เมืองนอกคือเมืองสิวิไลย์จริงเหรอ!!?!?!



ความจริงคืออะไร ????
จริงไหมที่ว่า
"หนูว่า อยู่เมืองนอกทำงานเป็นคนทำความสะอาดได้เงินเยอะกว่าตำแหน่งผู้จัดการที่ทำงานในไทยอีกค่ะ"  หรือ
" แฟนหนูทำงานเป็นคนตัดหญ้าทำเป็นธุระกิจเล็กๆ .... เงินถ้าคิดเป็นอาทิตย์แล้วได้เยอะกว่า องคมนตรี ไทยที่ทำงานทั้งเดือนค่ะ"  หรือว่า
" มาทำงานเก็บผลไม้หรือทำสวนในต่างประเทศ รายได้ต่อเดือนได้เยอะกว่านายกไทยคนปัจจุบันอีกค่ะ "  บางคน เน้นว่า มีเงินต่างประเทศดีกว่าเงินไทยเพราะค่าเงินแพงกว่ากันตั้งเยอะ
อะไรล่ะคือความจริง...... หากเราจะเอาเงินตรามาเปรียบกับค่าเงินบาทคงจะถูก เพราะค่าเงินไทยจะต่ำกว่าค่าเงินของหลายๆประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว
จริงๆแล้วคนไทยเป็นคนเจ้ายศเจ้าอย่าง ถ้าจะให้อธิบายว่า / จริงๆแล้วก้อเป็นคนปกติธรรมดาที่หาเช้ากินค่ำเพียงแต่ค่าเงินต่างกันเท่านั้นเอง / เห็นจะมิได้ดังนั้นทุกอย่างต้องเป็นพิธีรีตรอง และอีกอย่างคือพอเห็นคนอื่นที่มีชีวิตที่แตกต่างชึ่งในที่นี้หมายถึง การมีชีวิตที่ไม่เหมือนกัน ด้วยลักษณะของคนแล้ว คนมักจะคิดว่าคนที่ไปอยู่ต่างถิ่นน่าจะมีชีวิตที่ดีกว่าตนทั้งนั้น
สิวิไลย์นั้นมันดูตรงไหน ??? คนไทยมาอยู่เมืองนอก แค่นี้จะเปลี่ยนเป็นคนสิวิไลย์เลยไหม????  คำถามมันน่าจะอยู่ตรงคำถามแรก คือ อะไรคือสิวิไลย์
ถ้าจะให้บอกตามตรง ก็คือ ทุกคนและทุกสิ่งในประเทศที่เราเรียกว่าเมืองสิวิไลย์ รู้จักสิทธิ์ของตนเอง หลักการทำงานและโครงสร้างของสังคมจึงดูเป็นระเบียบกว่า เช่น
การทำงานต่างประเทศอย่างเช่นออสเตรเลีย (ที่ยกตัวอย่างออสเตรเลียเพราะคุ้นเคยแต่คิดว่าโครงสร้าสังคมคงไม่แตกต่างกันกับประเทศอื่นๆที่พัฒนากันแล้ว) จะถูกจัดให้มีหมายเลขภาษีเพื่อที่จะเรียกเก็บภาษีได้ถูกต้อง ทุกอย่างก็จะจัดเข้าระบบเมื่อคุณมีหมายเลขภาษีแล้วคุณก็สามารถยื่นขอลดหลั่นภาษีได้ในแต่ล่ะปีหรือถ้าใครทำธุระกิจส่วนตัวก็ต้องแจ้งเป็นระยะๆๆตามที่เค้ากำหนด นั้นคือ  สำนักงานภาษี หรือ ATO - Australian Tax Office พอจ่ายภาษีคุณก้อต้องจ่ายค่าประกันสังคม นั้นคือ super fund อันนี้ก้อแล้วแต่ว่าบริษัทหรือสำนักงานของคุณใช้บริการ super fund อันไหน ตรงนี้เพื่อเป็นเงินเกณียณของคุณตอนคุณอายุประมาณ หกสิบเศษขึ้นไป สำหรับอายุเกษียณขึ้นอยู่ที่ คศ. ที่คุณเกิด ปัจจุบัน ถ้าคนไหนเกิดหลัง คศ. 1965 (ณ ตอนนี้น่ะ) อายุเกษียณของคุณคือ 70 ยังไงให้ตรวจดูอีกรอบกับ centre link  แล้วจ่ายนั้นนี้ กว่าเงินค่าแรงจะมาตกถึงมือคุณก็โดนหักจิปาทะ สิทธิของคนที่ใช้แรงงานในเมืองสิวิไลย์นั้นรวมถึงกรรมกรนักธุระกิจคนทำงานราชการงานต่างๆๆคือคนทำงานใช้แรงงานทั้งนั้นไม่แยก ทุกคนเรียกร้องสิทธิ์ของตนเพื่อให้ทุกแรงงานมีภาวะของความเท่าเทียมกันในด้านโอกาสที่เรียกว่าความเจริญก้าวหน้าในชีวิต กฎหมายแรงงานค่อนข้างครอบคุมเพราะทุกคนจะไม่มีการเอาเปรียบซึ่งกันและกัน ( เห็นเมืองไทยก็ขยับกฎหมายแรงงานให้มาอยู่ในมาตรฐานอีกระดับหนึ่ง) ซึ่งณ ตอนนี้อายุเกษียรของออสเตรเลียขึ้นเป็น 70 หากเปลี่ยนรัฐบาลอีกสมัยหน้ามันจะขึ้นให้เป็นแปดสิบไหมก้อคอยดูก้อแล้วกันนี้พูดถึงเมืองสิวิไลอย่างออสเตรเลียน่ะ
นี้คือฉบับบย่อของเมืองสิวิไลย์ที่ทุกคนเข้าใจว่ามัน สวยหรูสะดือหือ จริงๆแล้วเค้ามีภาษีทุกกระเบียดนิ้ว ภาษีอากาศ(Carbon Tax)ง่ายๆคือบ้านหรือสำนักงานใดๆๆ ปล่อยอากาศเสีย เช่น ตด ควันไฟต่างๆ โดน ! ภาษีน้ำรถยนต์ไฟฟ้าอาหาร ภาษีบ้านอุปกรณ์ต่างๆรองเท้า จะฉี่ก้อเป็นภาษี ถ้าไม่เชื่อก็ไปดูบิลหย้อนหลังของค่าน้ำว่ามีไหม ภาษีค่าโทรศัพท์ ภาษีน้ำมูกน้ำมันมีหมด ภาษีหนังสือกิจกรรมกีฬา อีกนั้นแหล่ะให้ดูใบเสร็จที่ชื้อของเล่นต่างๆๆ อีกหน่อยพอลืมตากระพริบตามันก้อจะเก็บเป็นภาษี น้ำเข้านำออกก็เป็นภาษี
ถ้าจะให้มองอย่างใช้วิจารณญานนั้นคือโครงสร้างและการดูแลประชากรนั้นดีมาก คนไม่มีงานทำรัฐก็ช่วยให้โอกาสหางานฝึกงานให้ ไม่มีบ้านอยู่รัฐก็ช่วยออกค่าเช่าบ้านครึ่งหนึ่งแล้วแต่รายได้ในแต่ล่ะปี มีบุตรก็ช่วยเลี้ยงดูบุตรโดยการให้เงินค่าเลี้ยงดู จะชื้อบ้านรัฐก็ออกเงินช่วยถึงแม้จะน้อยนิดแต่เค้าก็ช่วย แก่ก็ดูแล จัดสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาให้เท่าเทียมกันไม่ว่าจะอยู่ในแถบบ้านนอกหรือในเมืองโอกาศทางการศึกษามีเท่ากัน มีสวนสาธารณะประจำเมืองบางเมืองถ้าจัดการดีๆๆก็มีสระว่ายน้ำให้ด้วย ป่วยทำงานไม่ได้ทั้งด้านจิตใจและร่างกายรัฐก็ช่วยผ่อนหนักกะเบาให้ นี้คือเมืองศิวิไลย์ที่ทุกคนอยากมา ฟังแล้วดูดีเนาะ แต่อย่าลืมว่าสิ่งที่พวกเค้าได้จากรัฐบาลก็เพราะ ประชากรของเค้าเรียกร้องสิทธิ์ของตนเองเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่เรียกร้องสิทธิ์ให้กับตัวไม่
กลับมาที่เมียฝาหรั่ง นอกจากภาษีนั้นนี้แล้ว เมียฝรั่งยังต้องส่งเงินให้ทางบ้าน พร้อมค่ากินค่าอยู่เพราะอาหารการกินแสนลำบากต้องทำกินเอง -ไม่ค่อยมีอาหารตามสั่งถ้าอยุ่นอกเมืองน่ะมีแต่ takeaway แต่ก้อไม่ได้ขายอาหารอย่างที่คนไทยชอบ - อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือเก็บเล็กผสมน้อยเพื่อทำบ้านสร้างอนาคตเป็นของตัวเอง แถมต้องเก็บเผื่อถ้ากลับเมืองไทยทีไร ต้องมีการแจกจ่ายเรี่ยไร เมื่อไม่ให้ญาติพี่น้องก็หาว่าเมียฝรั่ง งก ฟังๆๆกันดูแล้วไม่แตกต่างกันกับการบรรยากาศในเมืองไทยเลยเนาะ คนที่ทำงานในเมืองเมื่อกลับบ้านทีไรโดนเหมือนกัน
สำหรับพี่ไทยเรา คนไทย ( ถ้ามองในรูปของโครงสร้างของสังคม ที่คนไทยเองไม่กล้าที่จะเรียกร้องสิทธิเสรีภาพที่คนไทยควรจะได้น่ะ แล้วยอมปิดหูปิดตาเพื่อหน้าตาของประเทศชาติ) ปล่อยให้นักการเมืองรวยเป็นโครตเหง่า เลือกตั้งแต่ล่ะทีก็มีแต่นักการเมืองหน้าเดิมๆ จะเลือกคนใหม่ก็กลัวว่าบ้านเมืองจะไม่เป็นรูปเป็นร่างเหมือนตอนที่โดนโก้งอย่างที่ผ่านมา แต่ตัวเองก้มหน้าทำงานจนลืมสิทธิ์มนุษยชน คนไทยปล่อยให้คนโก้งบริหารประเทศ  บ้านเมืองเราจึงเต็มไปด้วย corruption เงินใต้โต๊ะตั้งแต่หัวหน้างานยันลูกน้อง ใครหือโดนกำจัดเพราะอำนาจของเงิน โก้งกันจนเดือดร้อนถึงประชาชนคนตาดำๆอย่างเราต้องหนีกระเพลกๆ มาคว้าชีวิตในต่างแดน การโกงกินชาติสร้างความเลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจภายในสังคมที่เรียกตนเองว่าประชาธิปไตย -ไปไกลมาก- แต่ที่เขียนไม่ได้วิจารณ์เพียงแค่อยากให้ผู้อ่านมองถึงอีกด้านหนึ่งของชีวิตที่บางครั้งยังไม่เคยเปิดเผย

"Better to have a short life that is full of what you like doing than a long life spent in a miserable way."

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่