ปปช. เตรียมยื่นถอดนายกปู และสว.

กระทู้ข่าว
วันเสาร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2557, 06.00 น.
ความคืบหน้ากรณีที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเมื่อวันที่ 25 กันยายน เห็นชอบร่างข้อบังคับการประชุม สนช. ซึ่งเปิดช่องให้มีการพิจารณาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรวมอยู่ด้วย

โดยผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 26 กันยายน ระหว่างการประชุมของ สนช. นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ข้อบังคับการประชุม สนช.ที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันเดียวกันนี้เป็นต้นไปจึงขอให้สมาชิกปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุมอย่างเคร่งครัด

ขณะที่ นายสมชาย แสวงการ สนช. ได้เสนอญัตติด่วนเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญเพื่อสรรหา สนช. มาดำรงตำแหน่งใน กมธ. ทั้ง 16 คณะ ซึ่งที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบที่จะตั้ง กมธ.ชุดดังกล่าว 12 คน โดยใช้เวลาทำงานทั้งหมด 15 วัน ด้าน นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. เปิดเผยว่า ขั้นตอนต่อจากนี้ จะแจกแบบฟอร์มแก่สมาชิกเพื่อแจ้งความจำนงว่า ต้องการไปอยู่ในกมธ.คณะไหน โดยตามข้อบังคับสมาชิก 1 คน สามารถลงชื่อได้ 2 คณะซึ่งวิธีการจัดสมาชิกเข้าประจำกมธ.จะจัดตามความต้องการในลำดับที่ 1 ก่อน ถ้าคณะไหนเกินจำนวนจะต้องมีการจัดคนให้เท่ากัน หากยังไม่ได้ข้อสรุปก็ต้องมีการจับสลาก ส่วนเรื่องการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ขณะนี้ยังไม่มีการพูดถึงรายละเอียดแต่ถ้ามีการส่งเรื่องเข้ามาคณะกรรมการประสานงาน (วิป) สนช. ก็ต้องนำมาพิจารณาเสนอเป็นวาระเข้าสู่ที่ประชุมอยู่แล้ว

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติส่งเรื่องให้วุฒิสภาดำเนินการถอนถอด 4 กรณี คือ
1.น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีทุจริตจำนำข้าว
2.นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา 3.นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และ 4.อดีตสว.จำนวน 36 คน จากรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ สว. โดยมิชอบ ซึ่งสามารถส่งเรื่องให้ สนช.ดำเนินการต่อได้ทันทีซึ่งแม้คดีถอดถอนหลายคดีจะเกี่ยวกับการกระทำผิดตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งไม่มีผลบังคับใช้แล้วแต่ต้องดูรายละเอียดประกอบว่า มีการกระทำผิดตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ร่วมด้วยหรือไม่ ถ้ามี สนช. ก็สามารถดำเนินการพิจารณาได้เลยไม่จำเป็นต้องส่งเรื่องย้อนมาถามป.ป.ช.อีกรอบเพราะป.ป.ช.มีรายละเอียดไว้หมดแล้วว่าข้อกล่าวหาเข้าข่ายกระทำผิดตามกฎหมายใดบ้าง

ด้าน นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า สัปดาห์หน้า ป.ป.ช.จะส่งเรื่องการถอดถอนอดีต สว.กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา สว.โดยมิชอบ และคดีการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กรณีโครงการรับจำนำข้าวยัง สนช.เพื่อพิจารณาตามกระบวนการหลังจากนั้นก็ต้องให้เป็นหน้าที่ของ สนช.เป็นผู้พิจารณาแต่ละคดีว่าจะดำเนินการกระบวนการถอดถอนได้หรือไม่ ส่วนคดีก่อนหน้าที่ ป.ป.ช.ส่งไปแล้วคือกรณีถอดถอนนายสมศักดิ์และนายนิคมนั้น สนช.สามารถดำเนินการตามอำนาจได้เลยโดยที่ป.ป.ช.ไม่จำเป็นต้องส่งเรื่องไปให้อีก

นายสรรเสริญ กล่าวอีกว่า ป.ป.ช.กำลังเตรียมพิจารณาคดีการถอดถอนที่ยังค้างอยู่ใน ป.ป.ช. อีก 1 เรื่อง
คือ การถอดถอนอดีต สส.พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลที่แก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 เรื่องที่มาสว.โดยมิชอบหลังจากที่ต้องหยุดชะงักชั่วคราวเนื่องจากต้องรอความชัดเจนเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ สนช.ในการถอดถอนก่อน แต่ยังไม่มีวางกรอบว่า จะวินิจฉัยคดีได้เมื่อใดเพราะต้องไต่สวนผู้ถูกกล่าวหาเพิ่มเติม

ขณะที่ นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช.เปิดเผยความคืบหน้าการตั้งคณะทำงานร่วมกับอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อพิจารณาส่งฟ้องน.ส.ยิ่งลักษณ์ ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวว่า ในการประชุมของคณะทำงานร่วมเมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมาฝ่ายอัยการสูงสุดขอสืบพยานเพิ่มเติม แต่ป.ป.ช.เห็นว่าพยานบางคน ฝ่ายเราเคยดูแล้วและไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เรากล่าวหาดังนั้นฝ่ายอัยการก็ต้องนำกลับไปพิจารณาว่าจะต้องสอบเพิ่มหรือไม่อีกครั้ง  นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานต่างๆ ที่ฝ่ายอัยการสูงสุดขอเพิ่ม เช่น หลักฐานคำให้การของพยานและหลักฐานสำคัญทางราชการต่างๆ ซึ่งป.ป.ช.หาให้ได้ทันที ดังนั้นจึงต้องรอดูผลการประชุมวันที่ 10 ตุลาคมอีกครั้งว่าจะเป็นอย่างไร แต่หากไม่สามารถสรุปได้ก็อาจจะต้องประชุมเพิ่มเติมอีกครั้ง ซึ่งคงใช้เวลาไม่นาน

นายปานเทพ เปิดเผยด้วยว่า ในการประชุม ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติตั้ง น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช.ให้ดูแลในงานในส่วนการตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนักการเมืองที่ นายใจเด็ด พรไชยา อดีตกรรมการ ป.ป.ช. เคยดูแลอยู่และตรวจสอบระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐร่วมกับ นายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช. นอกจากนี้จะเน้นหนักในเรื่องการไต่สวนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลัง และรัฐวิสาหกิจ เพราะน.ส.สุภา มีความเชี่ยวชาญมากในเรื่องนี้

ด้าน ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบโกดังข้าวทั่วประเทศซึ่งจนถึงขณะนี้ยังดำเนินการไม่เสร็จว่า ได้ขอให้กระทรวงพาณิชย์ส่งหน่วยงานพิเศษเข้าไปตรวจพื้นที่ในสัปดาห์หน้า โดยตราบใดยังไม่สามารถตรวจโกดังข้าวได้ครบ 100% ก็ยังไม่สามารถถือว่าตัวเลขผลการตรวจที่มีในขณะนี้เป็นข้อมูลทางการได้ และไม่สามารถรายงานต่อคณะกรรมการนโยบายและการบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นระยะเวลาในการตรวจข้าวอาจจะต้องขยายจนถึงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม ทั้งนี้ตามระเบียบราชการแล้วตัวเลขการตรวจต้องให้ครบ เพื่อจะได้สามารถจำแนกเป็นตัน เป็นถัง สามารถระบุได้ว่า หลังจากการตรวจแล้วผลการตรวจรวมถึงคุณภาพข้าวโดยรวมเป็นอย่างไร ขาดหายเท่าไร โดยตัวเลขเหล่านี้มีความยากในการรวบรวมและเก็บข้อมูล เพราะฉะนั้นจะรอให้เป็นการแถลงการณ์ครั้งสุดท้ายก่อน จึงจะสามารถเปิดเผยได้ครบถ้วน

สำหรับพื้นที่ที่มีข้าวหาย ม.ล.ปนัดดา กล่าวว่า ได้มีการสรุปรวมข้อมูลไว้ทั้งหมดแล้ว และขอให้หน่วยงานที่ทำหน้าที่ติดตามผล ดำเนินการแจ้งความพนักงานสอบสวนในพื้นที่ต่อไปซึ่งในส่วนนี้เป็นเรื่องของกระบวนการทางกฎหมาย สำหรับตัวเลขของพื้นที่ที่มีข้าวหายนั้นจะมีการเปิดเผยในแถลงการณ์ครั้งสุดท้าย เช่นเดียวกับข้อมูลของจำนวนข้าวที่คุณภาพสูงเพียงพอที่จะขายในท้องตลาดได้เช่นกัน ซึ่งในตอนนี้ มีข้าวที่มีคุณภาพดีอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้เริ่มระบายออกขายเพื่อนำรายได้เข้าแผ่นดินแล้ว
http://www.naewna.com/politic/123408

เอ้า ให้ไวเลยนะ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่