลงนามของอธิบดี (3) เหมืองขนาดใหญ่ พื้นที่มากกว่า 625 ไร่ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสูง เช่น เหมืองใต้ดิน เหมืองในทะเล เหมืองในพื้นที่ลุ่มน้ำ ให้เป็นอำนาจลงนามของปลัดกระทรวง ทั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาความล่าช้า ซึ่งบางเรื่องใช้เวลานานถึง 5-6 ปีเลยทีเดียว” นายจักรมณฑ์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการวางนโยบายและแผนเกี่ยวกับทรัพยากรแร่ และมีส่วนร่วมในการจัดสรรผลประโยชน์จากทรัพยากรให้พื้นที่ที่มีการทำเหมืองเพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้นยังมีนโยบายให้จัดตั้งกองทุนศึกษา การฟื้นฟูพื้นที่ และช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ด้วย
สำหรับการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย และกฎระเบียบต่างๆ ที่ไม่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจของกระทรวงอุตสาหกรรม มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 4 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ. โรงงาน, พ.ร.บ. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม, พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทราย และ พ.ร.บ. แร่ ซึ่งการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายดังกล่าวถือเป็นสานต่อนโยบายของรัฐบาลในการอำนวยความสะดวกและลดต้นทุนการดำเนินงานของผู้ประกอบการให้เกิดความคล่องตัว และรวดเร็ว เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวอีกว่า ได้กำชับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ให้ตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของกรมฯว่าเป็นงานที่มีความสำคัญเพราะเกี่ยวข้องกับการพิจารณาอนุญาตให้ใช้ทรัพยากรของประเทศ จึงต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าโดยรวมของประเทศที่จะได้รับเป็นหลัก ซึ่งการอนุญาตต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ด้วยความถูกต้อง โปร่งใส ตลอดจนปรับทัศนคติการทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นเชิงให้คำปรึกษาและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการให้มากขึ้น
.
.................................................................................
“จักรมณฑ์” สานต่อนโยบายรัฐ กระตุ้นเศรษฐกิจ ปลดล็อคออกใบอนุญาตเหมืองกว่า 100 ราย มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท
ปลดล็อคออกใบอนุญาตเหมืองกว่า 100 ราย มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท
พร้อมปรับแก้กฎหมาย 4 ฉบับ เอื้อประโยชน์นักลงทุน
นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับสภาการเหมืองแร่แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา ว่ากำลังเร่งรัดปรับแก้ไขกฎหมายตาม พ.ร.บ.แร่ ให้เอื้อต่อการประกอบธุรกิจมากขึ้น เนื่องจาก พ.ร.บ. ที่บังคับใช้ในปัจจุบันยังมีความไม่เหมาะสมในการบริหารจัดการทรัพยากรแร่และคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ประกอบกับการดูแลการทำเหมืองแร่ตามกฎหมาย ในปัจจุบันยังไม่ได้คำนึงถึงความแตกต่างในขนาดของเหมือง รวมถึงกระบวนการอนุญาตนั้น มีหลายขั้นตอน เกินความจำเป็น จึงก่อให้เกิดความล่าช้า นอกจากนี้ยังได้มีการหารือในที่ประชุมด้วยว่าการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียนั้นยังมีน้อย ขณะที่การจัดสรรผลประโยชน์และการเยียวยาความเสียหายให้แก่ภาคส่วนต่างๆ และชุมชนที่ได้รับผลกระทบก็ยังมีความไม่เหมาะสม ทำให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน และปัจจุบันมีใบอนุญาตที่ยังคั่งค้างการพิจารณาอีกเป็นจำนวนมาก
“ในการพบปะกับสภาการเหมืองแร่ฯ ผมได้ชี้แจงถึงการออกใบอนุญาตเหมืองแร่ที่ค้างอยู่มีกว่าร้อยฉบับ มูลค่าการลงทุนหลายหมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้มีโรงปูนซีเมนต์ด้วย ซึ่งการปลดล๊อคครั้งนี้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว โดยทุกคำขออนุญาตต้องเป็นไปตามเงื่อนไขหลักเกณฑ์ และผ่านขั้นตอนที่ถูกต้องครบถ้วนจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ หน่วยงานเจ้าของพื้นที่ องค์การบริหารส่วนตำบล/เทศบาลตำบล สำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม รวมถึงคณะกรรมการ พ.ร.บ.แร่ หลังจากปรับแก้ไขกฎหมายแล้ว รัฐมนตรีจะทำหน้าที่ในการกำกับดูแลระดับนโยบายเท่านั้น แต่การเซ็นใบอนุญาตจะเป็นอำนาจของข้าราชการประจำขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ของกิจการ เช่น (1) เหมืองขนาดเล็ก พื้นที่น้อยกว่า 100 ไร่ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมน้อยมาก ให้เป็นอำนาจลงนามของผู้ว่าราชการจังหวัด (2) เหมืองขนาดกลาง พื้นที่น้อยกว่า 625 ไร่ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมปานกลาง ให้เป็นอำนาจลงนามของอธิบดี (3) เหมืองขนาดใหญ่ พื้นที่มากกว่า 625 ไร่ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสูง เช่น เหมืองใต้ดิน เหมืองในทะเล เหมืองในพื้นที่ลุ่มน้ำ ให้เป็นอำนาจลงนามของปลัดกระทรวง ทั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาความล่าช้า ซึ่งบางเรื่องใช้เวลานานถึง 5-6 ปีเลยทีเดียว” นายจักรมณฑ์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการวางนโยบายและแผนเกี่ยวกับทรัพยากรแร่ และมีส่วนร่วมในการจัดสรรผลประโยชน์จากทรัพยากรให้พื้นที่ที่มีการทำเหมืองเพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้นยังมีนโยบายให้จัดตั้งกองทุนศึกษา การฟื้นฟูพื้นที่ และช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ด้วย
สำหรับการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย และกฎระเบียบต่างๆ ที่ไม่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจของกระทรวงอุตสาหกรรม มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 4 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ. โรงงาน, พ.ร.บ. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม, พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทราย และ พ.ร.บ. แร่ ซึ่งการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายดังกล่าวถือเป็นสานต่อนโยบายของรัฐบาลในการอำนวยความสะดวกและลดต้นทุนการดำเนินงานของผู้ประกอบการให้เกิดความคล่องตัว และรวดเร็ว เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวอีกว่า ได้กำชับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ให้ตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของกรมฯว่าเป็นงานที่มีความสำคัญเพราะเกี่ยวข้องกับการพิจารณาอนุญาตให้ใช้ทรัพยากรของประเทศ จึงต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าโดยรวมของประเทศที่จะได้รับเป็นหลัก ซึ่งการอนุญาตต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ด้วยความถูกต้อง โปร่งใส ตลอดจนปรับทัศนคติการทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นเชิงให้คำปรึกษาและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการให้มากขึ้น
.