เมื่อได้พิจารณา "ข้อความ" การแสดงความคิดเห็น แบบ "กึ่งดิบกึ่งดี" ของคุณครูนัทหนอนฯ แล้ว ขออนุญาต กล่าวตามตรงว่า
รู้สึก "เห็นใจ" สถาบันการศึกษาแห่งนั้นเป็นอย่างมาก และ รู้สึก "สงสาร" นักศึกษาของที่นั่นขึ้นมาจับใจ !
ที่จำเป็นต้องพูดถึง ประเด็นนี้ ก็เนื่องจาก เธอได้กล่าวสาธยายความ ในเชิง อบรมสั่งสอนผู้อื่น ออกมาดังนี้ว่า .......
"สองสามวันก่อน ดิฉันได้นำข้อความ ที่สมาชิกเฟสบุคท่านหนึ่ง เรียกท่านว่า "พระช่วง" มาเขียนถึงข้อกฏหมาย ในเรื่องการดูหมิ่นสมเด็จพระสังฆราช
และเตือนเพื่อนสมาชิกว่า การเรียกพระเถรานุเถระที่มีสมณศักดิ์ ซึ่งได้รับพระราชทานโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ต้องมีความระมัดระวัง
มีมารยาทในการเรียกและใช้สรรพนาม ไม่จิกหัวเรียกด้วยความไม่พอใจ เพราะท่านทรงสมณศักดิ์ทางสงฆ์ ซึ่งดิฉันจะนำข้อความดังกล่าวไปถามพระคึกฤทธิ์
ว่าผู้ชายคนนี้ ใช่ศิษย์ท่านหรือไม่ ก่อนจะส่งหลักฐานให้นักข่าวต่อไป"
ขออนุญาตกล่าวตามตรงว่า ผมไม่ได้เห็นข้อความต้นฉบับ ตามที่หญิงผู้นี้อ้างมานั้นหรอก แต่กระนั้น ด้วยข้อความดังกล่าวนี้เอง
ย่อมสามารถนำมา "พิจารณา" ถึงความเป็นไปได้ ในความถูกผิด ตามสมควรแก่เหตุผล อย่างที่ปกติชนพึงจะมี ได้ดังต่อไปนี้
ประการแรก ผมมองไม่เห็นทางเลยว่า คำว่า "พระ" จะสามารถถูกนำมาใช้ในฐานะของถ้อยคำที่แสดงถึง
(๑) ความไม่มีมารยาทในการเรียก หรือ (๒) จิกหัวเรียกด้วยความไม่พอใจ ไปได้เลย
เหตุที่เป็นดังนี้ ก็เพราะ ท่านทั้งหลายย่อมทราบเป็นอย่างดี ถึงประวัติความเป็นมาของคำๆ นี้ว่า นับแต่เมื่อสมัยอยุธยาตอนต้น
คำว่า "พระ" นี้ใช้สำหรับ พระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ ต่อมาในสมัย อยุธยาตอนกลาง ชนชั้นสูง ได้เปลี่ยน
มาใช้คำว่า "สมเด็จพระ" นำหน้าพระนาม คำว่า "พระ" จึงได้ถูกนำมาใช้เป็นชื่อบรรดาศักดิ์ขุนนาง และใช้เรียกภิกษุ มาจวบจนถึงทุกวันนี้
กล่าวโดยสรุป ก็คือ ไม่เคยปรากฏว่าคำๆ นี้ ถูกใช้ในความหมายที่ "ไม่ดีไม่งาม" มาก่อนเลย
ดังการที่ใช้คำๆ นี้กับภิกษุสงฆ์นั้น ก็เป็นการใช้ด้วยความหมายว่า ท่านผู้ถูกเรียกเป็น "นักบวช"
นี่เป็นการอ้างตามความหมายจาก พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน นะครับ
ทั้งนี้ พจนานุกรมฉบับดังกล่าว ยังได้อธิบายความเพิ่มเติมขึ้นอีกว่า
คำว่า "พระ" นี้ ใช้ประกอบหน้าคำอื่นเพื่อแสดงความยกย่อง !
ดังนั้น การที่พุทธศาสนิกชน เรียก "ภิกษุ ก." ว่า "พระ ก." ย่อมมีความหมายในภาษาคน ๒ ประการ คือ
(๑) เป็นการระบุสถานะของผู้ถูกเรียกว่าเป็น นักบวช และ (๒) เป็นการเรียกด้วยความเคารพยกย่อง
เฉกเช่นเดียวกับ กรณีที่มีบุคคลเรียก สมเด็จฯช่วง ว่า "พระช่วง" ก็ย่อมมีความหมายดุจเดียวกันนั่นเอง
นั่นจึงหมายความว่า ไม่ว่า บริบทของข้อความดังกล่าว(ตามที่ คุณครูนัทหนอนฯ อ้างถึง) จะเป็นอย่างไรก็ตาม
แต่คำว่า "พระ" ก็ยังจะมีความหมายที่ถูกต้องดีงาม อย่างมิอาจเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไปได้ !
สิ่งที่ชาวพุทธอย่างคุณ พึงพิจารณาให้รอบคอบ ก็คือ ชาวพุทธโดยทั่วไป อาจมิได้เป็นคนที่หลงไหล
"เห่อเหิม" กับ ยศช้างขุนนางพระ มากนัก ด้วยเหตุดังนี้ จึงไม่เป็นการแปลกแต่อย่างใด ที่ทั้งพระ ทั้งชาวบ้าน
จะย่อมทราบตรงกันเป็นอย่างดีว่า สมณศักดิ์ของภิกษุนั้น จักใช้กันเฉพาะในพระราชพิธี และ/หรือ
การติดต่อกับหน่วยงานราชการ อย่างเป็นทางการ เท่านั้น
ในเวลาธรรมดา เจ้ากูทั้งหลาย ท่านก็เป็น หลวงปู่ หลวงตา ของชาวบ้านตามปกติ นั่นแหละ !
ทั้งนี้ ถ้าคุณครู นัทหนอนฯ ไม่พอใจในคำอธิบายดังกล่าวของผม ในเบื้องต้น คุณจะต้องทำหนังสือไปถึง ราชบัณฑิตยสถาน
เพื่อให้แก้ไข "ความหมาย" ของคำว่า "พระ" ว่ามิได้เป็นการใช้ในความหมายที่ดีงาม ตามที่เคยเข้าใจกันมาแต่เดิม เท่านั้น
หากแต่คำๆ นี้สามารถใช้ในการ "จิกหัวเรียกด้วยความไม่พอใจ" ได้อีกด้วย
เพียงแต่สิ่งที่คนอย่างคุณ พึงทำความเข้าใจให้ดี(ตามวิสัยของคนปกติ) ก็คือ ในขณะนี้ ณ เวลานี้
คำว่า "พระ" ยังไม่พบว่า จะสามารถนำมาใช้เพื่อ "จิกหัว" เรียกใคร ด้วยความไม่พอใจ ตามที่คุณกล่าวอ้าง ได้เลย นะครับ
.
.
.
คุณครู นัทหนอนฯ ต้องการดู กรณีตัวอย่าง ไหมครับ ?
.
.
.
มีนักกฏหมายมืออาชีพผู้หนึ่ง ซึ่งเขาอ้างตัวอ้างตนว่า "ถูกอบบรมและเรียนรู้ถึงการถามโดยเอาใจใว้ในอุเบกขาธรรมเสมอ"
ทีนี้ เรามาดูกันว่า เวลาที่นักกฏหมายมืออาชีพผู้นี้ "ตั้งคำถาม" ถึง "ภิกษุ" รูปหนึ่ง
เขาจะถาม "โดยเอาใจใว้ในอุเบกขาธรรม" ด้วยอาการอย่างไร ?
น่าแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ท่านทั้งหลาย ก็ได้เห็นหลักฐานการอบรมสั่งสอนผู้อื่น ด้วยมาตรฐานอันสูงส่งของบุคคลผู้นั้น ไปแล้วว่า
แม้แต่การเรียกภิกษุ ด้วยคำว่า "พระ" ยังถูกตำหนิว่า (๑) เป็นการใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม (๒) ไม่มีมารยาท (๓) เป็นการจิกหัวเรียกด้วยความไม่พอใจ
ทั้งๆที่ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ยืนยันว่า คำว่า "พระ" (๑) เป็นการระบุสถานะของผู้ถูกเรียกว่าเป็นนักบวช (๒) เป็นการเรียกด้วยความเคารพยกย่อง
แต่กลายเป็นว่า บุคคลผู้อวดแสดงมาตรฐานอันสูงส่งนั้นเอง กลับเรียกภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งมีฐานะอย่างเป็นทางการในคณะสงฆ์ไทยคือ "พระอธิการ"
ด้วย "ชื่อเดิม" ของท่าน โดยมิได้ระบุสถานะความเป็น "นักบวช" แต่อย่างใดทั้งสิ้น คำถาม ก็คือ
การเรียกพระภิกษุ ด้วยชื่อเดิม เพียงอย่างเดียว (๑) เป็นการใช้ถ้อยคำที่เหมาะสม อย่างไร ?
(๒) เป็นการใช้ถ้อยคำที่ประกอบด้วย มารยาท ของสังคม ชนิดไหน ?
(๓) ไม่เป็นการ จิกหัวเรียก ด้วยความไม่พอใจ ได้อย่างไร ?
หากอาศัยมาตรฐานสังคมชาวพุทธ ตามปกติ การเรียกบุคคล ด้วยชื่อ(เดิม) แต่เพียงอย่างเดียว
จะเท่ากับเป็นการ ระบุสถานะโดยปริยายว่า บุคคลผู้นั้นเป็น "ฆราวาส" มิใช่นักบวช
ซึ่งการเรียกนักบวชในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ลัทธิลังกาวงศ์ ด้วยชื่อเพียงอย่างเดียว ทั้งๆ ที่บุคคลผู้นั้น
ยังแสดงตนว่าเป็นนักบวชอยู่ อีกทั้ง ยังมีสถานะความเป็นนักบวชตามกฏหมาย อย่างถูกต้องทุกประการ
การเรียกดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าเป็นการละเมิด เป็นการ "หมิ่นประมาท" อันเป็นเหตุให้ผู้ถูกเรียก ได้รับความเสียหาย
ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง จากสังคมชาวพุทธผู้ไม่ทราบข้อเท็จจริงว่า ท่านผู้นั้น เป็นผู้ปลอมบวช หรือ เป็นผู้ต้องอาบัติร้ายแรงถึงขั้นปาราชิก !
******************************************************************************************
สิ่งที่ผมสงสัยมากที่สุด ก็คือ ก่อนที่นักกฏหมายมืออาชีพผู้นี้ จะอบรมสั่งสอนผู้อื่นในกรณี "พระช่วง" นั้น
เขาได้ อบรมสั่งสอนตนเอง ในกรณีนี้ ก่อนแล้วหรือยัง ?
มันมีเหตุผลอะไรนักหนากันหรือครับ ถึงทำให้ไม่สามารถเรียกภิกษุ ที่ตนกล่าวถึง ด้วยถ้อยคำที่ถูกต้องดีงามมากไปกว่าที่ปรากฏ
คำถามที่สำคัญ ก็คือ ผมมิอาจทำความเข้าใจได้เลยว่า การใช้ถ้อยคำดังกล่าว ของครูนัทหนอนฯ จะบ่งชี้ให้เห็นถึง อุเบกขาธรรม ตามที่อวดอ้างมาได้อย่างไร ?
และถ้าหาก ครูนัทหนอนฯ จะอ้างว่า ในขณะที่กล่าวถ้อยคำเหล่านั้นออกมา มิได้เป็นการกล่าวด้วย โทสะ(แต่ประกอบด้วยอุเบกขาธรรม?)
ผมก็จำต้องสันนิษฐานว่า การที่ครูนัทหนอนฯ เรียกพระภิกษุด้วยคำไม่เหมาะสมนั้น ย่อมเกิดจาก "กำพืด" หรือ "พื้นเพ" ของผู้พูดเอง
โดยที่ผู้พูด อาจไม่ทราบ หรือ ไม่เข้าใจว่า "ความเคยชิน" อันเนื่องจาก "กำพืด" ดังกล่าวของผู้พูด มิได้อยู่ในมาตรฐานอันดีของสังคมโดยปกติทั่วไป
แต่ไม่ว่า ถ้อยคำเหล่านั้น จะเป็นการพูดด้วย "ความโกรธ" ที่มีอยู่ในใจ หรือ จะด้วยเหตุ คือ กำพืด พื้นเพ ของตัวผู้พูดเอง ก็ตาม
แต่ข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่ ใครๆ ก็มิอาจปฏิเสธได้ ก็คือ ครูนัทหนอนฯ ได้กล่าวหมิ่นประมาท ภิกษุรูปดังกล่าวไปเรียบร้อยแล้ว
องค์ประกอบของความผิดฐานหมิ่นประมาท คืออะไรครับ ?
(๑) ผู้ใด ............... (ใช่คุณครูนัทหนอนฯ ไหมครับ?)
(๒) ใส่ความผู้อื่น ............. (หมายถึง ภิกษุจากวัดนาป่าพง ใช่ไหมครับ?)
(๓) ต่อบุคคลที่ ๓ ............. (มีทั้ง ถูกใจ แชร์ และ คอมเมนท์ ทั้งหมดนี้ ใช่บุคคลที่ ๓ ไหมครับ?)
(๔) โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือ ถูกเกลียดชัง ............ (จริง หรือไม่จริงครับ ?)
คุณครูนัทหนอนฯ กรุณา "พิจารณา" หน่อยสิครับว่า จากหลักฐานที่ปรากฏอยู่นี้ อาจถือได้ว่าครบองค์ประกอบความผิด รึยัง?
ขออนุญาต เล่าเรื่องเก่า ให้ฟังสักนิด คือ ในสมัยที่เกิดกรณีธรรมกาย ปรากฏว่า สื่อหลายสำนัก ได้เรียกเจ้าสำนักนั้นด้วยคำว่า "นาย"
และ/หรือ คำว่า "ไอ้แว่น" ซึ่งเป็นการสื่อให้ประชาชนโดยทั่วไป เข้าใจว่า เจ้าสำนักดังกล่าวมิได้เป็นภิกษุแล้ว
ปรากฏว่า สื่อถูกฟ้อง และในท้ายที่สุด สื่อ ต้องลงประกาศขอขมา เจ้าสำนักผู้นั้น ทางหนังสือพิมพ์ เพื่อขอให้ทางสำนักดังกล่าวถอนฟ้อง !
เรื่องราวของ ครูนัทหนอนฯ ยังมีต่อ นะครับ
ปรากฏว่า ผมได้พบหลักฐานข้อความชิ้นหนึ่งของ ครูนัทหนอนฯ ส่วนจะเป็นการตั้งคำถามด้วยอุเบกขาธรรม หรือไม่นั้น
ผมมิอาจหยั่งทราบได้จริงๆ เพราะมาตรฐานของบุคคลผู้นี้ ค่อนข้างที่จะแปลกไปกว่าปกติโดยทั่วไป นะครับ
แต่ปัญหาที่แท้จริง ของข้อความดังกล่าว ก็คือ ..........
คุณครูนัทหนอนฯ กำลังกล่าว "หมิ่นประมาท" (๑) ท่านพระคึกฤทธิ์ (๒) วัดนาป่าพง และ (๓) สถาบันพุทธวจน
ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ว่า (๑) เป็นนอมินีของใครสักคน (๒) กระทำการทำลาย ชาติ ศาสนา ฯ
กรณีเช่นนี้ ต้องถือว่า องค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาท ครบถ้วน เช่นกัน (จริงไหม?)
ทั้งนี้ ขออนุญาต เล่าเรื่องเก่า ให้ฟังอีกเรื่องหนึ่ง นะครับ
ในกรณีธรรมกายนั้นเอง ปรากฏว่า นายเบญจ์ บาระกุล ได้เขียนข้อความโจมตีท่านปยุตโต โดยเรียกท่านว่า "นาย"
และกล่าวหาใส่ร้าย ท่านปยุตโต และ มูลนิธิพุทธธรรม ว่ารับเงินสนับสนุนจากต่างชาติ เพื่อทำลายชาติ และ พระพุทธศาสนา
ปรากฏว่า ทางมูลนิธิพุทธธรรม ได้ฟ้องร้อง แจ้งความดำเนินคดี กับนายเบญจ์ บาระกุล (แต่คดีนี้ จบอย่างไร ผมไม่ทราบ เพราะไม่ได้ติดตาม)
ท่านทั้งหลาย มีความเห็นอย่างไร เกี่ยวกับประเด็นนี้ บ้างหรือไม่ครับ ?
กรณี พระช่วง กับ เหตุผลแบบกึ่งดิบกึ่งดี ของคุณครูนัทหนอนฯ
รู้สึก "เห็นใจ" สถาบันการศึกษาแห่งนั้นเป็นอย่างมาก และ รู้สึก "สงสาร" นักศึกษาของที่นั่นขึ้นมาจับใจ !
ที่จำเป็นต้องพูดถึง ประเด็นนี้ ก็เนื่องจาก เธอได้กล่าวสาธยายความ ในเชิง อบรมสั่งสอนผู้อื่น ออกมาดังนี้ว่า .......
"สองสามวันก่อน ดิฉันได้นำข้อความ ที่สมาชิกเฟสบุคท่านหนึ่ง เรียกท่านว่า "พระช่วง" มาเขียนถึงข้อกฏหมาย ในเรื่องการดูหมิ่นสมเด็จพระสังฆราช
และเตือนเพื่อนสมาชิกว่า การเรียกพระเถรานุเถระที่มีสมณศักดิ์ ซึ่งได้รับพระราชทานโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ต้องมีความระมัดระวัง
มีมารยาทในการเรียกและใช้สรรพนาม ไม่จิกหัวเรียกด้วยความไม่พอใจ เพราะท่านทรงสมณศักดิ์ทางสงฆ์ ซึ่งดิฉันจะนำข้อความดังกล่าวไปถามพระคึกฤทธิ์
ว่าผู้ชายคนนี้ ใช่ศิษย์ท่านหรือไม่ ก่อนจะส่งหลักฐานให้นักข่าวต่อไป"
ขออนุญาตกล่าวตามตรงว่า ผมไม่ได้เห็นข้อความต้นฉบับ ตามที่หญิงผู้นี้อ้างมานั้นหรอก แต่กระนั้น ด้วยข้อความดังกล่าวนี้เอง
ย่อมสามารถนำมา "พิจารณา" ถึงความเป็นไปได้ ในความถูกผิด ตามสมควรแก่เหตุผล อย่างที่ปกติชนพึงจะมี ได้ดังต่อไปนี้
ประการแรก ผมมองไม่เห็นทางเลยว่า คำว่า "พระ" จะสามารถถูกนำมาใช้ในฐานะของถ้อยคำที่แสดงถึง
(๑) ความไม่มีมารยาทในการเรียก หรือ (๒) จิกหัวเรียกด้วยความไม่พอใจ ไปได้เลย
เหตุที่เป็นดังนี้ ก็เพราะ ท่านทั้งหลายย่อมทราบเป็นอย่างดี ถึงประวัติความเป็นมาของคำๆ นี้ว่า นับแต่เมื่อสมัยอยุธยาตอนต้น
คำว่า "พระ" นี้ใช้สำหรับ พระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ ต่อมาในสมัย อยุธยาตอนกลาง ชนชั้นสูง ได้เปลี่ยน
มาใช้คำว่า "สมเด็จพระ" นำหน้าพระนาม คำว่า "พระ" จึงได้ถูกนำมาใช้เป็นชื่อบรรดาศักดิ์ขุนนาง และใช้เรียกภิกษุ มาจวบจนถึงทุกวันนี้
กล่าวโดยสรุป ก็คือ ไม่เคยปรากฏว่าคำๆ นี้ ถูกใช้ในความหมายที่ "ไม่ดีไม่งาม" มาก่อนเลย
ดังการที่ใช้คำๆ นี้กับภิกษุสงฆ์นั้น ก็เป็นการใช้ด้วยความหมายว่า ท่านผู้ถูกเรียกเป็น "นักบวช"
นี่เป็นการอ้างตามความหมายจาก พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน นะครับ
ทั้งนี้ พจนานุกรมฉบับดังกล่าว ยังได้อธิบายความเพิ่มเติมขึ้นอีกว่า
คำว่า "พระ" นี้ ใช้ประกอบหน้าคำอื่นเพื่อแสดงความยกย่อง !
ดังนั้น การที่พุทธศาสนิกชน เรียก "ภิกษุ ก." ว่า "พระ ก." ย่อมมีความหมายในภาษาคน ๒ ประการ คือ
(๑) เป็นการระบุสถานะของผู้ถูกเรียกว่าเป็น นักบวช และ (๒) เป็นการเรียกด้วยความเคารพยกย่อง
เฉกเช่นเดียวกับ กรณีที่มีบุคคลเรียก สมเด็จฯช่วง ว่า "พระช่วง" ก็ย่อมมีความหมายดุจเดียวกันนั่นเอง
นั่นจึงหมายความว่า ไม่ว่า บริบทของข้อความดังกล่าว(ตามที่ คุณครูนัทหนอนฯ อ้างถึง) จะเป็นอย่างไรก็ตาม
แต่คำว่า "พระ" ก็ยังจะมีความหมายที่ถูกต้องดีงาม อย่างมิอาจเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไปได้ !
สิ่งที่ชาวพุทธอย่างคุณ พึงพิจารณาให้รอบคอบ ก็คือ ชาวพุทธโดยทั่วไป อาจมิได้เป็นคนที่หลงไหล
"เห่อเหิม" กับ ยศช้างขุนนางพระ มากนัก ด้วยเหตุดังนี้ จึงไม่เป็นการแปลกแต่อย่างใด ที่ทั้งพระ ทั้งชาวบ้าน
จะย่อมทราบตรงกันเป็นอย่างดีว่า สมณศักดิ์ของภิกษุนั้น จักใช้กันเฉพาะในพระราชพิธี และ/หรือ
การติดต่อกับหน่วยงานราชการ อย่างเป็นทางการ เท่านั้น
ในเวลาธรรมดา เจ้ากูทั้งหลาย ท่านก็เป็น หลวงปู่ หลวงตา ของชาวบ้านตามปกติ นั่นแหละ !
ทั้งนี้ ถ้าคุณครู นัทหนอนฯ ไม่พอใจในคำอธิบายดังกล่าวของผม ในเบื้องต้น คุณจะต้องทำหนังสือไปถึง ราชบัณฑิตยสถาน
เพื่อให้แก้ไข "ความหมาย" ของคำว่า "พระ" ว่ามิได้เป็นการใช้ในความหมายที่ดีงาม ตามที่เคยเข้าใจกันมาแต่เดิม เท่านั้น
หากแต่คำๆ นี้สามารถใช้ในการ "จิกหัวเรียกด้วยความไม่พอใจ" ได้อีกด้วย
เพียงแต่สิ่งที่คนอย่างคุณ พึงทำความเข้าใจให้ดี(ตามวิสัยของคนปกติ) ก็คือ ในขณะนี้ ณ เวลานี้
คำว่า "พระ" ยังไม่พบว่า จะสามารถนำมาใช้เพื่อ "จิกหัว" เรียกใคร ด้วยความไม่พอใจ ตามที่คุณกล่าวอ้าง ได้เลย นะครับ
.
.
.
คุณครู นัทหนอนฯ ต้องการดู กรณีตัวอย่าง ไหมครับ ?
.
.
.
มีนักกฏหมายมืออาชีพผู้หนึ่ง ซึ่งเขาอ้างตัวอ้างตนว่า "ถูกอบบรมและเรียนรู้ถึงการถามโดยเอาใจใว้ในอุเบกขาธรรมเสมอ"
ทีนี้ เรามาดูกันว่า เวลาที่นักกฏหมายมืออาชีพผู้นี้ "ตั้งคำถาม" ถึง "ภิกษุ" รูปหนึ่ง
เขาจะถาม "โดยเอาใจใว้ในอุเบกขาธรรม" ด้วยอาการอย่างไร ?
น่าแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ท่านทั้งหลาย ก็ได้เห็นหลักฐานการอบรมสั่งสอนผู้อื่น ด้วยมาตรฐานอันสูงส่งของบุคคลผู้นั้น ไปแล้วว่า
แม้แต่การเรียกภิกษุ ด้วยคำว่า "พระ" ยังถูกตำหนิว่า (๑) เป็นการใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม (๒) ไม่มีมารยาท (๓) เป็นการจิกหัวเรียกด้วยความไม่พอใจ
ทั้งๆที่ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ยืนยันว่า คำว่า "พระ" (๑) เป็นการระบุสถานะของผู้ถูกเรียกว่าเป็นนักบวช (๒) เป็นการเรียกด้วยความเคารพยกย่อง
แต่กลายเป็นว่า บุคคลผู้อวดแสดงมาตรฐานอันสูงส่งนั้นเอง กลับเรียกภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งมีฐานะอย่างเป็นทางการในคณะสงฆ์ไทยคือ "พระอธิการ"
ด้วย "ชื่อเดิม" ของท่าน โดยมิได้ระบุสถานะความเป็น "นักบวช" แต่อย่างใดทั้งสิ้น คำถาม ก็คือ
การเรียกพระภิกษุ ด้วยชื่อเดิม เพียงอย่างเดียว (๑) เป็นการใช้ถ้อยคำที่เหมาะสม อย่างไร ?
(๒) เป็นการใช้ถ้อยคำที่ประกอบด้วย มารยาท ของสังคม ชนิดไหน ?
(๓) ไม่เป็นการ จิกหัวเรียก ด้วยความไม่พอใจ ได้อย่างไร ?
หากอาศัยมาตรฐานสังคมชาวพุทธ ตามปกติ การเรียกบุคคล ด้วยชื่อ(เดิม) แต่เพียงอย่างเดียว
จะเท่ากับเป็นการ ระบุสถานะโดยปริยายว่า บุคคลผู้นั้นเป็น "ฆราวาส" มิใช่นักบวช
ซึ่งการเรียกนักบวชในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ลัทธิลังกาวงศ์ ด้วยชื่อเพียงอย่างเดียว ทั้งๆ ที่บุคคลผู้นั้น
ยังแสดงตนว่าเป็นนักบวชอยู่ อีกทั้ง ยังมีสถานะความเป็นนักบวชตามกฏหมาย อย่างถูกต้องทุกประการ
การเรียกดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าเป็นการละเมิด เป็นการ "หมิ่นประมาท" อันเป็นเหตุให้ผู้ถูกเรียก ได้รับความเสียหาย
ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง จากสังคมชาวพุทธผู้ไม่ทราบข้อเท็จจริงว่า ท่านผู้นั้น เป็นผู้ปลอมบวช หรือ เป็นผู้ต้องอาบัติร้ายแรงถึงขั้นปาราชิก !
******************************************************************************************
สิ่งที่ผมสงสัยมากที่สุด ก็คือ ก่อนที่นักกฏหมายมืออาชีพผู้นี้ จะอบรมสั่งสอนผู้อื่นในกรณี "พระช่วง" นั้น
เขาได้ อบรมสั่งสอนตนเอง ในกรณีนี้ ก่อนแล้วหรือยัง ?
มันมีเหตุผลอะไรนักหนากันหรือครับ ถึงทำให้ไม่สามารถเรียกภิกษุ ที่ตนกล่าวถึง ด้วยถ้อยคำที่ถูกต้องดีงามมากไปกว่าที่ปรากฏ
คำถามที่สำคัญ ก็คือ ผมมิอาจทำความเข้าใจได้เลยว่า การใช้ถ้อยคำดังกล่าว ของครูนัทหนอนฯ จะบ่งชี้ให้เห็นถึง อุเบกขาธรรม ตามที่อวดอ้างมาได้อย่างไร ?
และถ้าหาก ครูนัทหนอนฯ จะอ้างว่า ในขณะที่กล่าวถ้อยคำเหล่านั้นออกมา มิได้เป็นการกล่าวด้วย โทสะ(แต่ประกอบด้วยอุเบกขาธรรม?)
ผมก็จำต้องสันนิษฐานว่า การที่ครูนัทหนอนฯ เรียกพระภิกษุด้วยคำไม่เหมาะสมนั้น ย่อมเกิดจาก "กำพืด" หรือ "พื้นเพ" ของผู้พูดเอง
โดยที่ผู้พูด อาจไม่ทราบ หรือ ไม่เข้าใจว่า "ความเคยชิน" อันเนื่องจาก "กำพืด" ดังกล่าวของผู้พูด มิได้อยู่ในมาตรฐานอันดีของสังคมโดยปกติทั่วไป
แต่ไม่ว่า ถ้อยคำเหล่านั้น จะเป็นการพูดด้วย "ความโกรธ" ที่มีอยู่ในใจ หรือ จะด้วยเหตุ คือ กำพืด พื้นเพ ของตัวผู้พูดเอง ก็ตาม
แต่ข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่ ใครๆ ก็มิอาจปฏิเสธได้ ก็คือ ครูนัทหนอนฯ ได้กล่าวหมิ่นประมาท ภิกษุรูปดังกล่าวไปเรียบร้อยแล้ว
องค์ประกอบของความผิดฐานหมิ่นประมาท คืออะไรครับ ?
(๑) ผู้ใด ............... (ใช่คุณครูนัทหนอนฯ ไหมครับ?)
(๒) ใส่ความผู้อื่น ............. (หมายถึง ภิกษุจากวัดนาป่าพง ใช่ไหมครับ?)
(๓) ต่อบุคคลที่ ๓ ............. (มีทั้ง ถูกใจ แชร์ และ คอมเมนท์ ทั้งหมดนี้ ใช่บุคคลที่ ๓ ไหมครับ?)
(๔) โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือ ถูกเกลียดชัง ............ (จริง หรือไม่จริงครับ ?)
คุณครูนัทหนอนฯ กรุณา "พิจารณา" หน่อยสิครับว่า จากหลักฐานที่ปรากฏอยู่นี้ อาจถือได้ว่าครบองค์ประกอบความผิด รึยัง?
ขออนุญาต เล่าเรื่องเก่า ให้ฟังสักนิด คือ ในสมัยที่เกิดกรณีธรรมกาย ปรากฏว่า สื่อหลายสำนัก ได้เรียกเจ้าสำนักนั้นด้วยคำว่า "นาย"
และ/หรือ คำว่า "ไอ้แว่น" ซึ่งเป็นการสื่อให้ประชาชนโดยทั่วไป เข้าใจว่า เจ้าสำนักดังกล่าวมิได้เป็นภิกษุแล้ว
ปรากฏว่า สื่อถูกฟ้อง และในท้ายที่สุด สื่อ ต้องลงประกาศขอขมา เจ้าสำนักผู้นั้น ทางหนังสือพิมพ์ เพื่อขอให้ทางสำนักดังกล่าวถอนฟ้อง !
เรื่องราวของ ครูนัทหนอนฯ ยังมีต่อ นะครับ
ปรากฏว่า ผมได้พบหลักฐานข้อความชิ้นหนึ่งของ ครูนัทหนอนฯ ส่วนจะเป็นการตั้งคำถามด้วยอุเบกขาธรรม หรือไม่นั้น
ผมมิอาจหยั่งทราบได้จริงๆ เพราะมาตรฐานของบุคคลผู้นี้ ค่อนข้างที่จะแปลกไปกว่าปกติโดยทั่วไป นะครับ
แต่ปัญหาที่แท้จริง ของข้อความดังกล่าว ก็คือ ..........
คุณครูนัทหนอนฯ กำลังกล่าว "หมิ่นประมาท" (๑) ท่านพระคึกฤทธิ์ (๒) วัดนาป่าพง และ (๓) สถาบันพุทธวจน
ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ว่า (๑) เป็นนอมินีของใครสักคน (๒) กระทำการทำลาย ชาติ ศาสนา ฯ
กรณีเช่นนี้ ต้องถือว่า องค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาท ครบถ้วน เช่นกัน (จริงไหม?)
ทั้งนี้ ขออนุญาต เล่าเรื่องเก่า ให้ฟังอีกเรื่องหนึ่ง นะครับ
ในกรณีธรรมกายนั้นเอง ปรากฏว่า นายเบญจ์ บาระกุล ได้เขียนข้อความโจมตีท่านปยุตโต โดยเรียกท่านว่า "นาย"
และกล่าวหาใส่ร้าย ท่านปยุตโต และ มูลนิธิพุทธธรรม ว่ารับเงินสนับสนุนจากต่างชาติ เพื่อทำลายชาติ และ พระพุทธศาสนา
ปรากฏว่า ทางมูลนิธิพุทธธรรม ได้ฟ้องร้อง แจ้งความดำเนินคดี กับนายเบญจ์ บาระกุล (แต่คดีนี้ จบอย่างไร ผมไม่ทราบ เพราะไม่ได้ติดตาม)
ท่านทั้งหลาย มีความเห็นอย่างไร เกี่ยวกับประเด็นนี้ บ้างหรือไม่ครับ ?