ก่อนอื่นต้องขอกล่าวถึงที่มาของชื่อก่อนครับ เพราะได้แรงบันดาลใจมากจากหนังสือ “โตเกียวไม่มีขา” ของนิ้วกลมที่เป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตผมตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อนเลยครับ
ครับ
ก็ไม่คิดเหมือนกันครับ ว่าจะได้เดินทางมาเจ้าเกาะน้อยแห่งนี้ถึง 10 ครั้ง ภายในรอบไม่กี่ปี ครั้งแรกๆ ก็มาเที่ยวครับ และคิดว่าคงไม่ค่อยได้มาเยือนที่เกาะแห่งนี้แล้ว แต่สุดท้ายแล้วก็มีโอกาสต้องมาที่นี่อยู่เรื่อยๆ จนครบ 10 ครั้งจนได้ครับ

เข้าเนื้อหากันสักทีครับ สิ่งที่ท่านทุกคนจะได้อ่านต่อไปนี้ มันไม่ใช่รีวิวนะครับ เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยต่างๆ ที่ผมรวบรวมจากประสบการณ์การเดินทางมาที่นี่ตลอด 10 ครั้งที่ผ่านมา (ปี 2010-2014) อาจจะมีผิดบ้างไรบ้าง ยังไงก็ตักเตือนด้วยนะครับ
รู้จักคน รู้จักประเทศ
จะไปเที่ยวบ้านเค้าทั้งที ก็ต้องรู้จักบ้านเค้า และนิสัยเจ้าของบ้านกันหน่อย
ซิมการ์ด : มนุษย์อย่างเราจะออกห่างโลกอินเตอร์เน็ตได้ยังไงล่ะใช่ไหม ซิมการ์ดจึงเป็นหนึ่งในสิ่งของที่ทุกคนต้องจัดหามาไว้ โดยสถานที่ที่ง่ายที่สุดที่จะสามารถซื้อได้ก็คือสนามบิน โดยเจ้าซิมเหล่านี้จะวางขายอยู่เงียบๆ ตามบูทแลกเงินในสนามบินนั่นแหละ มีเกือบทุกร้านเลย แต่ส่วนใหญ่จะขายเป็นแพคเกจใหญ่ๆ อย่างเช่น 50SGD ที่เกินความจำเป็นของเราไปเยอะ (แพคเกจอินเตอร์เน็ต 1GB สำหรับ 7 วัน อยู่ที่ราคาประมาณ 7 SGD) ดังนั้น ถ้าทนได้อีกหน่อย แนะนำให้ไปซื้อจากร้านข้างนอกอย่างเช่นมินิมาร์ท หรือร้านมือถือ (ลักษณะเป็นตู้กระจกใสๆ วางเรียงแบบบ้านเรานั่นแหละ) ดีกว่า เพราะว่ามีซิมแบบที่มีเงินติดมา 20 SGD ที่เพียงพอต่อการใช้งานหนึ่งทริปแน่นอน (แนะนำเครือข่าย Singtel เพราะเน็ตแรงมากกก)
อังกฤษก็ดี จีนก็เยี่ยม : คนในประเทศนี้ส่วนใหญ่สามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้ แต่ถ้าคุณพูดภาษาจีนได้ ก็จะเยี่ยมไปเลย โดยเฉพาะหากคุณต้องคุยกับคนมีอายุ ที่บางทีเค้าอาจจะพูดอังกฤษคำ จีนคำใส่คุณ
เสือ(สิง)ยิ้มยาก : ไม่ต้องแปลกใจว่าเค้าจะไม่หน้าเปื้อนยิ้มอยู่ตลอดเวลาแบบในเมืองไทย เค้าไม่ได้เกลียดคุณ
แค่เค้าไม่รู้จักคุณเท่านั้น ถ้าคุณได้รู้จักเค้าอัธยาศัยก็ดีไม่ต่างกับคนไทย
เห็นคนสวย อย่าเม้าท์ : บางทีเห็นคนสวยๆ ก็อยากจะเม้าอยากจะแซวเป็นเรื่องปกติ หากคุณเห็นเดินหน้าสวยๆ มา พยายามอย่าเม้าท์ใส่เค้าเด็ดขาด เค้าอาจฟังเรารู้เรื่อง ไม่ใช่เค้ารู้ภาษาไทย แต่เค้าเป็นคนไทยต่างหาก
ย่อ ย่อ ย่อ : คนสิงคโปร์นิยมพูดและเขียนคำยาวๆ (หรือแม้แต่คำสั้น) ให้อยู่ในรูปแบบของตัวย่อ เช่น Singapore > S’Pore, ชื่อถนน ECP,BKE,TCP หรือแม้แต่ชื่อสถานที่ท่องเที่ยว Marina Bay Sands > MBS ซึ่งหากคุณไม่เข้าใจ จงถามซะ ก่อนที่จะพลาดอะไรดีๆ ไป
สนามบิน : สนามบินชางงีเป็นสนามบินที่เพิ่งได้รับรางวัลสนามบินที่ดีที่สุดในโลกไปครอง ด้วยความกว้างและจำนวนเทอร์มินอลที่มีจำนวนมากจึงทำให้ไม่แออัดแบบบ้านเรา แต่ด้วยการที่มีหลายเทอร์มินอลนี่แหละที่จะทำให้เราพลาดได้ โดยเฉพาะขากลับ เพราะมีถึง 3 terminal ดังนั้นตรวจสอบให้ดีๆ ว่า สายการบินที่ตัวเองจะนั่งกลับนั้นอยู่เทอร์มินอลไหนจะได้ไม่พลาด (ระหว่างทางเดินไปเกท ถ้าคุณสังเกตดีๆ จะเห็นเก้าอี้นวดตัวใหญ่ตั้งอยู่เป็นระยะ หากคุณเมื่อยและมีเวลามากพอ อย่ารอช้าที่จะวิ่งเข้าไปใช้บริการ เพราะว่ามันฟรี! แบบนี้จะพลาดได้ไง อิๆ)
บัตรเดียว เที่ยวทั่วเกาะ : เมื่อคุณเจอมินิมาร์ท เราแนะนำให้คุณเข้าไปซื้อบัตรที่ใช้แทนเงินสดทันที (มีสองแบบให้เลือกใช้คือ ez-link กับ net flashpay) เพราะมันจะทำให้ชีวิตคุณสะดวกขึ้นมากกก ด้วยบัตรเดียว คุณสามารถใช้จ่ายค่ารถเมล์ ค่ารถไฟฟ้า ค่ารถแทกซี่ หรือแม้กระทั่งซื้อของในเซเว่น
รู้จักอาหารการกิน
เอาน่ะ กินเพื่ออยู่
น้ำแพง : อากาศในสิงคโปร์จะทำให้คุณรู้สึกหิวน้ำอยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งที่แย่กว่าคือราคาของน้ำที่แพงจนน่าตกใจ ราคาของน้ำเปล่าในร้านสะดวกซื้อทั่วไป (ขวดเล็ก: 375ml) อยู่ที่ประมาณ 2SGD หรือ 50 บาท ดังนั้นถ้าไม่ลำบากเกินไป พกกระบอกน้ำส่วนตัวเอาไว้กรอกน้ำประปา (ที่สะอาดมากๆ) ดีกว่า และไม่ต้องกลัวเขิน เพราะมนุษย์สิงคโปร์เค้าก็ทำแบบนี้กัน
Foodcourt ถูกและดี มีอยู่จริง : อาหารพื้นบ้านเป็นหนึ่งในสิ่งที่สะท้อนสังคมและวัฒนธรรม ศูนย์อาหารตามชุมชนจึงที่กระจายอยู่ทั่วเกาะเป็นทางเลือกที่ดีในการเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ แถมยังอร่อยและถูกอีกด้วย (เริ่มต้นที่ 2 SGD เทียบกับศูนย์อาหารในห้าง ส่วนใหญ่เมนูเมนคอร์สจะเริ่มต้นที่ 5 SGD) อยากจะแอบบอกว่าเมนูเด็ดๆ ที่ควรกิน ส่วนมากก็สิงอยู่ตามฟู๊ดคอร์ทเหล่านี้นี่แหละ! (เวลาคุณสั่ง ด้วยความที่คุณอาจจะไม่ชินกับสำเนียงการพูดของแม่ค้า คุณอาจจะได้คำถามงงๆ มาหนึ่งคำถามจากแม่ค้า คำนั้นก็คือ “eat here or take away” ที่แปลว่ากินที่นี่หรือจะห่อกลับบ้านนั่นเอง)
กระดาษทิชชู่บนโต๊ะ อย่าหยิบ! : หนึ่งในสิ่งที่คุณจะเจอแน่ๆ เวลาไปทานอาหารตามฟู๊ดคอร์ทก็คือกล่องกระดาษทิชชู่ หรือซองกระทิชชู่ หากคุณพบสิ่งเหล่านี้อยู่ไม่ได้หมายความว่าเค้าใจดีมีบริการกระดาษให้คุณใช้ฟรีๆ นะ แต่ที่จริงแล้ว นั่นคือวิธีในการจองโต๊ะของชาวสิงคโปร์
Cafe สุดชิค : สิงคโปร์มีคาเฟ่เก๋ๆ เจ๋งๆ แอบซ่อนอยู่ในทุกที่ เช่น PS.Cafe คาเฟ่บรรยากาศเก๋ๆ ที่ของคาวก็เด่น ของหวานก็ดี แอบซ่อนอยู่ในห้างเงียบๆ ข้างสถานทูตไทยบนถนนออชาร์ด หรือ Penny University คาเฟ่เล็กๆ ที่มี Affogato บานอฟฟี่สุดเจ๋งไม่เหมือนใคร แอบเสิร์ฟอยู่เงียบๆ ในย่าน East Coast ใกล้ๆ สนามบิน
รู้จักการเดินทาง
รถไฟฟ้าก็โอเค รถเมล์ก็เยี่ยม : ถึงเครือข่ายรถไฟฟ้าของสิงคโปร์นั้นครอบคลุมทุกย่านสำคัญๆ ทั่วเกาะ และการใช้งานก็สะดวกสบายไม่ต่างกับบ้านเรา แต่สำหรับย่านเล็กๆ ที่อาจมีของดีดีซ่อนอยู่ หรือแม้แต่สถานที่สำคัญๆ เช่น Merlion หากคุณนั่งรถไฟฟ้า สถานีที่ใกล้ที่สุดก็ต้องเดินกว่า 1 กิโลเมตร แต่ถ้าคุณนั่งรถเมล์มาลงที่ป้ายตรงข้ามโรงแรม Fullerton เดินแค่ 200 เมตรก็ถึงแล้ว แต่ถ้าคุณมาจากสนามบินพร้อมกับกระเป๋าใบโต นั่งแทกซี่เถอะ จะได้ไม่เป็นภาระ! ปล. เวลาขึ้นรถเมล์จงจำไว้ว่า ให้ขึ้นข้างหน้า (แล้วแปะบัตร) ลงข้างหลัง (แล้วแปะบัตร) นะ ถ้าจะใช้เหรียญก็ได้ไม่มีใครว่า แต่ถ้างงกับการถามค่าโดยสารจากคนขับและมัวแต่งมหาเหรียญจนเหนื่อย อันนี้ห้ามบ่นนะ
แทกซี่ สะดวก สบาย แต่สะท้านกระเป๋าตัง : ไม่ต้องห่วงว่าแทกซี่ที่นี่จะปฏิเสธค่าโดยสารหรือจะต้องรีบไปส่งแก๊ซ แต่สิ่งที่ห่วงคือราคา ค่าแทกซี่ธรรมดานั้นเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 3 SGD (75 บาท) โดยจะสังเกตด้ายจากสติ๊กเกอร์ที่แปะอยู่กระจกหลัง (ป้ายจะเขียนว่า FLAG DOWN กี่เหรียญก็ว่าไป) นอกจากนั้นจะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มเติมจากค่าเดินทางปกติอีกมากมาย เช่นค่า ERP ซึ่งคล้ายกับค่าทางด่วนในบ้านเรา ค่านี้จะโดนเมื่อแทกซี่ของคุณขับไปในบริเวณใจกลางเมือง หรือหากคุณใช้บริการในช่วงเวลาเร่งด่วนทั้งเช้า (6.00-8.30) และเย็น (17-20.00) ค่าแทกซี่จะถูกคิดเพิ่ม 30% และถ้าเรียกในช่วงหลังเที่ยงคืนจนถึงช่วงเช้า จะโดนชาร์จเพิ่มถึง 50% เลยทีเดียว อ้อ เวลาเรียก ถ้าอยู่ในเขตเมือง อย่าไปเรียกมัวซั่วล่ะ เค้าไม่จอดนะ ต้องต่อคิวยืนเรียกตรง Taxi Stand เท่านั้น
แอพฯ ผู้ช่วยให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น (มาก) : มนุษย์สิงคโปร์ส่วนใหญ่นั้นใช้สมาร์ทโฟนกันเป็นปกติ ดังนั้นสิ่งที่ตามมาก็คือแอพพลิเคชั่นที่จะคอยอำนวนความสะดวกมากมาย เช่นแอพ MyTransport ที่คุณสามารถเชคได้ว่าป้ายรถเมล์ที่คุณยืนอยู่นั้นมีรถสายไหนผ่านบ้าง และรถแต่ละคันจะมาถึงป้ายนี้ในอีกกี่นาที ชีวิตดีมากครับ
วางแผนเดินทางดีๆ มีชัยไปกว่าครึ่ง : สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมส่วนใหญ่ของสิงคโปร์จะอยู่ในละแวกเดียวกันหมด เช่น ถนน Orchard , Chinatown, Merlion และ Marina Bays คุณสามารถตื่นเช้าไปชอปปิ้งเก๋ๆ ได้ที่ Orchard พอบ่ายก็มาเดินเล่นซื้อของฝากได้ที่ Chinatown เดินไปอีกนิดก็มีพระธาตุให้กราบไหว้บูชา ข้ามถนนไปก็เจอฟู๊ดคอร์ทที่มีข้าวมันไก่ชื่อดัง อิ่มแล้วก็เดินย่อยไป Red Dot Design Museum พออาหารย่อยแล้วก็นั่งรถเมล์สองสามป้ายไปถ่ายรูปกับ Merlion เดินข้ามไปขึ้น Singapore Flyer หรือไปเดินช็อปปิ้งพร้อมดูการแสดงไฟที่ Marina Bay Sands ต่อ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ทั้งหมดนี่คุณสามารถทำได้ชิวๆ ภายในวันเดียว!
รู้จักที่ช็อป
ไม่ถูก แต่ครบ : หากคุณไม่ได้ไปเที่ยวในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมที่มีเทศกาล GSS (Great Singapore Sale) ของที่สิงคโปร์ก็ไม่ได้มีราคาต่างไปจากบ้านเราเลย บางครั้งอาจจะแพงกว่าด้วย ฉะนั้นคุณไม่ควรหวังที่จะไปได้ของถูกจากที่นั่น แต่ของจะมีให้เลือกเยอะกว่านะ
อย่าลืม refund : หากคุณซื้อของใดๆ ที่มีมูลค่าต่อหนึ่งบิลเกิน 100 SGD อย่าลืมขอภาษีคืนจากทางร้านค้า เพียงแค่แจ้งคนขายพร้อมยื่นพาสปอร์ตไปให้เพื่อทำเรื่องไปขอคืนเงินที่สนามบิน
เงินหมดไม่ต้องตกใจ บัตร ATM ธนาคาไทยในมือคุณ กดเงินได้ : เรามักจะเจอไอเท็มถูกใจอย่างไม่คาดฝันอยู่ตลอด ไม่ต้องห่วงแม้ว่าเงินสดในมือจะหมด หรือบัตรเครดิตจะวงเงินเต็ม เพราะว่าเราสามารถใช้บัตร ATM ที่ออกโดยธนาคารไทยกดเงินจากตู้ ATM ในประเทศนี้ได้ทั่วไป โดยเมื่อใส่บัตรเข้าไป ตู้จะขอรหัสบัตรจำนวน 6 หลักจากเรา แต่ก็พิมพ์ไป 4 ตัวนั่นแหละ หลังจากเลือกจำนวนเงินเสร็จเงินจะยังไม่ออก แต่ตู้จะบังคับให้เราดึงบัตรออกก่อน เงินถึงจะออกมา เสียค่าธรรมเนียมนิดหน่อย แค่ 100 บาทเอง
รู้จักที่ชิล
Universal Studio : สวนสนุกระดับโลกที่ใกล้ไทยที่สุดที่ไม่ควรพลาด (ผมไปมา 3 รอบ) แต่ควรวางแผนในการไปเยือนดีๆ หน่อยเพราะว่าในวันหยุด สถานที่แห่งนี้จะเต็มไปด้วยผู้คน ดังนั้นการมาเยือนที่นี่ในวันะรรมดาจะดีที่สุด และควรซื้อตั๋วมาล่วงหน้าผ่านอินเตอร์เน็ต (ที่มีโปรโมชั่นส่วนลดอยู่บ่อยๆ) หรือร้านนายหน้าขายตั๋วข้างนอก อย่างเช่นร้าน Seawheel (ที่ราคาถูกแบบไม่ต้องมีโปรฯ) จะได้ไม่ต้องมายืนต่อแถวรอ อีกหนึ่ง Tip คือ เมื่อเข้าไปในสวนสนุก ด้วยการที่ลักษณะทางกายภาพของสวนแห่งนี้จะเป็นวงกลม เราควรจะเริ่มเล่นจากเครื่องเล่นทางซ้ายก่อน จะได้ค่อยๆ ยกระดับความสนุกและโหดไปเรื่อยๆ เพราะของเล่นโหดๆ สนุกๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ทางฝั่งขวาเสียหมด ถ้าเล่นพวกนี้ก่อนอันธรรมดาๆ ก็กร่อยแย่เลย ปล.ตอนนี้ รถไฟเหาะ เครื่องเล่นที่พีคที่สุดมันปิดบริการมาจะสองปีแล้วมั้ง บอกตรงๆ ว่าทำให้ไม่อยากไปอีกเลย
จะแตะขอบฟ้าที่ไหน เลือกให้ดี : ด้วยงบประมาณที่พอๆ กัน (ประมาณ 30 SGD) คุณสามารถเลือกไปแตะขอบฟ้าได้จากสองสิ่งคือ การขึ้นตึก Marina Bays Sand หรือ ชิงช้าสวรรค์ Singapore Flyer หากคุณอยากที่จะอยู่นานๆ นิ่งๆ ก็ตัวเลือกแรก แต่ถ้าอยากได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ก็เชิญตัวเลือกหลังได้เลย ส่วนคนที่งบไม่จำกัด จะเลือกทั้งคู่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ลำบากอะไร เพราะสองจุดนี้อยู่ห่างกันเพียง 700 เมตร
สิงคโปร์ไม่ได้มีแค่สิงโตพ่นน้ำ : มีสถานที่อื่นๆ อีกมากมายในเกาะเล็กๆ แห่งนี้ ที่รอคุณไปสัมผัสอยู่ เช่นอ่างเก็บน้ำ (Marina Barrage) ที่มีสนามหญ้าสุดสวยพร้อมกับวิวกว้างๆ ของเกาะสิงคโปร์, สะพานไม้ Henderson Wave ดีไซน์ล้ำสุดเก๋, ปั่นจักรยานรอบเกาะ Pulau Ubin หรือแม้แต่สวนสัตว์และสวนนกสิงคโปร์ ก็เจ๋งไม่ใช่เล่นเลยนะ
พิมพ์มาซะเยอะเชียว เอาเป็นว่าขอจบห้วนๆ แค่นี้แล้วกันครับ
อาจจะมีเพิ่มอีกที่
www.chicministry.com ครับ
สิงคโปร์ไม่มีขา เลยบินไปหามันมา 10 รอบ... [รวมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากเกาะน้อยๆ แห่งนี้]
ครับ
ก็ไม่คิดเหมือนกันครับ ว่าจะได้เดินทางมาเจ้าเกาะน้อยแห่งนี้ถึง 10 ครั้ง ภายในรอบไม่กี่ปี ครั้งแรกๆ ก็มาเที่ยวครับ และคิดว่าคงไม่ค่อยได้มาเยือนที่เกาะแห่งนี้แล้ว แต่สุดท้ายแล้วก็มีโอกาสต้องมาที่นี่อยู่เรื่อยๆ จนครบ 10 ครั้งจนได้ครับ
เข้าเนื้อหากันสักทีครับ สิ่งที่ท่านทุกคนจะได้อ่านต่อไปนี้ มันไม่ใช่รีวิวนะครับ เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยต่างๆ ที่ผมรวบรวมจากประสบการณ์การเดินทางมาที่นี่ตลอด 10 ครั้งที่ผ่านมา (ปี 2010-2014) อาจจะมีผิดบ้างไรบ้าง ยังไงก็ตักเตือนด้วยนะครับ
รู้จักคน รู้จักประเทศ
จะไปเที่ยวบ้านเค้าทั้งที ก็ต้องรู้จักบ้านเค้า และนิสัยเจ้าของบ้านกันหน่อย
ซิมการ์ด : มนุษย์อย่างเราจะออกห่างโลกอินเตอร์เน็ตได้ยังไงล่ะใช่ไหม ซิมการ์ดจึงเป็นหนึ่งในสิ่งของที่ทุกคนต้องจัดหามาไว้ โดยสถานที่ที่ง่ายที่สุดที่จะสามารถซื้อได้ก็คือสนามบิน โดยเจ้าซิมเหล่านี้จะวางขายอยู่เงียบๆ ตามบูทแลกเงินในสนามบินนั่นแหละ มีเกือบทุกร้านเลย แต่ส่วนใหญ่จะขายเป็นแพคเกจใหญ่ๆ อย่างเช่น 50SGD ที่เกินความจำเป็นของเราไปเยอะ (แพคเกจอินเตอร์เน็ต 1GB สำหรับ 7 วัน อยู่ที่ราคาประมาณ 7 SGD) ดังนั้น ถ้าทนได้อีกหน่อย แนะนำให้ไปซื้อจากร้านข้างนอกอย่างเช่นมินิมาร์ท หรือร้านมือถือ (ลักษณะเป็นตู้กระจกใสๆ วางเรียงแบบบ้านเรานั่นแหละ) ดีกว่า เพราะว่ามีซิมแบบที่มีเงินติดมา 20 SGD ที่เพียงพอต่อการใช้งานหนึ่งทริปแน่นอน (แนะนำเครือข่าย Singtel เพราะเน็ตแรงมากกก)
อังกฤษก็ดี จีนก็เยี่ยม : คนในประเทศนี้ส่วนใหญ่สามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้ แต่ถ้าคุณพูดภาษาจีนได้ ก็จะเยี่ยมไปเลย โดยเฉพาะหากคุณต้องคุยกับคนมีอายุ ที่บางทีเค้าอาจจะพูดอังกฤษคำ จีนคำใส่คุณ
เสือ(สิง)ยิ้มยาก : ไม่ต้องแปลกใจว่าเค้าจะไม่หน้าเปื้อนยิ้มอยู่ตลอดเวลาแบบในเมืองไทย เค้าไม่ได้เกลียดคุณ
แค่เค้าไม่รู้จักคุณเท่านั้น ถ้าคุณได้รู้จักเค้าอัธยาศัยก็ดีไม่ต่างกับคนไทย
เห็นคนสวย อย่าเม้าท์ : บางทีเห็นคนสวยๆ ก็อยากจะเม้าอยากจะแซวเป็นเรื่องปกติ หากคุณเห็นเดินหน้าสวยๆ มา พยายามอย่าเม้าท์ใส่เค้าเด็ดขาด เค้าอาจฟังเรารู้เรื่อง ไม่ใช่เค้ารู้ภาษาไทย แต่เค้าเป็นคนไทยต่างหาก
ย่อ ย่อ ย่อ : คนสิงคโปร์นิยมพูดและเขียนคำยาวๆ (หรือแม้แต่คำสั้น) ให้อยู่ในรูปแบบของตัวย่อ เช่น Singapore > S’Pore, ชื่อถนน ECP,BKE,TCP หรือแม้แต่ชื่อสถานที่ท่องเที่ยว Marina Bay Sands > MBS ซึ่งหากคุณไม่เข้าใจ จงถามซะ ก่อนที่จะพลาดอะไรดีๆ ไป
สนามบิน : สนามบินชางงีเป็นสนามบินที่เพิ่งได้รับรางวัลสนามบินที่ดีที่สุดในโลกไปครอง ด้วยความกว้างและจำนวนเทอร์มินอลที่มีจำนวนมากจึงทำให้ไม่แออัดแบบบ้านเรา แต่ด้วยการที่มีหลายเทอร์มินอลนี่แหละที่จะทำให้เราพลาดได้ โดยเฉพาะขากลับ เพราะมีถึง 3 terminal ดังนั้นตรวจสอบให้ดีๆ ว่า สายการบินที่ตัวเองจะนั่งกลับนั้นอยู่เทอร์มินอลไหนจะได้ไม่พลาด (ระหว่างทางเดินไปเกท ถ้าคุณสังเกตดีๆ จะเห็นเก้าอี้นวดตัวใหญ่ตั้งอยู่เป็นระยะ หากคุณเมื่อยและมีเวลามากพอ อย่ารอช้าที่จะวิ่งเข้าไปใช้บริการ เพราะว่ามันฟรี! แบบนี้จะพลาดได้ไง อิๆ)
บัตรเดียว เที่ยวทั่วเกาะ : เมื่อคุณเจอมินิมาร์ท เราแนะนำให้คุณเข้าไปซื้อบัตรที่ใช้แทนเงินสดทันที (มีสองแบบให้เลือกใช้คือ ez-link กับ net flashpay) เพราะมันจะทำให้ชีวิตคุณสะดวกขึ้นมากกก ด้วยบัตรเดียว คุณสามารถใช้จ่ายค่ารถเมล์ ค่ารถไฟฟ้า ค่ารถแทกซี่ หรือแม้กระทั่งซื้อของในเซเว่น
รู้จักอาหารการกิน
เอาน่ะ กินเพื่ออยู่
น้ำแพง : อากาศในสิงคโปร์จะทำให้คุณรู้สึกหิวน้ำอยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งที่แย่กว่าคือราคาของน้ำที่แพงจนน่าตกใจ ราคาของน้ำเปล่าในร้านสะดวกซื้อทั่วไป (ขวดเล็ก: 375ml) อยู่ที่ประมาณ 2SGD หรือ 50 บาท ดังนั้นถ้าไม่ลำบากเกินไป พกกระบอกน้ำส่วนตัวเอาไว้กรอกน้ำประปา (ที่สะอาดมากๆ) ดีกว่า และไม่ต้องกลัวเขิน เพราะมนุษย์สิงคโปร์เค้าก็ทำแบบนี้กัน
Foodcourt ถูกและดี มีอยู่จริง : อาหารพื้นบ้านเป็นหนึ่งในสิ่งที่สะท้อนสังคมและวัฒนธรรม ศูนย์อาหารตามชุมชนจึงที่กระจายอยู่ทั่วเกาะเป็นทางเลือกที่ดีในการเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ แถมยังอร่อยและถูกอีกด้วย (เริ่มต้นที่ 2 SGD เทียบกับศูนย์อาหารในห้าง ส่วนใหญ่เมนูเมนคอร์สจะเริ่มต้นที่ 5 SGD) อยากจะแอบบอกว่าเมนูเด็ดๆ ที่ควรกิน ส่วนมากก็สิงอยู่ตามฟู๊ดคอร์ทเหล่านี้นี่แหละ! (เวลาคุณสั่ง ด้วยความที่คุณอาจจะไม่ชินกับสำเนียงการพูดของแม่ค้า คุณอาจจะได้คำถามงงๆ มาหนึ่งคำถามจากแม่ค้า คำนั้นก็คือ “eat here or take away” ที่แปลว่ากินที่นี่หรือจะห่อกลับบ้านนั่นเอง)
กระดาษทิชชู่บนโต๊ะ อย่าหยิบ! : หนึ่งในสิ่งที่คุณจะเจอแน่ๆ เวลาไปทานอาหารตามฟู๊ดคอร์ทก็คือกล่องกระดาษทิชชู่ หรือซองกระทิชชู่ หากคุณพบสิ่งเหล่านี้อยู่ไม่ได้หมายความว่าเค้าใจดีมีบริการกระดาษให้คุณใช้ฟรีๆ นะ แต่ที่จริงแล้ว นั่นคือวิธีในการจองโต๊ะของชาวสิงคโปร์
Cafe สุดชิค : สิงคโปร์มีคาเฟ่เก๋ๆ เจ๋งๆ แอบซ่อนอยู่ในทุกที่ เช่น PS.Cafe คาเฟ่บรรยากาศเก๋ๆ ที่ของคาวก็เด่น ของหวานก็ดี แอบซ่อนอยู่ในห้างเงียบๆ ข้างสถานทูตไทยบนถนนออชาร์ด หรือ Penny University คาเฟ่เล็กๆ ที่มี Affogato บานอฟฟี่สุดเจ๋งไม่เหมือนใคร แอบเสิร์ฟอยู่เงียบๆ ในย่าน East Coast ใกล้ๆ สนามบิน
รู้จักการเดินทาง
รถไฟฟ้าก็โอเค รถเมล์ก็เยี่ยม : ถึงเครือข่ายรถไฟฟ้าของสิงคโปร์นั้นครอบคลุมทุกย่านสำคัญๆ ทั่วเกาะ และการใช้งานก็สะดวกสบายไม่ต่างกับบ้านเรา แต่สำหรับย่านเล็กๆ ที่อาจมีของดีดีซ่อนอยู่ หรือแม้แต่สถานที่สำคัญๆ เช่น Merlion หากคุณนั่งรถไฟฟ้า สถานีที่ใกล้ที่สุดก็ต้องเดินกว่า 1 กิโลเมตร แต่ถ้าคุณนั่งรถเมล์มาลงที่ป้ายตรงข้ามโรงแรม Fullerton เดินแค่ 200 เมตรก็ถึงแล้ว แต่ถ้าคุณมาจากสนามบินพร้อมกับกระเป๋าใบโต นั่งแทกซี่เถอะ จะได้ไม่เป็นภาระ! ปล. เวลาขึ้นรถเมล์จงจำไว้ว่า ให้ขึ้นข้างหน้า (แล้วแปะบัตร) ลงข้างหลัง (แล้วแปะบัตร) นะ ถ้าจะใช้เหรียญก็ได้ไม่มีใครว่า แต่ถ้างงกับการถามค่าโดยสารจากคนขับและมัวแต่งมหาเหรียญจนเหนื่อย อันนี้ห้ามบ่นนะ
แทกซี่ สะดวก สบาย แต่สะท้านกระเป๋าตัง : ไม่ต้องห่วงว่าแทกซี่ที่นี่จะปฏิเสธค่าโดยสารหรือจะต้องรีบไปส่งแก๊ซ แต่สิ่งที่ห่วงคือราคา ค่าแทกซี่ธรรมดานั้นเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 3 SGD (75 บาท) โดยจะสังเกตด้ายจากสติ๊กเกอร์ที่แปะอยู่กระจกหลัง (ป้ายจะเขียนว่า FLAG DOWN กี่เหรียญก็ว่าไป) นอกจากนั้นจะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มเติมจากค่าเดินทางปกติอีกมากมาย เช่นค่า ERP ซึ่งคล้ายกับค่าทางด่วนในบ้านเรา ค่านี้จะโดนเมื่อแทกซี่ของคุณขับไปในบริเวณใจกลางเมือง หรือหากคุณใช้บริการในช่วงเวลาเร่งด่วนทั้งเช้า (6.00-8.30) และเย็น (17-20.00) ค่าแทกซี่จะถูกคิดเพิ่ม 30% และถ้าเรียกในช่วงหลังเที่ยงคืนจนถึงช่วงเช้า จะโดนชาร์จเพิ่มถึง 50% เลยทีเดียว อ้อ เวลาเรียก ถ้าอยู่ในเขตเมือง อย่าไปเรียกมัวซั่วล่ะ เค้าไม่จอดนะ ต้องต่อคิวยืนเรียกตรง Taxi Stand เท่านั้น
แอพฯ ผู้ช่วยให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น (มาก) : มนุษย์สิงคโปร์ส่วนใหญ่นั้นใช้สมาร์ทโฟนกันเป็นปกติ ดังนั้นสิ่งที่ตามมาก็คือแอพพลิเคชั่นที่จะคอยอำนวนความสะดวกมากมาย เช่นแอพ MyTransport ที่คุณสามารถเชคได้ว่าป้ายรถเมล์ที่คุณยืนอยู่นั้นมีรถสายไหนผ่านบ้าง และรถแต่ละคันจะมาถึงป้ายนี้ในอีกกี่นาที ชีวิตดีมากครับ
วางแผนเดินทางดีๆ มีชัยไปกว่าครึ่ง : สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมส่วนใหญ่ของสิงคโปร์จะอยู่ในละแวกเดียวกันหมด เช่น ถนน Orchard , Chinatown, Merlion และ Marina Bays คุณสามารถตื่นเช้าไปชอปปิ้งเก๋ๆ ได้ที่ Orchard พอบ่ายก็มาเดินเล่นซื้อของฝากได้ที่ Chinatown เดินไปอีกนิดก็มีพระธาตุให้กราบไหว้บูชา ข้ามถนนไปก็เจอฟู๊ดคอร์ทที่มีข้าวมันไก่ชื่อดัง อิ่มแล้วก็เดินย่อยไป Red Dot Design Museum พออาหารย่อยแล้วก็นั่งรถเมล์สองสามป้ายไปถ่ายรูปกับ Merlion เดินข้ามไปขึ้น Singapore Flyer หรือไปเดินช็อปปิ้งพร้อมดูการแสดงไฟที่ Marina Bay Sands ต่อ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ทั้งหมดนี่คุณสามารถทำได้ชิวๆ ภายในวันเดียว!
รู้จักที่ช็อป
ไม่ถูก แต่ครบ : หากคุณไม่ได้ไปเที่ยวในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมที่มีเทศกาล GSS (Great Singapore Sale) ของที่สิงคโปร์ก็ไม่ได้มีราคาต่างไปจากบ้านเราเลย บางครั้งอาจจะแพงกว่าด้วย ฉะนั้นคุณไม่ควรหวังที่จะไปได้ของถูกจากที่นั่น แต่ของจะมีให้เลือกเยอะกว่านะ
อย่าลืม refund : หากคุณซื้อของใดๆ ที่มีมูลค่าต่อหนึ่งบิลเกิน 100 SGD อย่าลืมขอภาษีคืนจากทางร้านค้า เพียงแค่แจ้งคนขายพร้อมยื่นพาสปอร์ตไปให้เพื่อทำเรื่องไปขอคืนเงินที่สนามบิน
เงินหมดไม่ต้องตกใจ บัตร ATM ธนาคาไทยในมือคุณ กดเงินได้ : เรามักจะเจอไอเท็มถูกใจอย่างไม่คาดฝันอยู่ตลอด ไม่ต้องห่วงแม้ว่าเงินสดในมือจะหมด หรือบัตรเครดิตจะวงเงินเต็ม เพราะว่าเราสามารถใช้บัตร ATM ที่ออกโดยธนาคารไทยกดเงินจากตู้ ATM ในประเทศนี้ได้ทั่วไป โดยเมื่อใส่บัตรเข้าไป ตู้จะขอรหัสบัตรจำนวน 6 หลักจากเรา แต่ก็พิมพ์ไป 4 ตัวนั่นแหละ หลังจากเลือกจำนวนเงินเสร็จเงินจะยังไม่ออก แต่ตู้จะบังคับให้เราดึงบัตรออกก่อน เงินถึงจะออกมา เสียค่าธรรมเนียมนิดหน่อย แค่ 100 บาทเอง
รู้จักที่ชิล
Universal Studio : สวนสนุกระดับโลกที่ใกล้ไทยที่สุดที่ไม่ควรพลาด (ผมไปมา 3 รอบ) แต่ควรวางแผนในการไปเยือนดีๆ หน่อยเพราะว่าในวันหยุด สถานที่แห่งนี้จะเต็มไปด้วยผู้คน ดังนั้นการมาเยือนที่นี่ในวันะรรมดาจะดีที่สุด และควรซื้อตั๋วมาล่วงหน้าผ่านอินเตอร์เน็ต (ที่มีโปรโมชั่นส่วนลดอยู่บ่อยๆ) หรือร้านนายหน้าขายตั๋วข้างนอก อย่างเช่นร้าน Seawheel (ที่ราคาถูกแบบไม่ต้องมีโปรฯ) จะได้ไม่ต้องมายืนต่อแถวรอ อีกหนึ่ง Tip คือ เมื่อเข้าไปในสวนสนุก ด้วยการที่ลักษณะทางกายภาพของสวนแห่งนี้จะเป็นวงกลม เราควรจะเริ่มเล่นจากเครื่องเล่นทางซ้ายก่อน จะได้ค่อยๆ ยกระดับความสนุกและโหดไปเรื่อยๆ เพราะของเล่นโหดๆ สนุกๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ทางฝั่งขวาเสียหมด ถ้าเล่นพวกนี้ก่อนอันธรรมดาๆ ก็กร่อยแย่เลย ปล.ตอนนี้ รถไฟเหาะ เครื่องเล่นที่พีคที่สุดมันปิดบริการมาจะสองปีแล้วมั้ง บอกตรงๆ ว่าทำให้ไม่อยากไปอีกเลย
จะแตะขอบฟ้าที่ไหน เลือกให้ดี : ด้วยงบประมาณที่พอๆ กัน (ประมาณ 30 SGD) คุณสามารถเลือกไปแตะขอบฟ้าได้จากสองสิ่งคือ การขึ้นตึก Marina Bays Sand หรือ ชิงช้าสวรรค์ Singapore Flyer หากคุณอยากที่จะอยู่นานๆ นิ่งๆ ก็ตัวเลือกแรก แต่ถ้าอยากได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ก็เชิญตัวเลือกหลังได้เลย ส่วนคนที่งบไม่จำกัด จะเลือกทั้งคู่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ลำบากอะไร เพราะสองจุดนี้อยู่ห่างกันเพียง 700 เมตร
สิงคโปร์ไม่ได้มีแค่สิงโตพ่นน้ำ : มีสถานที่อื่นๆ อีกมากมายในเกาะเล็กๆ แห่งนี้ ที่รอคุณไปสัมผัสอยู่ เช่นอ่างเก็บน้ำ (Marina Barrage) ที่มีสนามหญ้าสุดสวยพร้อมกับวิวกว้างๆ ของเกาะสิงคโปร์, สะพานไม้ Henderson Wave ดีไซน์ล้ำสุดเก๋, ปั่นจักรยานรอบเกาะ Pulau Ubin หรือแม้แต่สวนสัตว์และสวนนกสิงคโปร์ ก็เจ๋งไม่ใช่เล่นเลยนะ
พิมพ์มาซะเยอะเชียว เอาเป็นว่าขอจบห้วนๆ แค่นี้แล้วกันครับ
อาจจะมีเพิ่มอีกที่ www.chicministry.com ครับ