ทำมั้ยถึงต้องมี กิจกรรมรับน้องในมหาวิทยาลัย?

ผมเกริ่นแบบนี้... การเข้าทำงานหลายๆบริษัทนอกจากจะประเมินเราจากเกรดและสถาบันแล้ว
ยังประเมินเราผ่านกิจกรรมที่เราทำให้มหาวิทยาลัยอีกด้วย ดังจะเห็นในใบสมัครที่มีให้กรอกในช่องกิจกรรม...

ถามว่ามันสำคัญอย่างไร? หลายคนที่เคยไปสัมภาษณ์งานคงเคยถูกHRถามว่า ตอนเรียนเราทำกิจกรรมอะไรมั้ย?
หรือถ้าผมรับคุณเข้าทำงาน คุณสามารถทำงานภายใต้แรงกดดันสูงๆได้มั้ย? นี้เป็นคำถามที่คลาสสิกมากๆ...

มันบ่งบอกอะไร? ถ้าลองมองย้อนกลับไปถึงกิจกรรมรับน้องไม่ว่าจะด้วยรูปแบบใด ทั้งด้านดีและไม่ดี สร้างสรรค์ไม่สร้างสรรค์
บังคับไม่คับ มันมีปะปนกันไปหมด ผมพูดรวมๆว่า กิจกรรมรับน้องแล้วกัน...
แต่หลายคนพอพูดถึงการรับน้อง... ก็จะมองในแง่ลบทันที
(ประเด็นนี้ผมไม่ขอเจาะลึก เพราะแต่ล่ะคน แต่ล่ะสถาบันแตกต่างกันไป ผมจะพูดถึงความสำคัญและจุดประสงค์ของมัน)
ผมไม่ได้พูดให้มันดูดีขึ้นนะ แต่อยากให้เข้าใจมากกว่า... จริงๆ การเข้ารับน้องมันไม่ได้ทำให้เราฉลาดขึ้นหรือโง่ลง มันเป็นแค่กิจกรรมๆ นึง
ที่มันบ่งบอกและประเมินเราได้หลายๆอย่าง...

คนที่บริษัทอยากได้นอกจากเงื่อนไขที่ผมได้กล่าวไปแล้วข้างบน กิจกรรมก็เป็นส่วนนึงที่เขาประเมินเราได้ครับ...
มันบ่งบอกว่า คุณสามารถเข้าสังคมและใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นได้แค่ไหน...
อันนี้ประเมินด้านการเข้าสังคมและมนุษสัมพันธ์ครับ ว่าคุณค้านสังคมมั้ย? คุณเอาตัวเองเป็นที่ตั้งหรือป่าว? ฯลฯ
คุณสามารถทำงานภายใต้แรงกดดัน ที่มาจากเนื้องาน คน(เพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้างาน) ทั้งที่มีเหตุผลสาเหตุและไม่มีได้มากน้อยแค่ไหน...
อันนี้ประเมินด้านอารมณ์ ความอดทนและการความคุมอารมรณ์ และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีแค่ไหน
(หลายๆงานที่มีความเสี่ยง เราต้องตัดสินใจหรือทำภายใต้แรงกดดัน)

เพราะงานที่เราทำอยู่ทุกวันมันไม่ต่าง จากกิจกรรมที่ทำร่วมกับคนอื่นๆเลย ทั้งเพื่อนๆที่เปรียบเสมือนเพื่อนร่วมงาน หรือพี่ๆที่เปรียบเสมือนหัวหน้างาน
ที่เรามักจะเจอเพื่อนๆกินแรง เพื่อนๆเอาเปรียบ เพื่อนนินทา เจอพี่ๆไร้เหตุผล ตำหนิ หรือบังคับฝืนใจต่างๆนาๆ มันสะท้อนในชีวิตการทำงานจริงๆ
หรือใครจะมองว่าเป็นการจำลองเหตุการณ์ก็แล้วแต่ แล้วแต่ความคิดคนจะมองครับ...
แต่มันคือเรื่องจริงของคนที่ทำงานอยู่ร่วมกันในสังคมใหญ่ๆครับ เมื่อเราโตขึ้น สังคมก็ใหญ่ขึ้น...

บางคนผ่านมันมาได้อย่างเข้าใจหรือไม่เข้าใจ...
หรือบางคนไม่เคยผ่านกิจกรรมรับน้องแต่เข้าใจก็มีเยอะ... แต่ไม่ทุกคนที่จะคิดและปรับตัวได้ในสังคมในชีวิตการทำงานจริง....
บางคนที่เรียนๆเก่งแต่เฟลในเรื่องมนุษสัมพันธ์การเข้าสังคมและการยอมรับในความเหตุต่างของคนอื่นในการทำงานจริง ก็มีเยอะครับ...

ดังนั้น บางมหาวิทยาลัยที่บรรจุกิจกรรมรับน้องไว้ในหลักสูตรบางคณะ หรือรับรองกิจกรรมรับน้องให้สามารถทำได้ภายใต้การดูแลควบคุม ในรั่ว
ของทางมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่เรื่องแปลกครับ เพราะโดยเนื้อของมหาวิทยาลัยต้องการผลิตบัณฑิตเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงานหรือไปเป็นลูกจ้าง
นั้นเอง... ดังนั้นการฝึกคนให้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นและปรับตัวได้ทุกสถาณการณ์ในสังคมผ่านกิจกรรมรับน้องหรือกิจกรรมอื่นๆ นอกจากวิชา
เรียนอย่างเดียวแล้ว จึงเป็นวิสัยทัศน์นึงของมหาวิทยาลัยที่จะตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและตลาดแรงงาน สำหรับ
ประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างเราๆที่ต้องการป้อนคนเข้าระบบครับ...
(พูดแบบบ้านๆไม่เกรงใจกันเลยก็คือ สอนคนให้ไปเป็นลูกจ้างทำงานในระบบและทำตามคำสั่งของคนอื่น
ส่วนใครที่คิดได้คิดเป็นก็ผันตัวออกมาเป็นนายตัวเองครับ ก็แค่นั้น)

หากกิจกรรมใดไม่เหมาะสม ก็ปรับเปลี่ยนกันไปตามความเหมาะสมครับ....
แต่ผมก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าถ้ายกเลิกไปเลยทั้งหมด มันจะเป็นอย่างไร...
ปล. ผมเชื่อว่าหลายๆบริษัท นอกจากโปรไฟล์ที่ได้กล่าวไปข้างบน กิจกรรมก็เป็นส่วนนึงที่เขาจะพิจารณานะ
ผมว่าเขาไม่สนหรอก ว่าคุณจะถูกบังคับหรือเต็มใจทำ... แต่มันบอกอะไรได้หลายๆอย่างในตัวคุณว่าเหมาะสมกับเนื้องานที่เขาต้องการมั้ย?

หากเป็นกิจกรรมไม่บังคับ และเป็นกิจกรรมที่ดี ผมอยากให้คุณเข้าใจและเข้าร่วมครับ...
หากเป็นกิจกรรมที่บังคับ หากคุณไม่ชอบถ้าถอนตัวได้ก็ถอนออกมาครับ
หากถอนไม่ได้อยู่ในสภาวะจำยอม ผมขอเป็นกำลังใจให้คุณผ่านพ้นไปครับ...
(ส่วนใครที่ผ่านมาแล้วก็อยากให้มองกิจกรรมพวกนี้อย่างเข้าใจถึงกลไกของมัน อย่าไปจมอยู่กับแต่อดีตที่เลวร้ายครับ)

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่