การทำงานต่อมาของไซมอน กับ CIC เริ่มน่าเวียนหัว เพราะ อเมริกาได้มีคนใหม่ๆเข้ามาสับเปลี่ยนหน้าที่ ตำแหน่ง...ซึ่งนี่คือปัญหา เพราะคนใหม่ๆที่มาไม่ได้เข้าใจในสภาพจิตใจของ
ผู้ที่ผ่านความทุกข์ยาก ถูกกระทำ ไม่ได้เข้าใจถึงความโหดร้ายของสงครามที่ผ่านมา...ส่วนใหญ่เข้าใจในงานของเขาแค่เป็นความขัดแย้งของกลุ่มนาซี กับ กลุ่มต่อต้านนาซี
เหมือนๆกับการเมืองของอเมริกาที่มีเพียงสองพรรค คือ รีพับริกัน กับ เดโมแครต
นอกจากนั้น...หน่วยงานของอเมริกันที่มีมาในสารพัดตัวย่อ...เช่น OSS, CIC, และในหน่วยต่างๆเหล่านี้ยังมีแผนกยิบย่อยอีกมากมาย ที่มีหน้าที่คล้ายๆกัน
ทำให้เกิดการสับสนและในหลายกรณี...เป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อน ประเภท สายลับซ้อนสายลับ...ไปๆมาๆกลายเป็นการสืบและติดตามงานของพวกเดียวกันมากกว่า...
แม้ว่า...ในหน่วยงานของไซมอนได้ให้อนุญาตกับเขาในการติดตามและจับกุมอดีต SS ที่ซุกซ่อนตัวอยู่...ซึ่งเขาได้ประสบความสำเร็จในงานนี้ในหลายเคส..
แต่...เขาต้องได้รับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า...เพราะกลุ่มผู้ต้องหาที่เขาเหน็ดเหนื่อยในการติดตามลากตัวมาได้นั้น...ถูกปล่อยตัวไปหลังจากที่ถูกจองจำเพียงไม่กี่วันและที่เจ็บที่สุด นั่นคือ...พวกเขาเหล่านั้นได้ใช้อุบายตื้นๆในการฟอกตัว....ด้วยการใช้ญาติสาวๆสวยๆ เข้ามาตีสนิทกับพวกนายทหารผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งใช้สเน่หาแลกกับการขอไถ่โทษ
ไซมอนพอได้เค้ามาว่า Adolf Eichmann SS มือขวาของเกอริง ตัวการคนสำคัญที่สังหารยิวนับล้านๆคนนั้น ยังเวียนว่ายอยู่ในออสเตรีย (ในเขตของอเมริกา)
เขายังไม่มีรายละเอียดของหลักฐานทั้งหมดเกี่ยวงานของอดอล์ฟ แต่...ทุกคนรู้ดีว่า...เขาคือคีย์แมนคนสำคัญ...ไซมอนจึงพยายามอย่างมากมายในการที่จะให้อเมริกาหันมาสนใจในเรื่อง
การช่วยกันตามจับ แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามเกริ่นขึ้นมาครั้งไร ก็ได้รับแต่การบ่ายเบี่ยง แบ่งรับแบ่งสู้กลับมาทุกครั้งไป...
จนเขาเริ่มอึดอัดกับการทำงานที่ไม่รู้เป้าหมายที่เด่นชัดของอเมริกา...
และแล้ว...วันแตกหักก็ได้มาถึง
ในเย็นวันหนึ่ง ที่เขาได้พูดคุยกับกลุ่มนายทหาร...บางคนถามเขาว่า...ทำไมถึงปฏิเสธที่จะรับบุหรี่ ที่หลายคนพยายามยื่นให้?
ไซมอนได้ตอบว่า...เพราะไม่อยากรับ...ไม่อยากให้คิดว่า มันคือสิ่งตอบแทนของการทำงาน...
หัวหน้าใหญ่ของหน่วย CIC ได้พยายามชักชวนให้ไซมอนไปอยู่อเมริกาด้วยกัน...
เขาจึงถามกล้บไปว่า..."ทำไมท่านคิดว่าผมควรจะไปล่ะ?"
คำตอบที่ส่งกลับมา...ทำให้ไซมอนถึงกับสติขาดผึง...ว่า...
"ก็นายมีความคิดที่ดี กล้าหาญ แม้จะยังอิดโรยไปสักหน่อย...แต่เราเชื่อว่านายต้องมีอนาคตและไปไกลอย่างแน่นอน...เพราะอะไรรู้ไหม...จะบอกอะไรให้...เพราะวงจรการควบคุมระบบในอเมริกาเนี่ยนะ นอกจากสัญญาณ ไฟเขียว ไฟแดง กับกฏจราจร แล้ว...ที่เหลือก็อยู่ในมือของ "กลุ่มยิว" ทั้งนั้นแหละ"
คำตอบนี้เหมือนมีมีดกรีดเข้ากลางใจของผู้ฟังที่เป็นยิวที่ผ่านความทุกข์ทรมานที่หนักหนาสาหัสอย่างไซมอน...ถึงแม้ว่า...ฟังดูแล้วจะเป็นการเปรียบเทียบแบบขำขัน...
แต่..มันขำไม่ออก....เพราะมันได้บ่งบอกถึงการดูแคลน อีกทั้ง ความมีอคติกับยิว...ทั้งๆที่มาจากปากของคนที่จากอีกทวีปหนึ่งที่อาจไม่เคยรู้จักยิวสักคนเสียด้วยซ้ำ...
ไซมอนตอบกลับออกไปด้วยภาษาอังกฤษที่กระท่อนกระแท่นของเขาว่า...
"พรุ่งนี้...เชิญพวกคุณหาคนทำงานใหม่ในหน้าที่ผมได้เลย..เพราะ คนอย่างพวกคุณที่มีหน้าที่ที่จะต้องสะสางบัญชีกับกลุ่มนาซีแบบถอนรากถอนโคน...แต่ยังไม่วายเอาเรื่องความเป็นความตายของพวกกระผม
มาเป็นเรื่องสนุกสนาน เราก็ทำงานด้วยกันไม่ได้..."
แม้ว่าจะมีการขอโทษขอโพยตามมา...เขาก็ไม่เปลี่ยนใจ...หันหลังและจบการทำงานให้กับอเมริกาแต่เพียงแค่นั้น...
ในเย็นวันเดียวกัน เขาไปปรากฏตัวที่ สมาคมสงเคราะห์ยิว...และได้จัดการประชุมเพื่อแถลงนโยบายว่า เขาต้องการที่จะสร้างเครือข่ายหนุ่มสาวชาวยิวในชื่อที่เรียกว่า Jewish Historical Documentation Centre และได้บอกว่า เขาต้องการอาสาสมัครช่วยในการทำงานนี้ประมาณ 30 คน...มีใครสนใจบ้าง
ผู้คนต่างชูมือยกกันสลอนไปหมด มันมากเกินจำนวนที่ต้องการ จึงต้องมาทำการคัดเลือกผู้เหมาะสมกันอีกครั้ง...
เจตนาของการจัดตั้งศูนย์ JHDC ในครั้งนี้ คือ การที่เขาต้องการจดบันทึกข้อความจากปากคำของของกลุ่มยิวผู้รอดตายทั้งหมด ที่มีอยู่กระจัดกระจายในหลายประเทศมีจำนวนเกือบสองแสน...มารวบรวมไว้ ให้เป็นบันทึกแห่งประวัติศาตร์ของโลก...
ไซมอนมีไอเดียของการทำงานที่เจิดจ้า...แต่...เขาไม่มีทุนทรัพย์ใดๆต่อการที่ขยายผลให้บรรลุถึงความสำเร็จ ดังนั้น จึงมีการเรี่ยไรเกิดขึ้น แต่ไม่ว่าเขาจะเอ่ยปากอะไร
ก็ได้มาเกือบหมดแต่ก็แบบกระเบียดกระเสียนเต็มที่... กลุ่มยิวด้วยกันที่ต่างก็จนๆด้วยกันทั้งนั้น...
เมื่อมีข้อมูลจากผู่ที่รอดตายแล้ว....ทีนี้มาถึงเรื่องหลักเกณฑ์ในการ"เอาโทษ" เหล่าผู้ที่กระทำการ...ว่า ใครจะต้องสมควรได้รับการจัดการบ้าง เพราะไม่ใช่แค่ SS เท่านั้น
แต่ยังมีผู้ร่วมขบวนการอีกหลายกลุ่ม พวกที่สมคบค้าขาย พวกที่ช่วยให้เบาะแส...และรวมถึงพวกยิวด้วยกัน (คือกลุ่มคาโป)
ซึ่งทุกคนลงความเห็นเป็นส่วนใหญ่ว่า...เอาเรื่องของนาซีก่อน ส่วนพวกยิวคาโปนั้น เอาไว้เป็นเรื่องรอง...
และไซมอนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการศูนย์ รวมไปถึง มีตำแหน่งในองค์กรอื่นๆที่เกี่ยวข้องด้วย...เขามีงานต้องทำแบบล้นพ้นจนแทบกระดิกตัวไม่ได้เลยทีเดียว
การติดตามล่าหาตัว Adolf Eichmann นั้น เรียกว่าเป็นปรากฏการณ์กัดไม่ปล่อยได้เลยทีเดียว เพราะ เขามีอุปสรรคมากมายหลายชนิด นับจากเรื่องที่อเมริกาไม่ได้สนใจอย่างจริงจังแล้ว
ยังมีเรื่องทุนทรัพย์ รวมไปถึงกับการที่ใครต่อใครกำลังวุ่นวายกับการก่อตั้งสถาปนาประเทศอิสราเอล เวลาที่เขาต้องรอนั้น นานกว่าสิบปี...
ไซมอนได้ติดตามข่าวคราวของอดอล์ฟ จาก Vera Eichmann ภรรยาของอดอล์ฟ ที่ได้แจ้งไว้ว่า สามีของเธอได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 1947
และในปี 1953 เขาได้ตามสืบทราบว่า..อดอล์ฟได้หนีไปอยู่ที่อาร์เจนติน่า....
จากประวัติของอดอล์ฟ ที่ไซมอนเพิ่งไปรับทราบเมื่อตอนที่เขาอยู่ที่เวียนนา ในเดือน กรกฏาคม 1945 หลังสงครามหมาดๆ และได้ไปที่ศูนย์ยิว Brichah
จาการบอกเล่าว่า...อดอล์ฟ ไอชมันน์ ได้ถือกำเนิดที่ Sarona (ส่วนตรงนี้ เรียกว่า German Templar หมายถึงเป็นกลุ่มเยอรมันที่ตั้งรกรากมาตั้งแต่ครั้งอาณาจักรออตโตมัน เมื่อฮิตเล่อร์ขึ้นมีมีอำนาจพวกชายหนุ่มจึงเข้าร่วมกับนาซีเป็นส่วนใหญ่), ใน Palestine ทำให้อดอล์ฟ สามารถพูดได้หลายภาษา ทั้งเยอรมัน ยิดดิช และฮีบรู
แต่ไซมอนได้มาทราบความจริงทีหลังจากนั้นไม่นานว่า......ทั้งหมดเป็นเรื่องไม่จริง... เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่า อดอล์ฟ ได้เกิดที่ Solingen, Germany และไปโตที่เมือง Linz จริงอยู่...เคยไปที่ปาเลสไตน์แต่ก็แค่สองสามวัน และเคยไปเมืองซาโนรา เพียงไม่กี่ชั่วโมง...
การที่เขาพูดภาษายิดดิช และ ฮีบรู ได้นั้น เพราะการขวนขวายไปเรียนเพิ่มเติมเมื่อครั้งที่เยอรมันได้เชื่อมกับออสเตรียใหม่ๆ เพราะเขาอยากจะเติบโตในหน้าที่การงานที่เกี่ยวข้องกับยิว
และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ อดอล์ฟได้รับตำแหน่งระดับชั้นหัวกะทิ SS เมื่ออายุได้เพียงแค่ 32 ปี หัวหน้าของเขา....คือ Reinhard Heydrich !!
ชีวิตของนักล่านาซี...ไซมอน วีเซนธัล บทที่ 2
ผู้ที่ผ่านความทุกข์ยาก ถูกกระทำ ไม่ได้เข้าใจถึงความโหดร้ายของสงครามที่ผ่านมา...ส่วนใหญ่เข้าใจในงานของเขาแค่เป็นความขัดแย้งของกลุ่มนาซี กับ กลุ่มต่อต้านนาซี
เหมือนๆกับการเมืองของอเมริกาที่มีเพียงสองพรรค คือ รีพับริกัน กับ เดโมแครต
นอกจากนั้น...หน่วยงานของอเมริกันที่มีมาในสารพัดตัวย่อ...เช่น OSS, CIC, และในหน่วยต่างๆเหล่านี้ยังมีแผนกยิบย่อยอีกมากมาย ที่มีหน้าที่คล้ายๆกัน
ทำให้เกิดการสับสนและในหลายกรณี...เป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อน ประเภท สายลับซ้อนสายลับ...ไปๆมาๆกลายเป็นการสืบและติดตามงานของพวกเดียวกันมากกว่า...
แม้ว่า...ในหน่วยงานของไซมอนได้ให้อนุญาตกับเขาในการติดตามและจับกุมอดีต SS ที่ซุกซ่อนตัวอยู่...ซึ่งเขาได้ประสบความสำเร็จในงานนี้ในหลายเคส..
แต่...เขาต้องได้รับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า...เพราะกลุ่มผู้ต้องหาที่เขาเหน็ดเหนื่อยในการติดตามลากตัวมาได้นั้น...ถูกปล่อยตัวไปหลังจากที่ถูกจองจำเพียงไม่กี่วันและที่เจ็บที่สุด นั่นคือ...พวกเขาเหล่านั้นได้ใช้อุบายตื้นๆในการฟอกตัว....ด้วยการใช้ญาติสาวๆสวยๆ เข้ามาตีสนิทกับพวกนายทหารผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งใช้สเน่หาแลกกับการขอไถ่โทษ
ไซมอนพอได้เค้ามาว่า Adolf Eichmann SS มือขวาของเกอริง ตัวการคนสำคัญที่สังหารยิวนับล้านๆคนนั้น ยังเวียนว่ายอยู่ในออสเตรีย (ในเขตของอเมริกา)
เขายังไม่มีรายละเอียดของหลักฐานทั้งหมดเกี่ยวงานของอดอล์ฟ แต่...ทุกคนรู้ดีว่า...เขาคือคีย์แมนคนสำคัญ...ไซมอนจึงพยายามอย่างมากมายในการที่จะให้อเมริกาหันมาสนใจในเรื่อง
การช่วยกันตามจับ แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามเกริ่นขึ้นมาครั้งไร ก็ได้รับแต่การบ่ายเบี่ยง แบ่งรับแบ่งสู้กลับมาทุกครั้งไป...
จนเขาเริ่มอึดอัดกับการทำงานที่ไม่รู้เป้าหมายที่เด่นชัดของอเมริกา...
และแล้ว...วันแตกหักก็ได้มาถึง
ในเย็นวันหนึ่ง ที่เขาได้พูดคุยกับกลุ่มนายทหาร...บางคนถามเขาว่า...ทำไมถึงปฏิเสธที่จะรับบุหรี่ ที่หลายคนพยายามยื่นให้?
ไซมอนได้ตอบว่า...เพราะไม่อยากรับ...ไม่อยากให้คิดว่า มันคือสิ่งตอบแทนของการทำงาน...
หัวหน้าใหญ่ของหน่วย CIC ได้พยายามชักชวนให้ไซมอนไปอยู่อเมริกาด้วยกัน...
เขาจึงถามกล้บไปว่า..."ทำไมท่านคิดว่าผมควรจะไปล่ะ?"
คำตอบที่ส่งกลับมา...ทำให้ไซมอนถึงกับสติขาดผึง...ว่า...
"ก็นายมีความคิดที่ดี กล้าหาญ แม้จะยังอิดโรยไปสักหน่อย...แต่เราเชื่อว่านายต้องมีอนาคตและไปไกลอย่างแน่นอน...เพราะอะไรรู้ไหม...จะบอกอะไรให้...เพราะวงจรการควบคุมระบบในอเมริกาเนี่ยนะ นอกจากสัญญาณ ไฟเขียว ไฟแดง กับกฏจราจร แล้ว...ที่เหลือก็อยู่ในมือของ "กลุ่มยิว" ทั้งนั้นแหละ"
คำตอบนี้เหมือนมีมีดกรีดเข้ากลางใจของผู้ฟังที่เป็นยิวที่ผ่านความทุกข์ทรมานที่หนักหนาสาหัสอย่างไซมอน...ถึงแม้ว่า...ฟังดูแล้วจะเป็นการเปรียบเทียบแบบขำขัน...
แต่..มันขำไม่ออก....เพราะมันได้บ่งบอกถึงการดูแคลน อีกทั้ง ความมีอคติกับยิว...ทั้งๆที่มาจากปากของคนที่จากอีกทวีปหนึ่งที่อาจไม่เคยรู้จักยิวสักคนเสียด้วยซ้ำ...
ไซมอนตอบกลับออกไปด้วยภาษาอังกฤษที่กระท่อนกระแท่นของเขาว่า...
"พรุ่งนี้...เชิญพวกคุณหาคนทำงานใหม่ในหน้าที่ผมได้เลย..เพราะ คนอย่างพวกคุณที่มีหน้าที่ที่จะต้องสะสางบัญชีกับกลุ่มนาซีแบบถอนรากถอนโคน...แต่ยังไม่วายเอาเรื่องความเป็นความตายของพวกกระผม
มาเป็นเรื่องสนุกสนาน เราก็ทำงานด้วยกันไม่ได้..."
แม้ว่าจะมีการขอโทษขอโพยตามมา...เขาก็ไม่เปลี่ยนใจ...หันหลังและจบการทำงานให้กับอเมริกาแต่เพียงแค่นั้น...
ในเย็นวันเดียวกัน เขาไปปรากฏตัวที่ สมาคมสงเคราะห์ยิว...และได้จัดการประชุมเพื่อแถลงนโยบายว่า เขาต้องการที่จะสร้างเครือข่ายหนุ่มสาวชาวยิวในชื่อที่เรียกว่า Jewish Historical Documentation Centre และได้บอกว่า เขาต้องการอาสาสมัครช่วยในการทำงานนี้ประมาณ 30 คน...มีใครสนใจบ้าง
ผู้คนต่างชูมือยกกันสลอนไปหมด มันมากเกินจำนวนที่ต้องการ จึงต้องมาทำการคัดเลือกผู้เหมาะสมกันอีกครั้ง...
เจตนาของการจัดตั้งศูนย์ JHDC ในครั้งนี้ คือ การที่เขาต้องการจดบันทึกข้อความจากปากคำของของกลุ่มยิวผู้รอดตายทั้งหมด ที่มีอยู่กระจัดกระจายในหลายประเทศมีจำนวนเกือบสองแสน...มารวบรวมไว้ ให้เป็นบันทึกแห่งประวัติศาตร์ของโลก...
ไซมอนมีไอเดียของการทำงานที่เจิดจ้า...แต่...เขาไม่มีทุนทรัพย์ใดๆต่อการที่ขยายผลให้บรรลุถึงความสำเร็จ ดังนั้น จึงมีการเรี่ยไรเกิดขึ้น แต่ไม่ว่าเขาจะเอ่ยปากอะไร
ก็ได้มาเกือบหมดแต่ก็แบบกระเบียดกระเสียนเต็มที่... กลุ่มยิวด้วยกันที่ต่างก็จนๆด้วยกันทั้งนั้น...
เมื่อมีข้อมูลจากผู่ที่รอดตายแล้ว....ทีนี้มาถึงเรื่องหลักเกณฑ์ในการ"เอาโทษ" เหล่าผู้ที่กระทำการ...ว่า ใครจะต้องสมควรได้รับการจัดการบ้าง เพราะไม่ใช่แค่ SS เท่านั้น
แต่ยังมีผู้ร่วมขบวนการอีกหลายกลุ่ม พวกที่สมคบค้าขาย พวกที่ช่วยให้เบาะแส...และรวมถึงพวกยิวด้วยกัน (คือกลุ่มคาโป)
ซึ่งทุกคนลงความเห็นเป็นส่วนใหญ่ว่า...เอาเรื่องของนาซีก่อน ส่วนพวกยิวคาโปนั้น เอาไว้เป็นเรื่องรอง...
และไซมอนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการศูนย์ รวมไปถึง มีตำแหน่งในองค์กรอื่นๆที่เกี่ยวข้องด้วย...เขามีงานต้องทำแบบล้นพ้นจนแทบกระดิกตัวไม่ได้เลยทีเดียว
การติดตามล่าหาตัว Adolf Eichmann นั้น เรียกว่าเป็นปรากฏการณ์กัดไม่ปล่อยได้เลยทีเดียว เพราะ เขามีอุปสรรคมากมายหลายชนิด นับจากเรื่องที่อเมริกาไม่ได้สนใจอย่างจริงจังแล้ว
ยังมีเรื่องทุนทรัพย์ รวมไปถึงกับการที่ใครต่อใครกำลังวุ่นวายกับการก่อตั้งสถาปนาประเทศอิสราเอล เวลาที่เขาต้องรอนั้น นานกว่าสิบปี...
ไซมอนได้ติดตามข่าวคราวของอดอล์ฟ จาก Vera Eichmann ภรรยาของอดอล์ฟ ที่ได้แจ้งไว้ว่า สามีของเธอได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 1947
และในปี 1953 เขาได้ตามสืบทราบว่า..อดอล์ฟได้หนีไปอยู่ที่อาร์เจนติน่า....
จากประวัติของอดอล์ฟ ที่ไซมอนเพิ่งไปรับทราบเมื่อตอนที่เขาอยู่ที่เวียนนา ในเดือน กรกฏาคม 1945 หลังสงครามหมาดๆ และได้ไปที่ศูนย์ยิว Brichah
จาการบอกเล่าว่า...อดอล์ฟ ไอชมันน์ ได้ถือกำเนิดที่ Sarona (ส่วนตรงนี้ เรียกว่า German Templar หมายถึงเป็นกลุ่มเยอรมันที่ตั้งรกรากมาตั้งแต่ครั้งอาณาจักรออตโตมัน เมื่อฮิตเล่อร์ขึ้นมีมีอำนาจพวกชายหนุ่มจึงเข้าร่วมกับนาซีเป็นส่วนใหญ่), ใน Palestine ทำให้อดอล์ฟ สามารถพูดได้หลายภาษา ทั้งเยอรมัน ยิดดิช และฮีบรู
แต่ไซมอนได้มาทราบความจริงทีหลังจากนั้นไม่นานว่า......ทั้งหมดเป็นเรื่องไม่จริง... เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่า อดอล์ฟ ได้เกิดที่ Solingen, Germany และไปโตที่เมือง Linz จริงอยู่...เคยไปที่ปาเลสไตน์แต่ก็แค่สองสามวัน และเคยไปเมืองซาโนรา เพียงไม่กี่ชั่วโมง...
การที่เขาพูดภาษายิดดิช และ ฮีบรู ได้นั้น เพราะการขวนขวายไปเรียนเพิ่มเติมเมื่อครั้งที่เยอรมันได้เชื่อมกับออสเตรียใหม่ๆ เพราะเขาอยากจะเติบโตในหน้าที่การงานที่เกี่ยวข้องกับยิว
และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ อดอล์ฟได้รับตำแหน่งระดับชั้นหัวกะทิ SS เมื่ออายุได้เพียงแค่ 32 ปี หัวหน้าของเขา....คือ Reinhard Heydrich !!