ปัญหาหลักของประเทศไทย คือ ทรัพยากรณ์มนุษย์ ที่ดูจะตามหลังต่างชาติ อันนเนื่องมาจากระบบการศึกษาของประเทศไทย ซึ่งดัชนีที่ออกมาก็บ่งบอกได้ว่าประเทศเราเริ่มมีปัญหาด้านนี้ ทำให้ทรัพยากรณ์มนุษย์ที่เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนประเทศนั้นไม่มีศักยภาพ
มองภาพการศึกษาไทย สิ่งที่เราๆท่านๆเห็นคือปัญหาต่างๆ เช่น
1. ครูอาจารย์ ไม่มีเวลาสอนเต็มที่ให้กับเด็ก ต้องไปทำเอกสารบ้าง แบ่งความรู้เพื่อไปสอนพิเศษบ้าง เนื่องจากเงินเดือนของเขาเหล่านี้เมื่อเทียบกับที่อื่นมันช่างน้อยมาก คนที่มาเป้นครูส่วนใหญ่มักโดนคิดในแง่ลบว่าเอนทรานซ์ หรือสอบที่ไหนไม่ได้ จึงมาเรียนศึกษาศาสตร์ อีกทั้งปัญหาด้านความเป็นมื่ออาชีพเรื่องจรรยาบรรแห่งความเป็นครูมันก็วัดกันไม่ได้ด้วยการสอบ ทำให้เรามักเห็นข่าวอยู่ทั่วไป จะมีครูดีๆที่ทำให้เด็กกี่เปอร์เซนต์ทุ่มเท ด้วยคำว่าแม่พิมพ์ของชาติอย่างเต็มที่สักกี่เปอร์เซ็นต์ นี่คือปัญหาหนึ่งในการพัฒนาการศึกษา เด็กที่โตขึ้นมาที่จะเป็นทรัพยากรณ์มนุษย์พัฒนาชาติ ก็ย่อมมีผลตามกลไกที่มันเป็นมา
2. ด้วยตัวเด็กที่ศึกษา มีโอกาสเลือกหรือหาสิ่งที่ตัวเองถนัดได้น้อยมาก ต้องพกหนังสือกระเป๋าตั้งประถมบางคนอาจมากกว่าน้ำหนักตัว ไปเพื่อเรียนแบบท่องจำ แต่ตั้งแต่วัยนี้เด็กไม่รู้เลยว่า เขาชอบ หรือถนัดอะไร พอมา ม ต้น ถึง ม ปลาย การเรียนก็เป็นแบบตามหลักสูตร กระทรวงเขียนมาแบบนี้ก็ต้องเรียนแบบนี้ แต่ออกสอบแบบไหนก็อีกเรื่อง ก็เป็นเพราะผลจาก ข้อ 1 เด็กไม่มีโอกาศหรือตัวเลือกมากนักในการเรียนหรือแสวงหาสิ่งที่ตัวเองถนัดหรือชอบ ลองนึกภาพ ใครที่เคยเรียนวิชาเลือกเสรี บางคนชอบที่จะเรียนวิชานั้น วิธีการที่จะเข้าไปหมวดวิชาเลือกนั้น ต้องวิ่งต่อแถว เพราะแต่ละวิชาเลือกรับคนได้จำกัด !? ถ้าเด็กมันเจ็บขา เหลือวิชาอะไรที่มันไม่ชอบก็ต้องจ๋อยไป เสียโอกาสในการแสวงหาสิ่งที่ตัวเองชอบ ต้องทำข้อสอบให้ได้ตามมาตรฐาน ที่คนที่นั่งอยู่บนหอคอยเขียนมาให้ตามหลักสูตร เวลาออกมาทำงานจริงไม่เคยได้ใช้เกิน 10 เปอร์เซนต์ที่เรียนมา เพราะส่วนใหญ่ไม่ตรงสาย แต่ก็ไม่มีสิทธิเลือกมากนัก เพราะมันมีอยู่เท่าที่เห็น ถ้าสร้างโอกาสให้เด็กได้ตั้งแต่มัธยม เด็กคงจะมีคุณภาพและรู้ว่ารักว่าชอบอะไรมากกว่านี้
3. ค่านิยมผู้ปกครอง ต้องเข้าคณะนี้ เป็นหน้าเป็นตาของครอบครัว ไม่เคยถามลูกว่าอยากเรียนอะไร อาชีพหลังจากการเรียนก็มีโอกาสน้อยในการดำรงชีวิต เลยเป็นค่านิยมที่ต้องให้ลูกเรียนคณะดังๆ
4. ความเหลื่อมล้ำทางโอกาสการเรียน และการเข้าถึงข้อมูล เอาง่ายๆ เปรียบเทียบโรงเรียนเตรียมอุดม หรือ มหิดลวิทยานุสร กับโรงเรียนวัดลิงขบ บุคคลากรณ์โอกาสแตกต่างกันมากมาย มาตรฐานก็ต่างกัน ไม่ได้หวังให้ทุกโรงเรียนเป็นเช่นนี้ แต่ถ้าทราบว่าโรงเรียนไหนประสบความสำเร็จ ทุกวันนี้เทคโนโลยีก็ก้าวหน้า น่าจะมีการถ่ายทอดการเรียนการสอนที่ถือว่ามีคุณภาพให้โรงเรียนทุกแห่งได้ฟังได้ศึกษา ทั้งคณาจารย์ต่างๆเอามาเปรียบเทียบปรับปรุง ให้เด็กนักเรียนได้รับความรู้ในระดับเดียวกันกับโรงเรียนเหล่านี้ที่ประสบความสำเร็จได้
5. เพิ่มทางเลือกให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เด็กบางคนไม่ได้ฉลาดหรือมีไอคิวเท่าคนอื่น แต่อีคิวหรือสิ่งอื่นๆดีกว่า แต่ทางเลือกทางการศึกษาไทย ต้องเป้นคนเก่งเท่านั้นถึงจะได้รับคำเยินยอ หรือได้รับโอกาส ถ้ามีทางเลือกเฉพาะสายเพิ่ม โรงเรียที่เด่นด้านต่างๆให้เป็นทางเลือกปรับระบบการศึกษาให้เหมาะกับความถนัด ก็จะมีทางเลือกและลดค่านิยมจะประสบความสำเร็จต้องเก่ง ออกจากสังคมไทย เก่งแต่เข้ากับคนอื่นไม่ได้ มันก็ตายในสังคมการทำงานอยู่ดี ถ้านัดสิ่งไหนและทำให้ดีตามที่ถนัดก็ยอม เป็นบุคคลากรณ์ที่มีคุณภาพและความสุข
สุดท้าย ไอ้พวกที่มันออกแบบระบบการศึกษาที่มีอายุทั้งหลาย ได้โปรดมองด้วยว่าโลกมันเปลียนไปมากแค่ไหนแล้วจะมานั่งอยู่ใช้ความคิดเหมือนสมัยเก่า เช่น สมุดพกความดีอะไรมาวัดการศึกษาเด็กนั้นมันไม่ได้ทำให้การศึกษาของเราพัฒนาเลย ในเมื่อคนระดับเป็นคนวางแผนยังคิดได้แค่นี้ ระดับรับคำสั่ง ที่ไม่เคยได้โอกาสได้คิดจนกว่าจะเติมโตในหน้าทีราชการไปอยู่ระดับบนถึงจะคิดได้ ความคิดหรือสิ่งใหม่ๆตามยุกต์สมัยไม่สามารถสอดแทรกไปในแผนการระบบการศึกษาของไทยได้ เพราะติดระบบราชการแบบนี้.... รู้หรือยังโลกมีไอโฟน 6 แล้ว!?
นั่งบ่นและมองประเทศไทยก้าวไปแบบเซ็งๆ
ปล การศึกษาถ้าพัฒนาเราก้จะไม่มีคนมานั่งแถ นั่งเชื่ออะไรโดยใช้ความชอบมากกว่าความถูกต้องและผลประโยชน์ส่วนรวมอย่างทุกวันนี้ ดูตัวอย่างห้องการเมืองเพียบ
อยากเสนอผู้มีอำนาจ ปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้ประเทศเจริญก้าวหน้า
มองภาพการศึกษาไทย สิ่งที่เราๆท่านๆเห็นคือปัญหาต่างๆ เช่น
1. ครูอาจารย์ ไม่มีเวลาสอนเต็มที่ให้กับเด็ก ต้องไปทำเอกสารบ้าง แบ่งความรู้เพื่อไปสอนพิเศษบ้าง เนื่องจากเงินเดือนของเขาเหล่านี้เมื่อเทียบกับที่อื่นมันช่างน้อยมาก คนที่มาเป้นครูส่วนใหญ่มักโดนคิดในแง่ลบว่าเอนทรานซ์ หรือสอบที่ไหนไม่ได้ จึงมาเรียนศึกษาศาสตร์ อีกทั้งปัญหาด้านความเป็นมื่ออาชีพเรื่องจรรยาบรรแห่งความเป็นครูมันก็วัดกันไม่ได้ด้วยการสอบ ทำให้เรามักเห็นข่าวอยู่ทั่วไป จะมีครูดีๆที่ทำให้เด็กกี่เปอร์เซนต์ทุ่มเท ด้วยคำว่าแม่พิมพ์ของชาติอย่างเต็มที่สักกี่เปอร์เซ็นต์ นี่คือปัญหาหนึ่งในการพัฒนาการศึกษา เด็กที่โตขึ้นมาที่จะเป็นทรัพยากรณ์มนุษย์พัฒนาชาติ ก็ย่อมมีผลตามกลไกที่มันเป็นมา
2. ด้วยตัวเด็กที่ศึกษา มีโอกาสเลือกหรือหาสิ่งที่ตัวเองถนัดได้น้อยมาก ต้องพกหนังสือกระเป๋าตั้งประถมบางคนอาจมากกว่าน้ำหนักตัว ไปเพื่อเรียนแบบท่องจำ แต่ตั้งแต่วัยนี้เด็กไม่รู้เลยว่า เขาชอบ หรือถนัดอะไร พอมา ม ต้น ถึง ม ปลาย การเรียนก็เป็นแบบตามหลักสูตร กระทรวงเขียนมาแบบนี้ก็ต้องเรียนแบบนี้ แต่ออกสอบแบบไหนก็อีกเรื่อง ก็เป็นเพราะผลจาก ข้อ 1 เด็กไม่มีโอกาศหรือตัวเลือกมากนักในการเรียนหรือแสวงหาสิ่งที่ตัวเองถนัดหรือชอบ ลองนึกภาพ ใครที่เคยเรียนวิชาเลือกเสรี บางคนชอบที่จะเรียนวิชานั้น วิธีการที่จะเข้าไปหมวดวิชาเลือกนั้น ต้องวิ่งต่อแถว เพราะแต่ละวิชาเลือกรับคนได้จำกัด !? ถ้าเด็กมันเจ็บขา เหลือวิชาอะไรที่มันไม่ชอบก็ต้องจ๋อยไป เสียโอกาสในการแสวงหาสิ่งที่ตัวเองชอบ ต้องทำข้อสอบให้ได้ตามมาตรฐาน ที่คนที่นั่งอยู่บนหอคอยเขียนมาให้ตามหลักสูตร เวลาออกมาทำงานจริงไม่เคยได้ใช้เกิน 10 เปอร์เซนต์ที่เรียนมา เพราะส่วนใหญ่ไม่ตรงสาย แต่ก็ไม่มีสิทธิเลือกมากนัก เพราะมันมีอยู่เท่าที่เห็น ถ้าสร้างโอกาสให้เด็กได้ตั้งแต่มัธยม เด็กคงจะมีคุณภาพและรู้ว่ารักว่าชอบอะไรมากกว่านี้
3. ค่านิยมผู้ปกครอง ต้องเข้าคณะนี้ เป็นหน้าเป็นตาของครอบครัว ไม่เคยถามลูกว่าอยากเรียนอะไร อาชีพหลังจากการเรียนก็มีโอกาสน้อยในการดำรงชีวิต เลยเป็นค่านิยมที่ต้องให้ลูกเรียนคณะดังๆ
4. ความเหลื่อมล้ำทางโอกาสการเรียน และการเข้าถึงข้อมูล เอาง่ายๆ เปรียบเทียบโรงเรียนเตรียมอุดม หรือ มหิดลวิทยานุสร กับโรงเรียนวัดลิงขบ บุคคลากรณ์โอกาสแตกต่างกันมากมาย มาตรฐานก็ต่างกัน ไม่ได้หวังให้ทุกโรงเรียนเป็นเช่นนี้ แต่ถ้าทราบว่าโรงเรียนไหนประสบความสำเร็จ ทุกวันนี้เทคโนโลยีก็ก้าวหน้า น่าจะมีการถ่ายทอดการเรียนการสอนที่ถือว่ามีคุณภาพให้โรงเรียนทุกแห่งได้ฟังได้ศึกษา ทั้งคณาจารย์ต่างๆเอามาเปรียบเทียบปรับปรุง ให้เด็กนักเรียนได้รับความรู้ในระดับเดียวกันกับโรงเรียนเหล่านี้ที่ประสบความสำเร็จได้
5. เพิ่มทางเลือกให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เด็กบางคนไม่ได้ฉลาดหรือมีไอคิวเท่าคนอื่น แต่อีคิวหรือสิ่งอื่นๆดีกว่า แต่ทางเลือกทางการศึกษาไทย ต้องเป้นคนเก่งเท่านั้นถึงจะได้รับคำเยินยอ หรือได้รับโอกาส ถ้ามีทางเลือกเฉพาะสายเพิ่ม โรงเรียที่เด่นด้านต่างๆให้เป็นทางเลือกปรับระบบการศึกษาให้เหมาะกับความถนัด ก็จะมีทางเลือกและลดค่านิยมจะประสบความสำเร็จต้องเก่ง ออกจากสังคมไทย เก่งแต่เข้ากับคนอื่นไม่ได้ มันก็ตายในสังคมการทำงานอยู่ดี ถ้านัดสิ่งไหนและทำให้ดีตามที่ถนัดก็ยอม เป็นบุคคลากรณ์ที่มีคุณภาพและความสุข
สุดท้าย ไอ้พวกที่มันออกแบบระบบการศึกษาที่มีอายุทั้งหลาย ได้โปรดมองด้วยว่าโลกมันเปลียนไปมากแค่ไหนแล้วจะมานั่งอยู่ใช้ความคิดเหมือนสมัยเก่า เช่น สมุดพกความดีอะไรมาวัดการศึกษาเด็กนั้นมันไม่ได้ทำให้การศึกษาของเราพัฒนาเลย ในเมื่อคนระดับเป็นคนวางแผนยังคิดได้แค่นี้ ระดับรับคำสั่ง ที่ไม่เคยได้โอกาสได้คิดจนกว่าจะเติมโตในหน้าทีราชการไปอยู่ระดับบนถึงจะคิดได้ ความคิดหรือสิ่งใหม่ๆตามยุกต์สมัยไม่สามารถสอดแทรกไปในแผนการระบบการศึกษาของไทยได้ เพราะติดระบบราชการแบบนี้.... รู้หรือยังโลกมีไอโฟน 6 แล้ว!?
นั่งบ่นและมองประเทศไทยก้าวไปแบบเซ็งๆ
ปล การศึกษาถ้าพัฒนาเราก้จะไม่มีคนมานั่งแถ นั่งเชื่ออะไรโดยใช้ความชอบมากกว่าความถูกต้องและผลประโยชน์ส่วนรวมอย่างทุกวันนี้ ดูตัวอย่างห้องการเมืองเพียบ