เรื่องเล่าก่อนนอน,,แค่อยากเล่าให้ฟัง

กระทู้สนทนา
มันเป็นเรื่องตั้งแต่สมัยผมเรียนมหาลัยในจังหวัดภาคเหนือครับ ที่วันนี้อยากเล่าเพราะ ขับหลงเข้าไปในถนนที่มืดมากแห่งหนึ่งในกทม แถวๆร่มเกล้า มืด ทางไม่ดี เป็นหลุ่มเป็นบ่อ รถก็ผ่านเยอะนะ แต่มันเป็นถนนที่ไม่เปิดใช้งาน เปิดแค่ให้ยูเทิร์นกลับเพื่อไปนิคมลาดกระบังเท่านั้น พี่สาวผมกลัวมาก แต่นั่นมันจิ๊บๆมากสำหรับผม

,,,,ตอนนั้นผมอยู่ปี 2 แล้ว เปิดเทอม 2 พอดิบพอดี ซึ่งจำได้ว่าวันกำหนดจ่ายค่าเทอมเหลือวันสุดท้าย เพื่อนที่ผมสนิทสุด มันรอแม่โอนเงินมาสองวันแล้ว สรุปว่า แม่ก็ไม่สามารถโอนเงินให้ได้ เพราะไม่มีรถไปโอนเงินให้ หารถเข้าเมืองลำบาก มันเลยชวนผมกลับบ้านมันเพื่อไปเอาเงิน ด้วยความสงสารเพื่อนแล้วก็ไม่รู้จะช่วยยังไง เพราะเงินค่าเทอมก็หลักหมื่นบาท ผมไม่มีให้ยืม เลยยอมพามันกลับบ้านไปเอาเงิน ก่อนไปก็ถามแค่ว่าไกลไหม? เพื่อนบอกว่าขับมอไซประมาณ 2 ชั่วโมง ไหวป่าว? ตอนนั้น 3 ทุ่มแล้วด้วย เป็นไงเป็นกัน ยอมไปกับเพื่อนทั้งๆที่ไม่รู้เลยว่าทางบ้านเพื่อนมันเป็นยังไง ตอนนั้นบอกตรงๆ ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด พอได้เรียนมหาลัยก็ดันตีตั๋วได้ไปเรียนที่ภาคเหนือ แถมไม่เคยได้ไปไหนไกลเกินอำเภอเมืองหรืออำเภอที่ติดกับอำเภอเมืองเลย

,,,,เราออกจากหอพักเกือบๆ 4 ทุ่มแล้วครับ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแน่นหนา เพราะมันปลายฝนต้นหนาว แถมขับมอไซด้วย พอพร้อมก็ออกเดินทาง ผมซ้อนท้าย เพื่อนขับ น้ำหนักผมกับมันสองคนรวมกัน 200 กิโล มอไซฮอนด้าดรีม รถหนักและค่อนข้างเร่งไม่ไปเท่าไหร่เลย หลังจาก 30 นาทีแรกผ่านไป เราเริ่มออกจากตัวเมือง มุ่งหน้าไปทางไหนก็ไม่รู้ ตอนนั้นสองข้างทางบ้านคนและแสงไฟเริ่มริบหรี่แล้ว มันก็ยังไม่กลัวอะไรครับ ยังเรื่อยๆชิวๆไป เพื่อนผมขับต่อไปจนสองข้างทางเหลือแต่ป่า ซึ่งข้างหน้าผมเห็นภูเขาแล้ว ถนนจากสี่เลน ก็เหลือสองเลน ผมเริ่มกลัวแล้วครับ อากาศมันเย็นยะเยือกเพราะข้างทางเป็นป่าและภูเขา ถนนเริ่มลาดชัน และมีทางโค้ง ไม่ว่าจะโค้งเล็ก โค้งใหญ่ โค้งหักศอก หรือแม้กระทั่งโค้งร้อยศพ!! ที่มีศาลเพียงตา นางรำ ม้าลาย วางเรียงรายกันไว้ข้างทาง

,,,, 1 ชั่วโมงผ่านไป ผมกับเพื่อนขับรถไปเรื่อยๆ โดยไม่มีรถคันไหนสวนทางมาเลย นานๆทีจะมีรถกระบะขับแซงไปเท่านั้น แต่ก็นับได้แค่ 3 คันตลอดเวลาการเดินทางจนถึงบ้านเพื่อน สองข้างทางก็มีบ้านคนประปราย ไฟข้างทางที่ริบหรี่มาก เงียบ เย็น เหมือนไร้สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ เชื่อไหมครับ ผมเหมือนนั่งรถมาคนเดียว ตลอดเวลาที่เข้าเขตภูเขา เพื่อนผมมันเงียบ ไม่พูดไม่จา ผมได้ยินแต่เสียงรถมอไซฮอนด้าดรีมที่ส่งเสียงอืดๆเหมือนจะไปไม่ไหว จนไปถึงโค้งหนึ่ง มันเป็นโค้งหักศอกที่ชันพอสมควรแล้วมีศาลเพียงตา นางรำ ม้าลาย รถมอไซเพื่อนผมขึ้นไม่ไหวแน่ มันเลยบอกให้ผมลงเดิน ส่วนมันก็พยายามขับช้าๆไปข้างๆผม ตอนนั้นในใจผมร้องไห้แล้วนะ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจะโทรหาแฟน พระเจ้าช่วย!! สัญญาณโทรศัพท์ไม่มีเลย ตอนที่ผมควักโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อนผมมันก็ด่า ไม่ให้ผมเสียงดัง เวลามันคุยกับผม มันพยายามจะพูดเสียงให้เบาที่สุดด้วยซ้ำ ผมว่ามันแปลกๆ มันคงมีเหตุผลแหละว่าทำไมต้องทำแบบนั้น แต่ผมไม่ถามไง โตพอที่จะรู้ว่าควรถามมันตอนไหน โอเค กรูจะรอให้ถึงบ้านเมิงก่อน กรูจะถามทุกคำถาม

,,,,หลังจากรถผ่านโค้งหักศอกนั้นมาได้ ขับมาอีก 5 นาที มันก็เริ่มเป็นทางตรง เริ่มมีแสงไฟและบ้านคนหนาแน่นแล้ว ผมดีใจมาก คิดว่ามันจะถึงแล้ว แต่เพื่อนบอกว่าเมิงอย่าพึ่งดีใจไป บ้านกูห่างจากตรงนี้อีก 5 กิโล!!

ผม : เฮ้ยยยยย นี่ขับมาชั่วโมงครึ่งแล้วนะ ยังไม่ถึงอีกเหรอวะ น้องกลัวแล้วนะ T_T
เพื่อน : ตอนกลางวันน่ะ ไวกว่านะ ขับเร็วได้ แต่กลางคืน เมิงก็ดูดิ ขับเร็วได้ที่ไหน น่ากลัวสัสๆ รู้ปะ ตั้งแต่เกิดมากูเคยกลับบ้านดึกๆแค่สองครั้ง ครั้งนี้ครั้งที่สองของกู และเป็นครั้งแรกที่กูขับมอไซมาด้วย กูเลยชวนไง เห็นไม่ใช่คนพื้นที่ หลอกง่ายสัสๆ 5555 ถ้าคนพื้นที่เค้าไม่มากะกรูชัวร์ๆ
ผม : กรูจะฟ้องแม่
เพื่อน : ตอนนี้เมิงจะฟ้องใครก็ตามใจ ลงเรือมากับกรูแล้ว เรื่องของเมิง
ผม : เมิง จอดข้างทางได้ปะ กรูปวดฉี่ ไม่ไหวแล้ว
เพื่อน : อดทนหน่อย จอดไม่ได้
ผม : เยี่ยวใส่รถเมิงนะ
เพื่อน : เอาเลย กรูยอมกางเกงแฉะดีกว่าจอดให้ฉี่

,,,,สุดท้าย ผมก็อั้นไปตลอดทางจนถึงบ้านมันโดยสวัสดิภาพ เวลา ณ ตอนนั้นเที่ยงคืนครึ่งพอดี ทางเข้าบ้านมันลึกและเปลี่ยวมากครับ ต้องผ่านที่เผาศพ ที่เก็บกระดูก ตอนแรกเห็นวัดก่อน เพื่อนบอกว่าไม่ต้องกลัววัดหรอก ปลอดภัยกว่าสถานที่ข้างหน้านี้อีก ขับไปไม่ไกลจากวัด ก็นั่นแหละครับ ที่เผาศพ ซึ่งบ้านเกิดเมืองนอนผม ก็ไม่ใช่ภาคเหนือ วัด เมรุ ที่เก็บกระดูกจะอยู่ด้วยกัน แต่ที่นี่แยกกัน ตอนที่ผ่านเมรุเผาศพ มันเย็นและหลอนมาก ผมหลับตาปี๋ กำสร้อยพระไว้แน่น เลยตรงนั้นไปไม่ไกล ก็ถึงบ้านเพื่อน ซึ่งพ่อกับแม่มันก็กุรีกุจอรอรับลูกอยู่หน้าบ้าน สีหน้าพ่อและแม่มันเป็นห่วงมาก ทั้งดุทั้งด่ามันประมาณว่าจะรีบไปไหน แม่ยอมเสียเงินค่าปรับให้ก็ได้ ไม่กี่บาทเอง วันพรุ่งนี้จะเข้าเมืองไปโอนเงินให้อยู่แล้ว แต่ด้วยความที่เพื่อนผมมันไม่อยากรอเก้ออีก เลยตัดสินใจขับมอไซมาเอาเงินเอง


,,,,ผมเป็นคนที่เกิดมาไม่เคยเจอสิ่งลี้ลับอะไรมาก่อนเลย ทำให้ครั้งนี้ผมได้แค่รับความรู้สึกหลอนมากกว่า แต่คนที่เจอมาตลอดทางจนพูดไม่ออก ไม่ยอมพูดอะไรเลย กลับเป็นเพื่อนผมที่ปิดปากเงียบ เผชิญความกลัวอยู่คนเดียว มันกลัวผมจะกลัวจนเสียสติ ถ้าเกิดมันพูดทุกอย่างที่มันเห็นให้ฟัง ณ ตอนนั้น แน่นอนครับ ถ้ามันพูด ผมกลัวมากๆเลยแหละ ไม่เคยเจอผีแต่ก็ไม่ได้อยากเจอ มันบอกว่าครั้งแรกที่เห็นตอนที่ขับมาถึง "ศาลเพียงตา" นั่นแหละ มันบอกว่าเห็นเงาดำๆ มายืนข้างทางเต็มไปหมด บ้างก็เดินผ่านไป บ้างก็พยายามตัดหน้ารถ ทำให้เพื่อนผมตกใจบ้างล่ะ ตอนที่ถึงศาล เพื่อนผมมันถึงบอกให้ผมลงเดินแล้วมันขับช้าๆ ซึ่งผมก็เข้าใจว่ารถมันขึ้นไม่ไหว แต่จริงๆแล้วมันไหวครับ แต่ป้องกันพลาด ตั้งแต่ถึงศาลเพียงตา มันก็ได้ยินเสียงพูดบอกมันว่า "เคยเห็นผีมั้ย อยากเห็นรึป่าว" "ขับเร็วๆกว่านี้หน่อย จะได้ลงเขาไปเลย" "ตรงข้างหน้าขับเร็วๆนะ" มันได้ยินแบบนี้จนถึงเมืองเล็กๆนั่นแหละครับ ประโยคสุดท้ายที่มันได้ยินคือ "กรูอยากได้เมิงมาอยู่แทนที่กรู" แต่ก่อนหน้านี้ที่มันไม่พูดกับผมเลย มันกำลังสวดชินบัญชร 108 จบในใจ เพราะตัวมันเองก็กลัวเหมือนกัน เลยสวดมนต์ให้มีสมาธิขับรถไปเรื่อยๆ พอพ้นโค้งนั้นมาก็แผ่เมตตา เสียงที่คอยพูดกับเพื่อนผมถึงเงียบไป แปลกมากที่ผมไม่เจออะไรเลย แค่รู้สึกกลัวเฉยๆ

,,,,ขากลับ ลุงของเพื่อนมาส่งครับ ยกมอไซใส่หลังรถกระบะมาส่งถึงหอพักโดยสวัสดิภาพ ตั้งแต่ตอนนั้นเพื่อนผมก็ไม่กล้าที่จะขับรถกลับบ้านดึกๆอีกเลย พอปิดเทอมสองซึ่งประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ วันที่ 1 มีนาคม เพื่อนผมบวชอุทิศส่วนกุศลไปทั้งหมด 3 เดือน ปัจจุบันนี้เพื่อนซื้อบ้านอยู่ในเมือง บ้านหลังนั้นก็มีแต่ญาติอยู่ คอยดูแลให้แทน ทำให้ไม่ค่อยได้กลับไปที่นั่นบ่อยๆอีกถ้าไม่จำเป็น มันบอกตามตรงเลยว่ายังจำไม่เคยลืม เพราะไม่อยากไปอยู่แทนที่ใคร เพื่อนผมเลยกลายเป็นคนขับรถไม่เร็ว ไม่ประมาท มีสติตลอดเวลา ถึงครั้งนั้นผมไม่เจออะไรนักหนา มันก็ทำให้ผมไม่เคยลืมเหมือนกัน ขับรถผ่านที่มืดๆเปลี่ยวๆ ยามกลางดึก หรือผ่านศาล ผ่านโค้งร้อยศพ ผมก็จะตั้งสติควบคุมรถดีๆ มันเตือนใจผมมาตลอดว่าไม่ควรขับรถเร็วๆเลยครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่