เมื่อ "ขาอ่อน" ขึ้น "เขาใหญ่"

กระทู้สนทนา
ก่อนอื่นต้องบอกไว้ก่อนเลยนะครับว่านี่เป็นกระทู้แรกของผม..( หากผิดพลาดอะไร ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย)
อยากมาแชร์ประสบการณ์ดีๆ ของคนเพิ่งปั่นจักรยานมาไม่นานครับ ^_^
. . . .
ผมซื้อหมอบคันแรกด้วยงบที่น้อยเพราะไม่ค่อยจะมีตังครับ ที่ซื้อเป็นเพราะผมอยากออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก
พอปั่นก็เริ่มชอบครับ ยิ่งปั่นก็ยิ่งชอบ. . . รู้สึกว่าเมื่อปั่นแล้วมันสบายใจดี

เพราะตัวเองเป็นคนอ้วน และเป็นคนที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย (หนักเกือบ 100 กิโล) เพื่อนเลยบอกผมว่า ผมไม่เหมาะกับ หมอบหรอก T.T ด้วยเหตุผลที่ว่าปั่นไม่ถึงเดือนยางรั่วไป 2 – 3 ครั้ง
แต่ก็ทำไงได้ละครับก็คนมันชอบไปแล้วจะให้เลิกชอบง่ายๆ คงเป็นไปไม่ได้หรอกครับ

ผมพยายามปั่นมันเกือบทุกวัน จากระยะทางใกล้ๆ ก็เริ่มไกล ขึ้นเรื่อยๆ จนที่สุดก็ได้ไป ปั่นที่ "สนามเขียว"
ครั้งแรกที่ไป รู้สึกว่า มันไกลมาก 23.5 กิโลเมตร ไปแล้วห้ามกลับ เหนื่อยครับ ล้ามาก แต่ก็รู้สึกดีมากครับ

ปั่นอยู่ได้ 2 - 3 อาทิตย์เพื่อนของเพื่อนผมที่ไปปั่นจักรยานด้วยกัน(เพื่อนของเพื่อนอีกทีครับ)เขาได้ชวนผมไปเขาใหญ่
ทีแรกก็ไม่คิดว่าจะเหนื่อยหรอกครับ ปั่นกันเล่นๆ 60 กิโล(เค้าบอกงั้น) ผมเลยตกลงรับปากเพื่อนคนนั้นว่าจะไปด้วย

..............
ฤกษ์งามยามดี วันเสาร์ที่ 6 กันยายน 2557 พวกเราก็ออกเดินทางกัน โดยขบวนรถไฟ กรุงเทพ - อรัญประเทศ
นัดกับเพื่อนครับว่าออกมาเจอกัน 6 โมงเช้า แล้วทุกคนก็มากันครบ รถไฟมา 7 โมงเราก็เดินทางกันไป (นั่งจาก หัวตะเข้ ไปลง ปราจีน)

การเดินทางครั้งนี้ มีจักรยาน ทั้ง หมด 4 คัน พร้อม คน 4 คน (เสือภูเขา 1 หมอบอีก 3)
ขอตั๋วฟรี จากสถานี พร้อมจ่ายค่าสัมภาระคนละ 90 บาท รวม 4 คนก็ 360 บาทครับ
ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่พอรถไฟมาเท่านั้นแหละครับ ปรากฏว่าคนเต็มขบวน (รอบนี้ไม่มีตู้สินค้าครับ)
แต่สุดท้ายพวกเราก็ได้ แบกจักรยานขึ้นรถไฟ (ด้วยความยากลำบากเพราะคนเยอะ).....

....
พอมาถึงที่ สถานีรถไฟปราจีนบุรี ก็แวะกินข้าวเช้าพร้อมกับเปลี่ยนชุด แถวละแวกนั้นครับ
เพิ่งสังเกตว่ามีพี่คนหนึ่งเค้าเอาจักรยานมาด้วยเป็นจักรยานเสือภูเขา
พอถามพี่เค้าก็ได้รู้ว่า เรามีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ "เขาใหญ่" . . . พวกผมกะว่ามานอนค้างสักคืน แต่พี่เขาปั่นขึ้นเช้าแล้วบ่ายก็ปั่นลงครับ ทำให้เราสมาชิกเพิ่มมาอีก 1

จากนั้นการเดินทางด้วยจักรยานก็เริ่มต้นขึ้น..
เริ่มต้นปั่นจากสถานีรถไฟปราจีน  ไปทางขึ้นเขาใหญ่ด้วยระยะทางประมาณ 30 กิโล ครับ พร้อมทั้งแวะซื้อยางใน พร้อมน้ำและอาหารระหว่างทางที่ปั่น

พอใกล้จะถึงทางขึ้นเขาใหญ่แล้ว เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น !!
เนื่องจากผมต้องแบกเต็นท์แล้วกระเป๋ามันเล็กเลยเอาเต้นวางแล้วมัดแฮนหมอบ พอจะปั่นขึ้นลากเพื่อนส่วนที่ยื่นเกินออกจากของเต็นท์ไปเกี่ยวโดนหลังเพื่อนครับขณะที่กำลังปั่นอยู่  
ทำให้รถผมเสียหลักแล้วก็ล้ม ไถลไปกับถนน จากนั้นเพื่อนผมที่ปั่นเสือภูเขาก็ล้มตาม ครับ(รู้สึกผิดมาก ที่เป็นคนไม่ระมัดระวัง) ส่วนอีก 3 คันข้างหลัง ก็ปั่นอยู่ห่างๆ
อย่างๆ ห่วง ๆ ดีนะครับจังหวะนั้นไม่มีรถขี่ตามหลังมา
ผลคือเจ็บตัวทั้งคู่ ก่อนขึ้นเขาครับ พอทำแผลเช็คสภาพรถเสร็จก็ไปกันต่อ

ถึงทางขึ้นเขาใหญ่ก็แวะถ่ายรูปหน้าป้ายกันเล็กๆ น้อยๆ ครับ  . . . .

คงเป็นเพราะผมปั่นแต่ทางราบ พอเจอทางขึ้นเขาใหญ่จริง 10 กิโลแรก ต้องบอกเลยนะครับว่า "พามาทำไมเนี่ย นรกชัดๆ"
เนื่องจากเป็นทางที่ชัน ประกอบด้วยรถที่ปั่นเป็นเสือหมอบ 14 SP ที่ให้ขึ้นลำบากมาก ส่วนเสือภูเขาอีก 2 คนก็ยิ้มแป้นกันเลย
ส่วนหมอบ 2 คันที่เหลือก็ขาแรง+มีทักษะกันทั้งนั้น TT
กว่าขึ้นผ่าน 10 กิโลแรกมาได้ ต้องบอกเลยครับ ปั่นๆ จูง ๆแทบลากเลือด เพื่อนก็ปลอบใจผมว่า ผ่าน 10 กิโลแรกไป อีก 20 กิโลข้างหลังก็สบายละ
....
แล้วคณะเราก็เดินทางมาถึง ที่พัก 10 กิโลแรกครับ แถวนั้นมีร้านค้า มีห้องน้ำ และที่สำคัญมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจคือ "น้ำตกเหวนรก" ครับ

อย่างแรกที่ทำคือต้องกินก่อนเพราะเสียพลังงานมาเยอะ จำได้ว่าตอนนั้นเป็นตอนประมาณบ่ายโมงครับ เพื่อนกินข้าวเติมพลัง แต่ผมไม่ได้กินเพราะรู้สึกว่าไม่หิว . . จากนั้นก็ไปขอทำแผลกับเจ้าหน้าที่ ที่เพื่อนผมรู้จักครับ คุณน้าเค้าใจดีมากให้ข้าวหลามมาด้วย 1 กระบอก จากนั้นพวกเราก็ฝากของพร้อมรถไว้ที่ป้อมที่น้าเค้าประจำอยู่ครับ มีแรงกันแล้วพวกเราก็ไปชมความงามขอน้ำตกกัน (ทางลงช่วงใกล้ถึงน้ำตกชันมาก ผมนึกถึงวัดอรุณเลย)

และแล้วก็ลงมาถึงจนได้ครับ หัวเราะ

สิ่งที่รู้สึกคือละอองน้ำจำนวนมากกำลังกระทบสัมผัสกับร่างกายที่เหนื่อยล้าอยู่ รู้สึกเย็นสบายมากครับ ผสมผสานกับภาพความสวยงามของน้ำตก  ทำให้ผมลืมความเหนื่อยไปเลย ชั่วขณะเลย
พอชมน้ำตกเสร็จก็กลับมาตรงที่ๆฝากของ พร้อมฝากรถไว้ครับ
มาถึงตรงนี้พี่ที่ ปั่นจักรยานมาด้วยจาก สถานีรถไฟก็ขอกลับก่อน เพราะพี่เค้าไม่ได้เตรียมตัวมานอน (โชคดีครับพี่)
...
20 กิโลต่อจากนี้ผมภาวนาว่าคงจะเป็นทาง สบายๆ ผมเลยออกตัวก่อน(ในตอนนั้นมีจักรยานขี่ขึ้นมาครับ ผมเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเพื่อนก็เลยออกตามไป)
รู้สึกว่า ปั่นสบายมากกว่า 10 กิโลแรกมาครับ แต่ก็ ปั่นๆ จูงๆ เหมือนเดิมแหละครับ  ระหว่างการเดินทาง มีนักปั่น ปั่นลงเขามากันหลายคน ก็ได้ทำการพยักหน้าทักทายครับ และก็ ได้กำลังใจมากจากพี่ๆ นักปั่นมากมาย ทำให้ผมมีแรงที่จะขึ้นเขาไปต่อ . . .(ตอนนั้นผมปั่นมาคนเดียว เพื่อนหาย สุดท้ายมารู้ว่าเพื่อนเป็นตะคริวเลยปั่นมาทีหลัง) ผมจำได้ว่า ถึงกิโลเมตรสุดท้าย จะมีเนิน1 เนินซึ่งเป็นเนินที่ไหลลงสนุกมาครับ ด้วยน้ำหนักตัวที่มาก ทำให้รถไหลลงไปเร็วเป็นพิเศษ
แล้วผมก็มารอเพื่อน ตรงด่านตรวจ เพื่อนผมก็ทยอยกันตามมา จนครบทุกคน ช่วงนั้นฝนก็ได้ตกลงมาครับ ด้วยความที่บ้าก็เลยปั่นตากฝนไปยังที่พักที่ที่พวกเราจะไปกางเต็นท์นอน

พอมาถึงที่พักพวกเราก็ กางเต็นท์หาที่นอนพร้อมกับหาของกินครับ ตอนนั้นประมาณ 4 โมงกว่าจะ 5 แล้วบอกเลยว่าหิวมาก(บริเวณจุดกางเต็นท์ลำตะคลอง) พอกินเสร็จผมกับเพื่อนอีก 2 คน ก็ไปปั่นจักรยานเล่นกันต่อ โดยเพื่อนอีกคนของเราบอกไม่ไหวแล้วขอเฝ้าของให้ละกัน ... จากนั้นหมอบ3คันก็ไปปั่นกันต่อที่ อ่างเก็บน้ำสายศร บรรยากาศตอนนั้นเย็นสบายมาก เรากะว่าจะไปดูพระอาทิตย์ตกดินกัน แต่พอไปถึงมันก็ไม่ทันซะละ T^T ได้ชมบรรยากาศก็เพียงพอแล้วครับ (แบตหมดเลยไม่ได้ถ่ายรูปมา)จากนั้นก็ปั่นกลับที่พัก เพื่อทำการพักผ่อน นอนหลับอย่างสบาย(หมดสภาพ) ...คืนนั้นฝนตกด้วย หนาวมากครับ


7 โมงเช้าก็ได้เวลาที่จะออกจากที่พักกันแล้ว ขาโหดหัวหน้าทริปของเราเลย ชวนพวกเราขึ้น "เขาเขียว" ด้วยคารมของหัวหน้าพวกเลยตอบตกลง -.-

แวะกินข้าวที่ร้านข้าวแถวนั้น พร้อมฝากสัมภาระไว้ที่ร้านข้าวละแวกนั้น แล้วก็ออกเดินทางขึ้นเขาอีกครั้งครับ
(ขาโหดหัวหน้าทริป)
ระหว่างทางก่อนถึงขึ้นเขาเขียวได้ผ่าน ทุ่งหญ้าที่สวยงามมากเลยอดไม่ได้ที่จะแวะถ่ายรูปกันสักนิด บรรยากาศดีมากครับ แดดอ่อนๆ มีหมอกเล็กๆ สวยงามมาก คล้ายๆ ฝนจะตกด้วย

มาถึง ณ ทางขึ้นเขาเขียว ก็ได้ทำการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนที่จะขึ้นเขาครับ

ผมพูดได้เต็มปากเลยว่า 10 กิโลแรกตอนขึ้นเขาใหญ่ เทียบอะไรไม่ได้เลยกับทางขึ้นเขาเขียวเลยครับ  เพราะทั้งชั้น ทั้งคดเคี้ยวมาก ขึ้นอย่างเดียวไม่มีทางราบให้ปั่นสบายๆ เลย กว่าจะขึ้นมาถึงต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรครับ แรกๆ ก็ปั่น หลังๆ จูง ๆ ไม่ไหวจริง ๆ


ก่อนจะถึงเขาเขียวเราก็มาถึงที่ "ผาเดียวดาย" พวกเราก็เลยแวะลงไปที่จุดชมวิวครับ (เป็นผืนป่าที่ค่อนข้างสมบูรณ์ครับ)


เป็นสิ่งที่ ธรรมชาติสร้างขึ้นสวยงามมาก มองเห็นฝืนป่าทั้งฝืน อากาศเย็นสบาย ทั้งๆที่ตอนนั้น 11 โมงกว่าแล้ว แวะเดินไปถ่ายรูปไป ก็ขึ้นไปยังเขาเขียวกันต่อครับ... และแล้วก็มาถึง ป้ายที่เขียนว่า " เขาเขียวสูงสุดในภาคกลาง สูง 4233 ฟุต" (ในที่สุดผมก็มาถึงแล้ว !!) นั่งพักกันสักพักก็ลงเขากลับครับ



ผมว่าการขึ้นเขาว่ายาก แล้ว การลงเขาเขียวนี่ยากกว่า เป็นอะไรที่ท้าทายสุดๆ สำหรับขาอ่อนอย่างผม
เพราะทางที่ชัน คดเคี้ยว ประกอบกับเบรคที่กำลังจะหมดของจักรยานทำให้การลงเขาครั้งนี้ อันตราย ตื่นเต้น หวาดเสียว สุดๆจริงครับ
แต่ก็ลงกันมาได้อย่างปลอดภัย ^__^

พอลงเขามาก็แวะเก็บสัมภาระที่ฝากไว้ที่ร้านข้าวพร้อมกันกินข้าวอีกสักหน่อยเพราะเวลาเกือบบ่ายโมงแล้ว จากนั้นก็ทำการลงเขาใหญ่กันต่อครับ เพราะปั่นลงเขาจึงรู้สึกสบาย ความเร็วก็ไม่รู้เหมือนกันครับ ไม่มีอะไรวัดเลย 20 กิโลของการลงเขาผมว่ากำลังสบายๆ ครับ พักที่จุดเดิมสักนิดจากนั้นก็ลงต่อ
มาต่อ 10 กิโลหลังนี่สิผมให้เพื่อนนำ ออกห่างก่อนเลยเพราะกลัวจะไปเกี่ยวกับเพื่อนอีกครั้งครับ อยู่ห่างๆ กันแหละดีแล้ว

และแล้วก็มาถึงทางเข้าได้อย่างปลอดภัยครบ 4 คันยิ้มกันลืมเหนื่อยแทบทุกคน จากนั้นก็ปั่นไปยังสถานีรถไฟปราจีนเพื่อจะกลับครับ เราตกรถไฟรอบบ่าย 2 เลยรออีกนานกว่ารถไฟจะมาอีกรอบก็ 4 โมง (รอนานกันเลยทีเดียว) ผมถามเพื่อนที่เค้ามีไมล์วัด ก็ได้ผลว่า ระยะทางที่ปั่นไป 2 วันรวมทั้ง สิ้น เกือบ 150 กิโล เวลาที่ปั่นก็ 8 ชม กว่า ๆ โห... เยอะ พอรถไฟมาเราก็ขึ้นรถไฟกลับสู่การใช้ชีวิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยกันต่อไปครับ

การขึ้นเขาครั้งนี้ทำให้ผมได้แนวคิดบางอย่างมาว่า “ธรรมชาติไม่ได้มีไว้เพื่อให้มนุษย์ชนะ แต่มีไว้เพื่อให้มนุษย์ชนะใจตัวเอง”(อ่านเองยัง งงๆ ฮ่าๆ)

ปล. รูปส่วนมากผมไม่ได้เป็นคนถ่ายเองครับ ให้เพื่อนถ่ายให้   ..มีวิวสวยๆ อีกเยอะที่ไม่ได้เก็บมาฝากต้อง อภัยอีกรอบนะครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่