ลาก่อนเพื่อนรัก ( มิตรภาพแห่งความเป็นเพื่อน ระหว่างหมาน้อย กับแมวเหมียว )

กระทู้สนทนา
ลาก่อนเพื่อนรัก       ( มิตรภาพแห่งความเป็นเพื่อน    ระหว่างหมาน้อย กับแมวเหมียว )  


http://pantip.com/topic/30766521

น้องสะใภ้    วันๆวุ่นวายอยู่กับ หมากับแมว   ไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์สักเท่าไหร่     พอถามว่าทำไม  เจ้าตัวก็ตอบอย่างหนักแน่น
และจริงใจ   เพราะว่าคน หรือมนุษย์นี่หนา มันวุ่นวายไม่รู้จบ     สู้แมวหมาไม่ได้

แต่ถ้าวันไหนคนที่ไม่ชอบสุงสิงกับผู้คนอย่างน้องสะใภ้   โทรมาหาฉันละก็     ใจคอฉันเป็นต้องระทึก   ด้วยกริ่งเกรงเหลือเกิน  ว่าหล่อน   จะเอาน้องหมามาเสนอให้    
ดูแต่ เจ้าทริกเกอร์ลูกชายตัวเล็กของฉันนั่นยังไง     น้องสะใภ้เอามายัดเยียดให้   และหลังจากเจ้าทริกเกอร์   หล่อนก็นำมาเสนออีกลายราย ดีนะ  ว่าฉันใจแข็ง  ถ้าใจอ่อนกว่านี้อีกนิดล่ะก็     ป่านนี้หมาคงได้ยั้วเยี้ยเต็มบ้านแล้วละ


“วันนี้   เธอยุ่งไหม  ถ้าไม่ยุ่ง  ฉันมีอะไรจะปรึกษา   “   น้องสะใภ้    เริ่มต้นบทสนทนา ที่ดูแปลกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา   เพราะส่วนใหญ่  หล่อนจะเริ่มต้นด้วยการบรรยายสรรพคุณ น้องหมา  ว่าน่ารักอย่างนั้น ดีอย่างนี้     ก่อนจะลงท้าย  ยกให้ฉันดื้อๆ  

“มีอะไรว่ามา  ตอนนี้ฉันว่าง  พูดได้ไม่ยุ่งหรอก”  ฉันบอกน้องสะใภ้   ระหว่างนั้น ก็ลุ้นไปด้วย   ว่าเรื่องที่หล่อนว่านั้น  คงไม่เอาหมามาให้ฉันหรอกนะ  

“ก็แม่ฉันนะซิ    อยู่ดีๆมาขอเจ้าเอลวิส ไปเลี้ยง   เขาบอกว่าเขาเหงา   ฉันฟังแล้ว  ไมเกรนจะกิน  “
“เหอ   ” ฉันร้องออกมาอย่างแปลกใจ   พร้อมกับแอบถอนใจอย่างโล่งอก    รอดตัวไปเรา  ขอบคุณสวรรค์    

“เธอว่า  ฉันควรจะให้เอลวิส ไปอยู่กับแม่ฉันดีไหม”   คำถามของน้องสะใภ้  ดึงความคิดฉันกลับมา ฉันตอบโดยไม่รอช้า  
“เธอจะมาถามฉันไม่ได้หรอก    ต้องไปถามเจ้าตัวเขาโน่น  ว่าเขาจะไป หรือจะอยู่    “  ฉันพูดไปตามที่คิด   ไม่ใช่แต่คนที่หัวใจ แมวเองก็มีหัวใจเหมือนกันคน

“จริงซินะ ไอ้ฉันก็มัวแต่เครียด   จนเลยลืมความจริงข้อนี้ไปเสียสนิท”   น้องสะใภ้ร้องออกมาดังๆอย่างตื่นเต้น  “ขอบใจเธอมากนะ  ยังไง  ฉันจะลองถามเจ้าตัวเขาดู”   ( อย่าคิดมากนะคะ  คือเขียนไปเขียนมา  ชักจะเริ่มแยกแยะคน กับ  สัตว์เลี้ยงไม่ออก )  

วันรุ่งขึ้น น้องสะใภ้ก็แวบมาหาที่บ้านฉัน  บ้านเราอยู่ใกล้กัน   ขับรถไม่ถึงสิบนาทีก็ถึง  วันนี้หล่อนไม่ได้ฉายเดี่ยว
แต่มีเอลวิส  ตามประกบเป็น  บอดี้การ์ด  

“วันนี้ไปซื้ออาหารแมวกับเขา  เลยแวะมาหาเธอ    และจะได้ถามเอลวิสเรื่องนั้น    ต่อหน้าเธอนี่แหละ   ” น้องสะใภ้เอ่ยกับฉัน   เมื่อเรามานั่งที่เก้าอี้หวายที่ระเบียงหลังบ้าน  โดยมี  เอลวิส  หมอบอยู่ที่พื้นใกล้ๆ

“เรื่องอะไรเหรอครับ  คุณผู้หญิง”  เอลวิส  ร้องถามอย่างสุภาพ     ( มันจะพูดได้ยังไง  ในเมื่อมันเป็นแมว   )  
“คืออย่างนี้  เอลวิส  แม่ฉันเขามาเอ่ยปากขอเราไปอยู่เป็นเพื่อนเขาที่ *หลุยส์เซียน่า    เพราะเขาเหงา ไม่มีใคร   พี่สะใภ้ฉัน ก็เลยให้ฉันมาถามความสมัครใจเราว่า  จะไปอยู่กับแม่ฉันไหม “ น้องสะใภ้ว่า    ในขณะที่ฉัน  รอฟังคำตอบจากเอลวิส  อยากรู้ว่า  แมวเทวดา จะอยู่หรือไป

เอลวิสได้ยินประโยคนั้นจากน้องสะใภ้      ก็ขมวดคิ้วทำท่าครุ่นคิด    น้องสะใภ้เองหน้าตาก็ไม่สู้ดีนัก     ฉันคิดว่าฉันพอจะเข้าใจความรู้สึกหล่อนดี    เพราะ ถ้าใครมาขอ  เจค  กับ ทริกแกอร์    จากฉันละก็  ฉันคงไม่ทำแค่ขมวดคิ้ว นิ่วหน้า   แต่คงฟูมฟาย ร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่าแน่เลย  

“ไป  ครับไป   “ เอลวิสตอบดังๆ  ยิ้มแป้น
“หา”  น้องสะใภ้  กับฉัน  ร้องดังๆราวกับนัดกัน   ก่อนที่น้องสะใภ้จะ ถามเอลวิส   ด้วยสุ้มเสียงและสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก
“อยู่กับฉันไม่มีความสุขเหรอไง ถึงได้จะไปอยู่กับแม่ฉัน    ”  น้องสะใภ้ถามเสียงเครือ   ทำหน้าจะร้องไห้เสียให้ได้
“ความจริง  ไม่ใช่ว่าผมอยากจะไปจากคุณผู้หญิงหรอกนะครับ  แต่ที่ไปนี่   ก็เพราะสงสาร   คุณยาย  ที่เหงา และไม่มีใคร”

น้องสะใภ้ กับฉัน  ได้ยิน คำตอบของ เอลวิส   ถึงกับพูดอะไรไม่ออก  เอาแต่มองหน้ากันไปมา  ก่อนที่เรจะพร้อมใจหันไปมอง เอลวิส  อย่างทึ่งๆ

“ไปเถอะเอลวิส  บอกจะไปหาเจค ก็รีบๆไป”   น้องสะใภ้ไล่เอลวิสดื้อๆ   เรื่องของเรื่องคงกลัวจะอาย  ถ้าเกิดเผลอร้องไห้ออกมา
ต่อหน้าลูกรัก
และพอเอลวิส วิ่งกระดุบๆลงบันได พ้นตัวไปเท่านั้น    แม้น้องสะใภ้จะไม่ร้องไห้  แต่หล่อนก็พรั่งพรูความใจใจออกมา ให้ฉันรับรู้ด้วยหน้าตาอันหม่นๆ

“ความจริง  ฉันก็ดีใจอยู่นะ    ที่เอลวิสจะไปอยู่เป็นเพื่อนแม่ฉัน   แม่จะได้มีเพื่อน    แต่อีกใจ  ก็เศร้า   เพราะคงจะคิดถึงมันมากเลย   เฮ้อ  “   น้องสะใภ้ถอนใจยืดยาว  ก่อนจะกล่าวสืบไปเสียงสั่นๆ  “ ฉันยังไม่เคยลืมวันนั้น  ที่ฉันไปอุ้มมันมาจากใต้ต้นไม้ข้างทาง  เนื้อตัวมันเปียกฝนม่อลอกม่อแลก  เราก็พามันมาบ้าน   เลี้ยงดู  ประคบประหงม  จนมันเติบใหญ่  อยู่กันมาจนรู้ใจ  แล้วจู่ๆจะจากเราไป   บอกตรงๆ ใจมันหายอย่างไรไม่รู้   ”

“เรื่องนั้น   ฉันเข้าใจ  เพราะถ้าเป็นฉัน  ก็คงเศร้าเหมือนกัน  แต่อย่าลืมซิ    เธอบอกให้เอลวิส  ตัดสินใจ   จะไปหรือจะอยู่   เมื่อเขาตัดสินใจแบบนี้   เธอก็ควรรับคำตัดสินใจของเขา  มิใช่เหรอ  ”  ฉันพูดเสียยืดยาว  
“นั่นนะซินะ  เธอพูดมาก็ถูกของเธอ   เฮ้อ   ”  น้องสะใภ้พูดอย่างปลงๆ  ถอนใจตอนท้าย  

“วันไหนเธอคิดถึงเอลวิส   เธอก็ไปหาเอลวิสก็ได้นี่นา    บ้านแม่เธอ กับบ้านเธอ ขับรถไปชั่วโมงกว่าเอง”   ฉันบอกน้องสะใภ้อย่างจะเตือนความจำ   และให้กำลังใจไปในตัว  
“จริงๆนั่นแหละ  แค่ชั่วโมงเดียว จะไปเมื่อไหร่ก็ไปได้   ” น้องสะใภ้ที่มัวแต่เล่นบทดราม่า  ร้องออกมาดังๆ  เมื่อเห็นแสงสว่างรำไร
“ให้ตายเถอะน่า  กับเรื่องง่ายๆแค่นี้   ทำไมฉันจึงคิดไม่ได้ก็ไม่รู้      ขอบใจนะพี่สะใภ้  ที่เตือนสติฉัน   ”  น้องสะใภ้บอกกับฉันอย่างตื่นเต้น   ใบหน้าที่หม่นๆ   สดใสขึ้นมานิด

อาทิตย์ต่อมา    น้องสะใภ้ก็มาที่บ้านฉันพร้อมกับเอลวิส    อีกไม่กี่วัน   เอลวิส จะเดินทางไปอยู่กับแม่ของน้องสะใภ้ที่หลุยส์เซียน่า  
แต่ก่อนไป เอลวิส ขอร้อง  คุณผู้หญิงให้พามาหาเจค   เพื่อนรัก  (  ไม่เอ่ยถึงทริกเกอร์  ไม่กลัว  ทริก น้อยใจ หรือไง   )  

“กันมาลา นาย”  เอลวิส   บอกกับเจค      “อีกสองวัน   จะไปอยู่กับคุณยาย  ที่หลุยส์เซียน่า”
“รู้แล้วล่ะ  คุณผู้หญิงของฉันบอกฉันเมื่อวันก่อน     ขอบใจนายนะ  ที่มาบอกกัน”   เจค พูดซึมๆ   แต่ไอ้  ตัวแสบที่เสนอหน้าอยู่ใกล้ๆ   ไม่รู้สึกรู้สา

“พี่เอลวิส  ไปถึงหลุยส์เซียน่า   เจอน้องหมาสวยๆ  ให้ที่อยู่ผมไปเลยนะ  หรือจะให้เบอร์โทรก็ได้   ห้ามลืมล่ะ   “
เอลวิสฟังเจ้าทริกเกอร์ว่า  ก็ส่ายหน้าไปมา    ก่อนจะ เอ่ยอย่างเอือมระอา

“เรานี่มัน    ช   ช้าง  สระ  อี  ก ไก่  สระ ออ     จริงๆเลยนะ  ทริก    “   เอลวิสจะด่าทริกเกอร์ตรงๆ  คงกลัวไม่เก๋   เลย สะกดคำ   ซะอย่างนั้น  

ทริกเกอร์มองหน้าเอลวิส    ทำปากมุบมิบ     สะกด คำนั้น   ไปมา   เดี๋ยวเดียว  ก็ร้องออกมาดังๆ เมื่อคิดได้  
“ผมรู้แล้วๆ  ช   ช้าง  สระ  อี  ก  ไก่  สระ ออ     อ่านว่า   ช็อก   “

“เหอ  “  เอลวิส  กับ   เจค  ร้องขึ้นมาดังๆ ราวกับนัดกัน   หน้าตาทั้งสอง  บอกว่า    ช็อก  สุดๆ     และพอหายจากอาการช็อก  เจค  ก็เฉลยกับทริกเกอร์ดังๆ

“นี่แหละน้า   ผลแห่งการไม่สนใจหนังสือหนังหา   คำง่ายๆ  แค่ชีกอ   ดันสะกดเป็น  ช็อก   เอาสมองส่วนไหน คิดวะ เนี่ย  “
แต่ดูแหมือนเจ้าตัวจะไม่สนใจ  ยังคงเจื้อยแจ้ว  ต่อไป     ( สงสัย ชาติก่อน อาจจะเป็นนกแก้วนกขุนทอง   )  

“ผมเห็นในหนัง  ที่โน่น   จระเข้  เยอะมากเลย   ”
“เรา   อยากจะไปอยู่ กับจระเข้  บ้างไหมล่ะ  “  เอลวิสแหย่  หันไปยิ้มกับเจค  
“ ผมไม่อยู่กับมันหรอก     แต่จะล่าพวกมัน เอาแบบในหนังเลย     “  ทริกเกอร์  กล่าวอย่างหยิ่งผยอง    น้องหมาล่าจระเข้    เกิดมาก็เพิ่งพบนี่แหละคุณ    

“ผมฝันมานานแล้ว   วันหนึ่งผมจะเป็น  พรานล่าจระเข้     ผมจะขับเรือ ไปในถิ่นพวกมัน  จอดเรือได้     ก็กระโดดตูมลงไปน้ำ   จับมันหักคอ  ลากขึ้นฝั่ง    เลาะฟันมันเอามาร้อยเป็นสร้อยคอ   หรือสร้อยข้อมือ ฝากสาวแถวๆนี้”    ( คิดว่าตัวเอง  ฝันเฟื่องคนเดียว   คิดไม่ถึง  หมาที่บ้าน จะมีนิสัยแบบนี้เหมือนกัน)  

“หา  ”  ทั้งเจค  ทั้ง เอลวิส  ทำเสียงที่ว่าออกมาพร้อมกัน   แล้วแอบพยักหน้าตอนที่   ทริกเกอร์ไม่เห็น เพราะกำลังหัวเราะกับความคิดตัวเอง   เข้าประชิดตัว   ช่วยกันหิ้วปีก ทริกเกอร์  ลากไอ้ตัวแสบถูลู่ถูกังพาไปเหวี่ยงที่พงหญ้าสูงท่วมหัว  ใกล้ต้นสนใหญ่  ส่งเสียงดัง  ตุ๊บ  !
หลังจากจัดการกับ  เจ้าตัวป่วนเรียบร้อย ก็มานั่งเสวนาเรื่องที่ค้างไว้  ใกล้บันได

“นายแน่ใจแล้วเหรอ  เอลวิส  ที่จะย้ายสํามะโนครัว ไปอยู่  หลุยส์เซียน่า”  
“รับปาก   คุณผู้หญิงกับ คุณยายแล้ว  ยังไงก็ต้องไป”
“ไปแล้ว   แล้วนายไม่คิดถึง คุณผู้หญิง  เหรอ  นายก็รู้นี่นา     เธอรักนายมากเลยนะ เอลวิส    “
“กันรู้ดี เจค  และรำลึก อยู่เสมอ ที่กันอยู่ดี มีสุข  ทุกวันนี้  ก็เพราะคุณผู้หญิงช่วยเอาไว้  และกันเอง ก็รักคุณผู้หญิง  ที่สุดในโลก ”

“แต่ทั้งที่รู้   นายก็ยังจะไปอยู่กับคุณยาย   “
“เพราะกันสงสารคุณยาย  น่ะเจค    นายคิดดูซิ   คุณยายอยู่บ้านริมแม่น้ำเหงาๆตามลำพัง     ผิดกับคุณผู้หญิง   นอกจากจะมีคุณผู้ชาย  ก็ยังมีหมาอีกโขลง แถมแว่วๆมาว่า  คุณผู้หญิงกำลัง  จะขอน้องแมวมาอุปการะในเร็วนี้ๆอีก  กันเลยคิดว่า ถึงกันไปอยู่เป็นเพื่อนคุณยาย  คุณผู้หญิงก็คงไม่เหงาอะไร”

“นายเป็นคน  จิตใจดีมากเลยนะเอลวิส  กันนับถือนายจริงๆ” เจคชื่นชมอย่างจริงใจ      
“ถ้าจะชมกัน   ก็ควรจะชมตัวนายด้วย   ที่กันเป็นอย่างนี้    นายเองก็มีส่วน ทำให้กันเป็นอย่างนี้     รู้ไหม   “
“ยังไง  กันไม่เข้าใจ” เจคทำหน้างง   ( ขานี่  ถ้าไม่งง   ต้องถือว่าแปลก    )  

“นายจำไม่ได้เหรอเจค    ครั้งแรกที่เราเจอกัน    ตอนนั้นนิสัยกันแย่พอกับ   เจ้าทริกเกอร์     เห็นใคร   เป็นต้องหาเรื่องเขาไปทั่ว    แต่พอได้ใกล้ชิดนาย  ได้เห็นความอ่อนน้อม  สุภาพ อ่อนโยน  รวมทั้ง แนวทางดำเนินชีวิตของนาย  ความคิดของกันก็เลยเปลี่ยนไป “      ( ท่านผู้อ่านคะ  เจค กับ  เอลวิส แค่ชื่นชมกันเฉย ๆ ไม่ได้มีอะไรเกินเลยไปกว่านั้น  ผู้เขียนนั่งยัน นอนยันได้   )  

เจคเจอคำชมจากเอลวิสไปเต็มๆ หน้าแดงเป็นมะอึก  ออกตัวเขินๆ
“อย่าชมกันมาก  เดี๋ยวกันลอย”

เอลวิสหัวเราะเบาๆ   ขยับจะท้วง   แต่ไม่ทัน  เพราะทริกเกอร์ วิ่งพรวด ออกมาจากพงหญ้า  วิ่งจู๊ดมายืนตรงหน้า  หอบแหกๆ  
พร้อมกับรายงาน
“ที่ผมหายไปนาน ไม่ใช่ว่าผมหลงนะ   แต่เพราะผมไล่ไอ้กระต่ายตัวนั้น  มันกลัวผมมาก  เผ่นพรวดขึ้นไปยอดต้นสน  ผมก็ยืนขู่มันที่พื้น   พอขำๆได้ที่    ก็กลับมานี่แหละครับ”  ( คนคุย ยังถือเป็นเรื่องธรรมดา  แต่หมาคุย   กรรม!)  

เย็นนั้น   ที่ห้องใต้ดิน    ได้มีเหตุการณ์ แปลกประหลาด มหัศจรรย์  เกิดขึ้น
เมื่อหนึ่งแมว กับสองหมา   มาดินเนอร์ร่วมกัน

และที่ยิ่งประหลาดไปกว่านั้นก็คือ  
เอลวิส กินอาหาร เจค   ส่วนเจค  ก็กินอาหารเอลวิส
ไม่มีใครกำหนดนี่นา
หมาต้องกินอาหารหมา
และแมว ต้องกินอาหารแมว


คนเรายังกินโน้น กินนี่ อย่างที่ใจชอบได้
หมาแมว  ก็มีหัวใจ
อยากกินอะไรก็กิน
อยากทำอะไรก็ทำ
ยิ่งงานปาร์ตี้  เลี้ยงอำลา   ไม่มีใครมานั่งใส่ใจ  ในเรื่องหยุมหยิมอย่างนี้หรอก   คุณเห็นด้วยไหมคะ  

“เอลวิส  เราจะไปกันแล้วนะ”  น้องสะใภ้ที่นั่งคุยกับฉัน   จนเย็นย่ำ    ร้องเรียกเอลวิส ที่  สังสรรค์  กับ  เจค  และทริกเกอร์    

“กันไปก่อนนะ เจค  ถ้าไม่ตาย คงไม่พบกันอีก”
“อย่าพูดอย่างนั้นซิเพื่อน  ยังไงเสีย  เราก็ต้องพบกัน ” เจค บอกกับเอลวิสเสียงเครือ   เริ่มจะดราม่านิดๆ  
เอลวิสหัวเราะเบาๆ  ก้าวไปยืนชิดๆ  ยื่นมือไปให้เจค   เจคไม่รอช้า ยื่นมือมา   แล้วทั้งคู่ก็จับมือกัน  เขย่าแรงๆ    ถึงเป็นหมา กับ แมว   ก็ทำอะไรเก๋ๆได้       ( ตามจินตนาการของ คนเขียน ที่ไม่ธรรมดา   )
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่