การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(คปค.) ซึ่งต่อมาภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น คณะมนตรีความมั่นคง
แห่งชาติ(คมช.) ผ่านเลยมาเป็นเวลา 8 ปีเต็มแล้ว
แต่หลายต่อหลายคนยังคงวิพากษ์ว่าเป็นเวลา 8 ปี ที่สังคมไทยสูญเสียอย่างมหันต์ เพราะมิได้
ทำให้ประเทศไทยดีมากไปกว่าเดิมแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังทำให้เกิดความแตกแยกร้าวฉานจน
ยากจะเยียวยาให้กลับคืนมาสมานฉันท์ได้โดยง่าย
ประชาชนไทยจำนวนมิใช่น้อยยังคงตั้งคำถามว่า บัดนี้ผู้ก่อการรัฐประหารในวันนั้น หายหน้าหายตา
ไปไหนเสียแล้ว ผู้ก่อรัฐประหาร 19 กันยาฯ เคยประเมินผลดีผลเสียของการกระทำในครั้งนั้นหรือไม่
คนไทยหลายต่อหลายคนตั้งคำถามว่า คุณสนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก หัวหน้าผู้ก่อการ
รัฐประหาร 19 กันยายน ยังมีความสุขสบายดีอยู่กระนั้นหรือ
สำหรับคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกทำรัฐประหารก็ยังคงพยายามกระ

กระสน
จะกลับมามีอำนาจรัฐให้จงได้โดยกรรมวิธีและเล่ห์อุบายสารพัดสารพัน ถึงแม้คุณทักษิณจะมิได้กลับ
เข้ามามีอำนาจรัฐด้วยตัวเอง แต่ก็ยังอุตส่าห์ส่งตัวแทนสารพัดชื่อเข้าไปครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ของไทยได้ตั้งหลายคน
พูดสั้นๆ ชัดๆ ตรงประเด็นคือ ผ่านรัฐประหาร 19 กันยาฯ มา 8 ปีเต็ม แต่คุณทักษิณยังไม่หมดความ
แค้น ส่วนคนที่ก่อรัฐประหารเมื่อ 8 ปีก่อน ก็กลับแสดงออกซึ่งความพ่ายแพ้อย่างน่าสมเพช
ก็จะไม่ให้สาธารณชนสมเพชเวทนาผู้ก่อรัฐประหารได้อย่างไร ในเมื่อหัวหน้าผู้ก่อรัฐประหารครั้งนั้น
ทำตัวเสมือนกับข้าทาสของระบอบทักษิณไปเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสนอให้ออก
พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมให้คุณทักษิณ
คำถามที่สังคมต่างเย้ยเยาะและถากถางหัวหน้าคณะผู้ก่อรัฐประหาร 19 กันยาฯ คือ คิดว่าการเสนอ
ให้นิรโทษกรรมให้คุณทักษิณคือการล้างบาปที่ทำรัฐประหารกระนั้นหรือ หรือว่าจำต้องเสนอเพราะ
มีสิ่งใดเป็นเครื่องตอบแทนอย่างงดงามจนเกินห้ามใจได้
หัวหน้าผู้ก่อรัฐประหาร 19 กันยาฯ ยังจำเหตุผลที่ก่อรัฐประหารได้หรือไม่มิทราบ ขอถามย้ำอีกครั้งว่า
คุณสนธิ บุญยรัตกลิน ยังจำเหตุผลในการก่อรัฐประหารเมื่อ 8 ปีก่อนได้หรือไม่ แล้วเหตุใดสุดท้าย
จึงกลับกลายเป็นพยายามจะขอนิรโทษกรรมให้คุณทักษิณ
ต่อไปนี้คือข้อความที่ผู้เขียนคัดลอกมาจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม 2549
“...รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เมื่ออ่านดูแล้วจะเห็นว่ามีความสมบูรณ์อยู่พอสมควร รัฐธรรมนูญหลายฉบับ
ที่ผ่านมา ทุกฉบับเมื่อมาอ่านดูแล้วมันก็น่าจะปกครองในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็น
ที่จะต้องเปลี่ยน ปฏิรูป ปฏิวัติ แต่ปัญหามันเกิดนิดเดียวคือ ผู้ที่ใช้รัฐธรรมนูญพยายามหาช่องว่างออก
นอกรัฐธรรมนูญ ไม่ยอมใช้ระบบ ไม่ยอมใช้ความมีเสรี ความถูกต้องในการบริหาร มันจึงเกิดความเปลี่ยน
แปลงในหลายๆ ครั้ง...
...เหตุการณ์ในวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่เกิดขึ้นนั้น
ผมเห็นว่าระบอบประชาธิปไตยที่รัฐธรรมนูญซึ่งเราคิดว่าดีที่สุดแล้ว แต่สิ่งที่มันเป็นมาในนามธรรมหรือ
รูปธรรมนั้นมัน ไม่สอดคล้องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นธรรมหลายอย่างไม่ครบสมบูรณ์ในความ
เป็นประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร ตุลาการ นิติบัญญัติ ต่างๆ ที่มันสับสน ที่มันไม่ควร ไม่มีความ
สมบูรณ์ในระบอบประชาธิปไตยในเวลานั้น”
ข้อความข้างต้นยกมาจากคำพูดของคุณสนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคมช. ซึ่งพูดเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม
2549 ในหัวข้อ รวมพลังไทยก้าวไกลสู่โลกโลกาภิวัตน์อย่างพอเพียง จัดที่สโมสรกองทัพบก ถนน
วิภาวดีรังสิต
เมื่อคุณผู้อ่านได้อ่านเนื้อหาที่คุณสนธิพูดในวันนั้น แล้วย้อนกลับมาพินิจว่าหลังก่อรัฐประหาร คุณสนธิได้
แก้ปัญหา อะไรให้กับบ้านเมืองอย่างเป็นรูปธรรมบ้าง คำตอบเหล่านี้ขอละไว้เพื่อให้คุณๆ ได้ตอบตัวเอง
ส่วนจะตอบอย่างไรนั้นก็ขึ้นกับดุลพินิจของคุณเป็นสำคัญ
ทีนี้ขอย้อนกลับไปที่คำพูดของคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีบ้าง คุณทักษิณพูดในประเด็นที่
จะนำเสนอต่อไปนี้ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2549 ที่ทำเนียบรัฐบาล (อ้างอิงจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
ฉบับวันศุกร์ที่ 9 กันยายน 2549
“พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบคำถามสื่อมวลชนที่ถามถึงการเสวนาวิชาการที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการ
และนายประมวล รุจนเสรี สส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยรักไทย พูดถึงเรื่องพระราชอำนาจ โดยโยงการกระทำ
บางอย่างของรัฐบาลไม่เหมาะสมว่า ไอ้ใครจะพูดอะไรก็ได้ อยู่ที่คนฟัง ไอ้คนพูดมันพูดได้ทุกอย่าง ให้
พูดอะไรมันพูดทั้งนั้น แต่อยู่ที่คนฟังว่าฟังแล้วจะรู้สึกอย่างไร...
...นายกฯ ตอบคำถามนี้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด โดยยืนยันว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รัฐบาลมีความจงรักภักดีเกินร้อย ทำงานทุกอย่างเพื่อให้พระเจ้าอยู่หัวทรงสบายพระทัย...
...นี่! ให้รู้เถอะนะ ผมจบจากโรงเรียนเตรียมทหาร จบโรงเรียนนายร้อย เป็นตำรวจพลร่ม เพราะฉะนั้นผม
ผ่านกระบวนการเกี่ยวกับเรื่องของชาติ เรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์มานาน...
ผู้อ่านคงจะตั้งคำถามว่า ทำไมผู้เขียนต้องยกเอาคำพูดต่างๆ นานาของคุณสนธิ บุญยรัตกลิน และคุณทักษิณ
ชินวัตร ในอดีตมากล่าวในที่นี่เสียยืดยาว
คำตอบก็คือแค่ต้องการจะทวนความจำของคุณๆ และต้องการจะรู้ว่าคุณยังจำคนสองคนนี้ได้มากน้อย
เพียงใด แล้วที่สำคัญที่สุดคือต้องการจะถามคุณทิ้งท้ายว่า คุณเชื่อคำพูดของคนสองคนนี้มากน้อยเพียง
ไหน
สำหรับคนที่ชื่อสนธิ หลายคนอาจจะไม่ได้ให้ความสนอกสนใจอีกต่อไปแล้ว เพราะไม่ค่อยปรากฏเป็นข่าว
แต่สำหรับคนที่ชื่อทักษิณนั้น หลายคนยังเห็นชื่อปรากฏในข่าวเป็นระยะๆ ทั้งในหนังสือพิมพ์ วิทยุ และ
โทรทัศน์ รวมถึงสื่อส่วนตัว เช่น facebook ของคนใกล้ชิดคุณทักษิณ อาทิ ลูกสาว และลูกชายเป็นประจำ
แต่ที่หายไปในระยะนี้ก็คือไม่มีการ video link และ phone in เข้ามาปลุกระดมเหมือนเช่นเคย
http://www.naewna.com/politic/columnist/14534
ย้อนพินิจ 8 ปี รัฐประหารโดยคมช. สังคมไทยยังพายเรืออยู่ในอ่าง คอลัมน์ เขียนให้คิด เฉลิมชัย ยอดมาลัย แนวหน้าออนไลน์
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(คปค.) ซึ่งต่อมาภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น คณะมนตรีความมั่นคง
แห่งชาติ(คมช.) ผ่านเลยมาเป็นเวลา 8 ปีเต็มแล้ว
แต่หลายต่อหลายคนยังคงวิพากษ์ว่าเป็นเวลา 8 ปี ที่สังคมไทยสูญเสียอย่างมหันต์ เพราะมิได้
ทำให้ประเทศไทยดีมากไปกว่าเดิมแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังทำให้เกิดความแตกแยกร้าวฉานจน
ยากจะเยียวยาให้กลับคืนมาสมานฉันท์ได้โดยง่าย
ประชาชนไทยจำนวนมิใช่น้อยยังคงตั้งคำถามว่า บัดนี้ผู้ก่อการรัฐประหารในวันนั้น หายหน้าหายตา
ไปไหนเสียแล้ว ผู้ก่อรัฐประหาร 19 กันยาฯ เคยประเมินผลดีผลเสียของการกระทำในครั้งนั้นหรือไม่
คนไทยหลายต่อหลายคนตั้งคำถามว่า คุณสนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก หัวหน้าผู้ก่อการ
รัฐประหาร 19 กันยายน ยังมีความสุขสบายดีอยู่กระนั้นหรือ
สำหรับคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกทำรัฐประหารก็ยังคงพยายามกระ
จะกลับมามีอำนาจรัฐให้จงได้โดยกรรมวิธีและเล่ห์อุบายสารพัดสารพัน ถึงแม้คุณทักษิณจะมิได้กลับ
เข้ามามีอำนาจรัฐด้วยตัวเอง แต่ก็ยังอุตส่าห์ส่งตัวแทนสารพัดชื่อเข้าไปครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ของไทยได้ตั้งหลายคน
พูดสั้นๆ ชัดๆ ตรงประเด็นคือ ผ่านรัฐประหาร 19 กันยาฯ มา 8 ปีเต็ม แต่คุณทักษิณยังไม่หมดความ
แค้น ส่วนคนที่ก่อรัฐประหารเมื่อ 8 ปีก่อน ก็กลับแสดงออกซึ่งความพ่ายแพ้อย่างน่าสมเพช
ก็จะไม่ให้สาธารณชนสมเพชเวทนาผู้ก่อรัฐประหารได้อย่างไร ในเมื่อหัวหน้าผู้ก่อรัฐประหารครั้งนั้น
ทำตัวเสมือนกับข้าทาสของระบอบทักษิณไปเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสนอให้ออก
พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมให้คุณทักษิณ
คำถามที่สังคมต่างเย้ยเยาะและถากถางหัวหน้าคณะผู้ก่อรัฐประหาร 19 กันยาฯ คือ คิดว่าการเสนอ
ให้นิรโทษกรรมให้คุณทักษิณคือการล้างบาปที่ทำรัฐประหารกระนั้นหรือ หรือว่าจำต้องเสนอเพราะ
มีสิ่งใดเป็นเครื่องตอบแทนอย่างงดงามจนเกินห้ามใจได้
หัวหน้าผู้ก่อรัฐประหาร 19 กันยาฯ ยังจำเหตุผลที่ก่อรัฐประหารได้หรือไม่มิทราบ ขอถามย้ำอีกครั้งว่า
คุณสนธิ บุญยรัตกลิน ยังจำเหตุผลในการก่อรัฐประหารเมื่อ 8 ปีก่อนได้หรือไม่ แล้วเหตุใดสุดท้าย
จึงกลับกลายเป็นพยายามจะขอนิรโทษกรรมให้คุณทักษิณ
ต่อไปนี้คือข้อความที่ผู้เขียนคัดลอกมาจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม 2549
“...รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เมื่ออ่านดูแล้วจะเห็นว่ามีความสมบูรณ์อยู่พอสมควร รัฐธรรมนูญหลายฉบับ
ที่ผ่านมา ทุกฉบับเมื่อมาอ่านดูแล้วมันก็น่าจะปกครองในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็น
ที่จะต้องเปลี่ยน ปฏิรูป ปฏิวัติ แต่ปัญหามันเกิดนิดเดียวคือ ผู้ที่ใช้รัฐธรรมนูญพยายามหาช่องว่างออก
นอกรัฐธรรมนูญ ไม่ยอมใช้ระบบ ไม่ยอมใช้ความมีเสรี ความถูกต้องในการบริหาร มันจึงเกิดความเปลี่ยน
แปลงในหลายๆ ครั้ง...
...เหตุการณ์ในวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่เกิดขึ้นนั้น
ผมเห็นว่าระบอบประชาธิปไตยที่รัฐธรรมนูญซึ่งเราคิดว่าดีที่สุดแล้ว แต่สิ่งที่มันเป็นมาในนามธรรมหรือ
รูปธรรมนั้นมัน ไม่สอดคล้องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นธรรมหลายอย่างไม่ครบสมบูรณ์ในความ
เป็นประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร ตุลาการ นิติบัญญัติ ต่างๆ ที่มันสับสน ที่มันไม่ควร ไม่มีความ
สมบูรณ์ในระบอบประชาธิปไตยในเวลานั้น”
ข้อความข้างต้นยกมาจากคำพูดของคุณสนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคมช. ซึ่งพูดเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม
2549 ในหัวข้อ รวมพลังไทยก้าวไกลสู่โลกโลกาภิวัตน์อย่างพอเพียง จัดที่สโมสรกองทัพบก ถนน
วิภาวดีรังสิต
เมื่อคุณผู้อ่านได้อ่านเนื้อหาที่คุณสนธิพูดในวันนั้น แล้วย้อนกลับมาพินิจว่าหลังก่อรัฐประหาร คุณสนธิได้
แก้ปัญหา อะไรให้กับบ้านเมืองอย่างเป็นรูปธรรมบ้าง คำตอบเหล่านี้ขอละไว้เพื่อให้คุณๆ ได้ตอบตัวเอง
ส่วนจะตอบอย่างไรนั้นก็ขึ้นกับดุลพินิจของคุณเป็นสำคัญ
ทีนี้ขอย้อนกลับไปที่คำพูดของคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีบ้าง คุณทักษิณพูดในประเด็นที่
จะนำเสนอต่อไปนี้ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2549 ที่ทำเนียบรัฐบาล (อ้างอิงจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
ฉบับวันศุกร์ที่ 9 กันยายน 2549
“พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบคำถามสื่อมวลชนที่ถามถึงการเสวนาวิชาการที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการ
และนายประมวล รุจนเสรี สส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยรักไทย พูดถึงเรื่องพระราชอำนาจ โดยโยงการกระทำ
บางอย่างของรัฐบาลไม่เหมาะสมว่า ไอ้ใครจะพูดอะไรก็ได้ อยู่ที่คนฟัง ไอ้คนพูดมันพูดได้ทุกอย่าง ให้
พูดอะไรมันพูดทั้งนั้น แต่อยู่ที่คนฟังว่าฟังแล้วจะรู้สึกอย่างไร...
...นายกฯ ตอบคำถามนี้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด โดยยืนยันว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รัฐบาลมีความจงรักภักดีเกินร้อย ทำงานทุกอย่างเพื่อให้พระเจ้าอยู่หัวทรงสบายพระทัย...
...นี่! ให้รู้เถอะนะ ผมจบจากโรงเรียนเตรียมทหาร จบโรงเรียนนายร้อย เป็นตำรวจพลร่ม เพราะฉะนั้นผม
ผ่านกระบวนการเกี่ยวกับเรื่องของชาติ เรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์มานาน...
ผู้อ่านคงจะตั้งคำถามว่า ทำไมผู้เขียนต้องยกเอาคำพูดต่างๆ นานาของคุณสนธิ บุญยรัตกลิน และคุณทักษิณ
ชินวัตร ในอดีตมากล่าวในที่นี่เสียยืดยาว
คำตอบก็คือแค่ต้องการจะทวนความจำของคุณๆ และต้องการจะรู้ว่าคุณยังจำคนสองคนนี้ได้มากน้อย
เพียงใด แล้วที่สำคัญที่สุดคือต้องการจะถามคุณทิ้งท้ายว่า คุณเชื่อคำพูดของคนสองคนนี้มากน้อยเพียง
ไหน
สำหรับคนที่ชื่อสนธิ หลายคนอาจจะไม่ได้ให้ความสนอกสนใจอีกต่อไปแล้ว เพราะไม่ค่อยปรากฏเป็นข่าว
แต่สำหรับคนที่ชื่อทักษิณนั้น หลายคนยังเห็นชื่อปรากฏในข่าวเป็นระยะๆ ทั้งในหนังสือพิมพ์ วิทยุ และ
โทรทัศน์ รวมถึงสื่อส่วนตัว เช่น facebook ของคนใกล้ชิดคุณทักษิณ อาทิ ลูกสาว และลูกชายเป็นประจำ
แต่ที่หายไปในระยะนี้ก็คือไม่มีการ video link และ phone in เข้ามาปลุกระดมเหมือนเช่นเคย
http://www.naewna.com/politic/columnist/14534