เราคิดอยากมาแชร์ หลายครั้ง
แต่ก็กลัวว่าคนอ่านจะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมา แต่ยืนยันได้ค่ะ ว่ามันคือเรื่องจริงยิ่งกว่านิยายซะอีก
เรื่องมีอยู่ว่า....
เราเป็นลูกสาวคนเดียวของพ่อแม่
เมื่อครั้งที่ยังเป็นวัยรุ่น เราเคยมีแฟนซึ่งพ่อแม่ไม่ยอมรับ และไม่เห็นดีเห็นงามด้วยที่จะให้คบกัน
แต่เราก็ยังดึงดันที่จะคบ จนเรื่องมันบานปลายไปใหญ่จนพ่อเรากับผู้ชายคนนั้นทะเลาะกัน ถึงขั้นลงมือทำร้ายกันเลยทีเดียว เรื่องก็ไปถึงโรงถึงศาล
แล้วเราสองคนก็เลิกรากัน เหตุผล เพราะปัญหาที่มีอยู่ และทั้งเราและเค้าก็ต่างคนต่างมีที่หมายใหม่
ประกอบกับเราก็ไปเรียนมหาวิทยาลัยในกทม.ก็เลยห่างและเลิกรากันไปในที่สุด
ระหว่างที่เราคบกันท่ามกลางความบาดหมางของทั้งสองครอบครัว ทั้งพ่อแม่เรา กับทางบ้านเค้าก็ไม่ชอบกัน เพราะบ้านเราอยู่ในละแวกเดียวกัน
วันหนึ่ง ที่แม่ของเรารู้สึกโกรธเรามาก ท่านทั้งด่าทอเราสารพัด คำพูดของแม่ทุกคำ เราก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจเท่าไหร่
แต่มีหนึ่งประโยคที่ตอนแรก เราก็คิดว่าเราลืมมันไปแล้ว ก็คือแม่พูดว่าอยากให้เราท้อง และมีลูกให้มีกับผู้ชายคนนี้แหละดี
เวลาผ่านไป 5 ปี
มันเป็นความบังเอิญหรือโชคชะตา หรือเวรกรรมเราก็ไม่รู้เหมือนกัน
เรามีโอกาสได้เจอกับผู้ชายคนนั้นอีกครั้ง เจอแบบตัวต่อตัว เจอแบบเผชิญหน้ากันซึ่งๆหน้าเลย
เค้าเป็นฝ่ายมาทักเราก่อน และบอกเราว่าเค้ากับผู้หญิงคนนั้นแยกกันอยู่แล้ว ความสัมพันธ์ระหองระแหงถึงขั้นจะเลิกกัน ตอนนี้เค้าอยู่คนเดียว
เค้าต้องการจะบอกเราแบบนั้น แต่เราก็เชื่อ
(5 ปี ที่ผ่านมาเราพอรู้ว่าเค้าแต่งงานแล้ว กับผู้หญิงที่เป็นแม่หม้ายลูกติดอายุมากกว่าเค้าราว 10 ปี
ผู้หญิงคนนี้ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราต้องเลิกกันด้วยหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ เพราะเราพอทราบข่าวคราวบ้างหลังจากที่เราเลิกกัน
ว่าเค้าพาเธอคนนี้เข้ามาอยู่ในบ้านและทางบ้านเค้าและเพื่อนๆก็ชื่นชอบผู้หญิงคนนี้มาก เพราะเค้าสองคนทำงานที่เดียวกัน)
หลังจากที่เราติดต่อกันสักพัก เราก็นัดเจอกัน และเราก็มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งมากเกินกว่าคำว่าแฟนเก่า
แต่ตลอดเวลา เราก็บอกเค้าเสมอว่า เค้าควรไปง้อผญคนนั้น แล้วก็ควรไปจากเรา
แต่เค้าบอกว่า ในเมื่อมีโอกาสแล้ว เราได้กลับมาเจอกัน เค้าก็อยากจะสานต่อ เค้าก็บอกทำนองว่ายังไงเค้าก็เลือกเรา
เค้าก็ตัดสินใจที่จะมาหางานทำและจะมาอยู่กับเราที่กทม.
แต่ตัวเราเองก็ไม่คิดกับเค้าถึงขั้นนั้น เราก็เลยไม่ได้รีบร้อนและเร่งรัดอะไรที่จะต้องให้เค้ามาอยู่ด้วย
และตอนนั้นเราก็พักอยู่กับเพื่อนด้วย
เราก็มีความสัมพันธ์กันมาพักใหญ่ๆ
แล้ววันนึง ระหว่างที่เราคุยกันอยู่ สัญญาณโทรศัพท์ก็ถูกตัดไป
สักพักก็มีเบอร์แปลกๆโทรเข้ามาหาเรา เรารับสายแล้วก็ได้พูดคุยกับผญคนหนึ่ง น้ำเสียงน่าจะมีอายุแล้ว
เค้าถามว่าเราเป็นใคร เราพอจะเดาออกเลย ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร
เราก็เลยบอกปัดไปว่าเป็นเพื่อนเก่าของผช
เค้าก็ถามอีกว่าเพื่อนที่ไหน เราเลยบอกว่าเพื่อนสมัยเรียน
สุดท้าย เค้าก็วางเพราะคิดแล้วว่าคงไม่ได้ข้อมูลอะไร
เราก็รู้สึกแย่ไปชั่วขณะ ที่เราก็จับได้ว่า ผช โกหกเรา
แล้วเราก็เลยให้เค้าตัดสินใจว่าจะทำยังไง เราไม่อยากมีปัญหา
เค้าก็ไปคุยกัน สุดท้าย ผู้หญิงคนนั้น ไม่ยอมกลับบ้านอีกเลย
และอ้างว่า เค้ามีส่วนในบ้านของฝ่ายชาย ยังไงก็จะอยู่ เราก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นเราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกะฝ่ายชายอีก
แต่ฝ่ายชายก็ยังยืนยันที่จะมาหางานทำ และจะมาใช้ชีวิตอยู่กับเราอยู่ดี
ระหว่างที่หางานเค้าก็ยังคงอยู่ที่บ้านหลังเดียวกับผู้หญิงคนนั้นอยู่
แต่ก็ยังคงยืนยันกับเราว่าไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไรกัน
เราเป็นคนให้เกียรติคนอยู่แล้ว ก็อะ เชื่อก็ได้
เราจะมีโอกาสเจอกัน นานๆ ที เดือนนึง 2 หนได้มั้ง
แล้ววันนึง เค้าก็โทรมาหาเรา ด้วยน้ำเสียงที่ไม่สู้ดีนัก
เราก็ไม่ค่อยว่างคุย ติดงาน
เค้าก็บอกว่ามีเรื่องสำคัยจะบอก
หลังจากผู้หญิงคนนั้น รู้เรื่องของเรา
เค้าก็ยังคงมีความสัมพันธ์กันอยู่ ก็อยู่บ้านเดียวกันเนอะ
แล้วผญ คนนั้นรู้ดีอยู่แล้วว่าเธอกำลังจะถูกปฏิเสธ
คนเราถ้าไม่มีลูกมันก็เลิกกันได้ง่ายดายอยู่แล้วนี่
เธอจึงยอมให้ตัวเองท้อง ทั้งที่ทั้งฝ่ายชายและเธอก็ไม่ได้วางแผนว่าจะมีลูกด้วยกัน
เมื่อเรารู้ เราก็เลยเลิกติดต่อกับเค้ามาสักระยะ โดยระหว่างนั้น เราไม่ได้มีความสัมพันธ์กับใครเลย
ผ่านไปสักพัก เรารู้สึกผิดปกติ ในตัวเอง
ก็เลยไปปรึกษาเพื่อนสนิท แล้วซื้อที่ตรวจตั้งครรภ์มาตรวจ ผลออกมาว่า เรา ท้อง
เราน้ำตาแทบไหล จะเป็นลม งง ทำอะไรไม่ถูกเลย
ทั้งเพื่อนเราก็หน้าซีดไปตามเราเลย
เราก็โทรไปบอกเค้า ว่าเราท้อง
เค้าก็อึ้งที่เราติดต่อกลับไปแล้วบอกว่าท้อง
เค้ามีแต่พี่สาว เค้าก็ไปปรึกษาพี่สาว แต่พี่สาวเค้าไม่คิดยื่นมือเข้ามาช่วยอะไรเลย ทำเป็นไม่รู้อะไรเลยด้วย
เราเสียใจมาก เราต้องกลับบ้านไปโกหกพ่อกับแม่ ว่าเราท้องกับผชที่มีเมียแล้ว
แต่เราไม่ยอมปริปากบอกว่าเป็นใคร เพราะพาอแม่จะให้ไปทำแท้งอย่างเดียวเลย และถ้ารู้ว่าเป็นลูกของใคร เด็กก็จะยิ่งไม่ได้เกิดมา
เราไม่อยากบาป เราเลยเก็บความลับเอาไว้คนเดียว
พ่อกับแม่อาย เราก็เลยต้องพาตัวเองไปใช้ชีวิตอยู่ในมูลนิธิที่ให้ความช่วยเหลือผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม
ระหว่างที่เราไปอยู่ที่นั่น พ่อของเด็กก็คือผู้ชายคนนั้นแหละค่ะ ไปตามหาเราจนเจอ
เราก็ยังคงติดต่อกันบ้าง
แล้วผู้หญิงคนนั้นก็คลอดลูกออกมาเป็นผญ
ซึ่งเรารู้อยู่เป็นนัยๆอยู่แล้วว่าเค้าอยากได้ลูกสาว
ส่วนเราเราคลอดลูกออกมาเป็นลูกชาย
เด็กสองคนห่างกันไม่ถึงเดือนเลยค่ะ
วันที่เราคลอด เราก็ต้องแจ้งเกิดลูกทั้งที่ไม่มีชื่อพ่อเด็กนั่นแหละค่ะ ก็เพราะต้องกำความลับเอาไว้
และตัวพ่อเค้าเองก็มาหาไม่ได้ด้วย
เราเลี้ยงลูกอยู่ที่มูลนิธิประมาณ 1 เดือน
ทางบ้านเราสงสารก็เลยยอมอับอายและให้เราพาลูกกลับบ้านได้
ยิ่งวัน เด็กยิ่งโตขึ้น เราก็ยิ่งอึดอัด
ยิ่งวัน ญาติที่บ้านเค้าก็ยิ่งพาเด็กผญคนนั้นออกมาให้เราเห็นอยู่เป็นประจำ
เราก็มานั่งร้องไห้เสียใจทุกครั้ง ที่เห็น
เราก็มานั่งคิดตลอด ว่า เธอคนนั้นจะรู้ไหมว่าเรากับลูกต้องลำบากต้องเจ็บต้องปวดแค่ไหน
ครั้งหนึ่ง ผญคนนั้น ก็แย่งผช คนนี้ ไปจากเรา
ครั้งนี้พอเธอรู้ ว่าเรามีโอกาสกลับมารักกัน เธอก็แย่งกลับไปด้วยวิธีที่เธอก็ชนะทุกอย่าง
เราก็คิดอยากให้เธอเจ็บบ้าง
เราตัดสินใจโทรไปบอกความจริงกับเธอว่าเราก็มีลูกเหมือนกัน
เธอก็เลยบอกว่า ที่เธอท้อง ผช ไม่ได้อยากมีลูกกับเธอหรอก เธอตัดสินทุกอย่างเอง
เธอบอกว่า ผู้ชายร้องไห้ด้วยซ้ำไป ที่รู้ว่าเธอท้อง เพราะก็จะไม่ได้ไปอยู่กับเราไง
เราขอให้เธอพาลูกกับผชไปอยู่ที่บ้านของเธอได้ไหม เราจะได้ไม่ต้องเจอกัน
อนาคตเด็กจะได้ไม่มีปัญหากัน
เค้าไม่ไป และก็ยังอ้างว่า ทางบ้านผชรักเค้ากับลูกไม่ให้ไปหรอก
เราก็ถามว่าแล้วจะให้เราทำยังไง เราเหนื่อย
เค้าตอบเรากลับมาว่า เราต้องบอกลูกเราว่าพ่อตายไปแล้ว ต้องไม่บอกว่าพ่อเป็นใคร
เรารู้สึกเกลียด ผู้หญิงคนนี้ขึ้นมาทันทีทันใด ทำไมเห็นแก่ตัวแบบนี้
เวลาผ่านไป 1 ปี สุดท้ายเรา ก็ได้ใช้ชีวิตอยู่กับ ผช โดยที่ผญ ก็ยังคงอยู่ในบ้านนั้นเหมือนเดิม พร้อมกับลูกสาวเค้า
แต่เราก็ทะเลาะกันมาตลอด ด้วยเพราะผู้หญิงคนนั้น ยังคงอยู่
และเราเคยขอร้องว่า ในเมื่อบ้านเราอยู่ใกล้กันมาก ก็อย่ามาให้เราเห็นนัก
นางก็ยังคงเริงร่า ยิ่งวันก็ยิ่งชอบพาลูกผ่านมาให้เราเห็น แต่นางมากันสองคน
เรายิ่งเห็นก็ยิ่งร้อนรน แล้วไหนจะคิดอีกว่า เค้าอยู่ในบ้านเดียวกัน จะเปนยังไง
เราอยู่ด้วยกันมา 2 ปี สุดท้าย เราก็ทนไม่ไหว
เราตัดสินใจว่าจะเลิก เราก็เลยขนเสื้อผ้าของใช้ทุกอย่างไปคืน
และประกอบกับ ผช คนนี้กำลังถังแตกสุดๆ เพราะเราก็เพิ่งรู้ว่า เค้าติดพนันบอล จนหมดเนื้อหมดตัว
ถึงว่าทำไมหลังๆชอบมายืมเงินเรา
จนตอนนี้เราเป็นหนี้เกือบแสนก็เพราะเค้า
เราเลยมานั่งไตร่ตรองดูว่า เราคงหยุดแค่นี้ดีกว่า
แต่ตอนนี้ สิ่งที่เราต้องเผชิญก็คือ
เราต้องทนเห็นเด็กคนนั้น เด็กที่เกิดจากพ่อคนเดียวกับลูกเรา ที่มีครอบครัวที่พร้อมหน้า
เราต้องทนเห็นผู้หญิงคนนั้น
เราต้องทนเห็นสมาชิกในบ้านเค้า ที่ยินดีกับเด็กญคนนั้นเหลือเกิน โดยที่ไม่ยินดีกับลูกชายเราเลย
เราต้องเก็บความทุกข์เอาไว้คนเดียว เพราะเราก็จะบอกลูกไม่ได้ว่าพ่อเป็นใคร ทั้งที่พ่อก็อยู่ใกล้แค่นี้
เรื่องนี้พ่อแม่เรารู้ คนรอบข้างรู้กันหมด
แล้วอนาคตเด็กจะรู้ไหม เรากลัว ไม่อยากให้เด็กสองคนต้องได้ใกล้ชิดกัน
เราพยายามขอร้องให้เค้าพากันไปอยู่ที่บ้าน ของผญคนนั้น เพื่อเด็กจะได้ไกลกัน ทางนู้นก็ไม่เคยเสียสละเลย
แถมยังพามาเรียนโรงเรียนเดียวกันกับลูกเราอีก
เวลาไปส่งลูกไปรับลูก ไปงานโรงเรียนก็ต้องเจอกัน
เราเศร้านะ แต่เราแกล้งยิ้มเสมอ
และพยายามทำตัวให้ดูดีอยู่ตลอด
บางครั้งเรากลับบ้านเราก็ร้องไห้ๆๆๆๆทุกครั้งที่เราเจอพวกเค้า
และคำพูดที่แม่เคยบอกว่าอยากให้เราท้องมันก็ผุดขึ้นมาในหัวสมองเราตลอด ว่าแม่เคยบอกอยากให้เราท้องกับผู้ชายคนนี้
เราก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แม่ถึงพูดแบบนั้น แต่คำพูดพ่อแม่มันศักดิ์สิทธิ์นะ
แต่ทุกวันนี้ ที่เราเป็นแบบนี้ เราก็คิดแค่ว่ามันเป็นชะตา มันเป็นกรรม มันเป็นหลายๆอย่างรวมกัน
เราอยากให้ข้อคิดเท่านั้นแหละค่ะ
1.ถ้าใครคิดจะรักหรือชอบกับคนที่เคยมีพันธะ เช็คให้ชัวร์ว่าเค้าอิสระแล้วจริงๆ
2.คนเป็นพ่อเป็นแม่ อย่าพูดให้ร้ายลูก พูดสิ่งไม่ดีใส่ลูก เช่นคำด่าทอ สาปแช่ง เพราะเราเป็นพ่อเป็นแม่ เราเป็นพระในบ้าน คำพูดของพ่อแม่ศักดิ์สิทธิ์เสมอ
3.สำหรับคนที่มีปัญหา ลองมองปัญหาของคนอื่นแล้วจะพบว่าปัญหาของตัวเองมันเล็กนิดเดียว เราเคยคิดฆ่าตัวตายตั้งแต่ลูกยังอยู่ในท้อง แต่ก็ไม่ได้ทำ
เพราะอะไรก็อาจจะคงเป็นเพราะลูกมั้ง
ณ ตอนนี้ เราก็ยังไม่เข้มแข็งดีหรอกค่ะ เราก็ท้ออยู่เสมอ ร้องไห้อยู่เสมอ กำลังใจก็ไม่ค่อยมีเท่าไหร่ แต่ก็ต้องยืนให้ไหว
เรื่องราวจากชีวิตจริง ที่อยากแบ่งปัน
แต่ก็กลัวว่าคนอ่านจะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมา แต่ยืนยันได้ค่ะ ว่ามันคือเรื่องจริงยิ่งกว่านิยายซะอีก
เรื่องมีอยู่ว่า....
เราเป็นลูกสาวคนเดียวของพ่อแม่
เมื่อครั้งที่ยังเป็นวัยรุ่น เราเคยมีแฟนซึ่งพ่อแม่ไม่ยอมรับ และไม่เห็นดีเห็นงามด้วยที่จะให้คบกัน
แต่เราก็ยังดึงดันที่จะคบ จนเรื่องมันบานปลายไปใหญ่จนพ่อเรากับผู้ชายคนนั้นทะเลาะกัน ถึงขั้นลงมือทำร้ายกันเลยทีเดียว เรื่องก็ไปถึงโรงถึงศาล
แล้วเราสองคนก็เลิกรากัน เหตุผล เพราะปัญหาที่มีอยู่ และทั้งเราและเค้าก็ต่างคนต่างมีที่หมายใหม่
ประกอบกับเราก็ไปเรียนมหาวิทยาลัยในกทม.ก็เลยห่างและเลิกรากันไปในที่สุด
ระหว่างที่เราคบกันท่ามกลางความบาดหมางของทั้งสองครอบครัว ทั้งพ่อแม่เรา กับทางบ้านเค้าก็ไม่ชอบกัน เพราะบ้านเราอยู่ในละแวกเดียวกัน
วันหนึ่ง ที่แม่ของเรารู้สึกโกรธเรามาก ท่านทั้งด่าทอเราสารพัด คำพูดของแม่ทุกคำ เราก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจเท่าไหร่
แต่มีหนึ่งประโยคที่ตอนแรก เราก็คิดว่าเราลืมมันไปแล้ว ก็คือแม่พูดว่าอยากให้เราท้อง และมีลูกให้มีกับผู้ชายคนนี้แหละดี
เวลาผ่านไป 5 ปี
มันเป็นความบังเอิญหรือโชคชะตา หรือเวรกรรมเราก็ไม่รู้เหมือนกัน
เรามีโอกาสได้เจอกับผู้ชายคนนั้นอีกครั้ง เจอแบบตัวต่อตัว เจอแบบเผชิญหน้ากันซึ่งๆหน้าเลย
เค้าเป็นฝ่ายมาทักเราก่อน และบอกเราว่าเค้ากับผู้หญิงคนนั้นแยกกันอยู่แล้ว ความสัมพันธ์ระหองระแหงถึงขั้นจะเลิกกัน ตอนนี้เค้าอยู่คนเดียว
เค้าต้องการจะบอกเราแบบนั้น แต่เราก็เชื่อ
(5 ปี ที่ผ่านมาเราพอรู้ว่าเค้าแต่งงานแล้ว กับผู้หญิงที่เป็นแม่หม้ายลูกติดอายุมากกว่าเค้าราว 10 ปี
ผู้หญิงคนนี้ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราต้องเลิกกันด้วยหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ เพราะเราพอทราบข่าวคราวบ้างหลังจากที่เราเลิกกัน
ว่าเค้าพาเธอคนนี้เข้ามาอยู่ในบ้านและทางบ้านเค้าและเพื่อนๆก็ชื่นชอบผู้หญิงคนนี้มาก เพราะเค้าสองคนทำงานที่เดียวกัน)
หลังจากที่เราติดต่อกันสักพัก เราก็นัดเจอกัน และเราก็มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งมากเกินกว่าคำว่าแฟนเก่า
แต่ตลอดเวลา เราก็บอกเค้าเสมอว่า เค้าควรไปง้อผญคนนั้น แล้วก็ควรไปจากเรา
แต่เค้าบอกว่า ในเมื่อมีโอกาสแล้ว เราได้กลับมาเจอกัน เค้าก็อยากจะสานต่อ เค้าก็บอกทำนองว่ายังไงเค้าก็เลือกเรา
เค้าก็ตัดสินใจที่จะมาหางานทำและจะมาอยู่กับเราที่กทม.
แต่ตัวเราเองก็ไม่คิดกับเค้าถึงขั้นนั้น เราก็เลยไม่ได้รีบร้อนและเร่งรัดอะไรที่จะต้องให้เค้ามาอยู่ด้วย
และตอนนั้นเราก็พักอยู่กับเพื่อนด้วย
เราก็มีความสัมพันธ์กันมาพักใหญ่ๆ
แล้ววันนึง ระหว่างที่เราคุยกันอยู่ สัญญาณโทรศัพท์ก็ถูกตัดไป
สักพักก็มีเบอร์แปลกๆโทรเข้ามาหาเรา เรารับสายแล้วก็ได้พูดคุยกับผญคนหนึ่ง น้ำเสียงน่าจะมีอายุแล้ว
เค้าถามว่าเราเป็นใคร เราพอจะเดาออกเลย ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร
เราก็เลยบอกปัดไปว่าเป็นเพื่อนเก่าของผช
เค้าก็ถามอีกว่าเพื่อนที่ไหน เราเลยบอกว่าเพื่อนสมัยเรียน
สุดท้าย เค้าก็วางเพราะคิดแล้วว่าคงไม่ได้ข้อมูลอะไร
เราก็รู้สึกแย่ไปชั่วขณะ ที่เราก็จับได้ว่า ผช โกหกเรา
แล้วเราก็เลยให้เค้าตัดสินใจว่าจะทำยังไง เราไม่อยากมีปัญหา
เค้าก็ไปคุยกัน สุดท้าย ผู้หญิงคนนั้น ไม่ยอมกลับบ้านอีกเลย
และอ้างว่า เค้ามีส่วนในบ้านของฝ่ายชาย ยังไงก็จะอยู่ เราก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นเราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกะฝ่ายชายอีก
แต่ฝ่ายชายก็ยังยืนยันที่จะมาหางานทำ และจะมาใช้ชีวิตอยู่กับเราอยู่ดี
ระหว่างที่หางานเค้าก็ยังคงอยู่ที่บ้านหลังเดียวกับผู้หญิงคนนั้นอยู่
แต่ก็ยังคงยืนยันกับเราว่าไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไรกัน
เราเป็นคนให้เกียรติคนอยู่แล้ว ก็อะ เชื่อก็ได้
เราจะมีโอกาสเจอกัน นานๆ ที เดือนนึง 2 หนได้มั้ง
แล้ววันนึง เค้าก็โทรมาหาเรา ด้วยน้ำเสียงที่ไม่สู้ดีนัก
เราก็ไม่ค่อยว่างคุย ติดงาน
เค้าก็บอกว่ามีเรื่องสำคัยจะบอก
หลังจากผู้หญิงคนนั้น รู้เรื่องของเรา
เค้าก็ยังคงมีความสัมพันธ์กันอยู่ ก็อยู่บ้านเดียวกันเนอะ
แล้วผญ คนนั้นรู้ดีอยู่แล้วว่าเธอกำลังจะถูกปฏิเสธ
คนเราถ้าไม่มีลูกมันก็เลิกกันได้ง่ายดายอยู่แล้วนี่
เธอจึงยอมให้ตัวเองท้อง ทั้งที่ทั้งฝ่ายชายและเธอก็ไม่ได้วางแผนว่าจะมีลูกด้วยกัน
เมื่อเรารู้ เราก็เลยเลิกติดต่อกับเค้ามาสักระยะ โดยระหว่างนั้น เราไม่ได้มีความสัมพันธ์กับใครเลย
ผ่านไปสักพัก เรารู้สึกผิดปกติ ในตัวเอง
ก็เลยไปปรึกษาเพื่อนสนิท แล้วซื้อที่ตรวจตั้งครรภ์มาตรวจ ผลออกมาว่า เรา ท้อง
เราน้ำตาแทบไหล จะเป็นลม งง ทำอะไรไม่ถูกเลย
ทั้งเพื่อนเราก็หน้าซีดไปตามเราเลย
เราก็โทรไปบอกเค้า ว่าเราท้อง
เค้าก็อึ้งที่เราติดต่อกลับไปแล้วบอกว่าท้อง
เค้ามีแต่พี่สาว เค้าก็ไปปรึกษาพี่สาว แต่พี่สาวเค้าไม่คิดยื่นมือเข้ามาช่วยอะไรเลย ทำเป็นไม่รู้อะไรเลยด้วย
เราเสียใจมาก เราต้องกลับบ้านไปโกหกพ่อกับแม่ ว่าเราท้องกับผชที่มีเมียแล้ว
แต่เราไม่ยอมปริปากบอกว่าเป็นใคร เพราะพาอแม่จะให้ไปทำแท้งอย่างเดียวเลย และถ้ารู้ว่าเป็นลูกของใคร เด็กก็จะยิ่งไม่ได้เกิดมา
เราไม่อยากบาป เราเลยเก็บความลับเอาไว้คนเดียว
พ่อกับแม่อาย เราก็เลยต้องพาตัวเองไปใช้ชีวิตอยู่ในมูลนิธิที่ให้ความช่วยเหลือผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม
ระหว่างที่เราไปอยู่ที่นั่น พ่อของเด็กก็คือผู้ชายคนนั้นแหละค่ะ ไปตามหาเราจนเจอ
เราก็ยังคงติดต่อกันบ้าง
แล้วผู้หญิงคนนั้นก็คลอดลูกออกมาเป็นผญ
ซึ่งเรารู้อยู่เป็นนัยๆอยู่แล้วว่าเค้าอยากได้ลูกสาว
ส่วนเราเราคลอดลูกออกมาเป็นลูกชาย
เด็กสองคนห่างกันไม่ถึงเดือนเลยค่ะ
วันที่เราคลอด เราก็ต้องแจ้งเกิดลูกทั้งที่ไม่มีชื่อพ่อเด็กนั่นแหละค่ะ ก็เพราะต้องกำความลับเอาไว้
และตัวพ่อเค้าเองก็มาหาไม่ได้ด้วย
เราเลี้ยงลูกอยู่ที่มูลนิธิประมาณ 1 เดือน
ทางบ้านเราสงสารก็เลยยอมอับอายและให้เราพาลูกกลับบ้านได้
ยิ่งวัน เด็กยิ่งโตขึ้น เราก็ยิ่งอึดอัด
ยิ่งวัน ญาติที่บ้านเค้าก็ยิ่งพาเด็กผญคนนั้นออกมาให้เราเห็นอยู่เป็นประจำ
เราก็มานั่งร้องไห้เสียใจทุกครั้ง ที่เห็น
เราก็มานั่งคิดตลอด ว่า เธอคนนั้นจะรู้ไหมว่าเรากับลูกต้องลำบากต้องเจ็บต้องปวดแค่ไหน
ครั้งหนึ่ง ผญคนนั้น ก็แย่งผช คนนี้ ไปจากเรา
ครั้งนี้พอเธอรู้ ว่าเรามีโอกาสกลับมารักกัน เธอก็แย่งกลับไปด้วยวิธีที่เธอก็ชนะทุกอย่าง
เราก็คิดอยากให้เธอเจ็บบ้าง
เราตัดสินใจโทรไปบอกความจริงกับเธอว่าเราก็มีลูกเหมือนกัน
เธอก็เลยบอกว่า ที่เธอท้อง ผช ไม่ได้อยากมีลูกกับเธอหรอก เธอตัดสินทุกอย่างเอง
เธอบอกว่า ผู้ชายร้องไห้ด้วยซ้ำไป ที่รู้ว่าเธอท้อง เพราะก็จะไม่ได้ไปอยู่กับเราไง
เราขอให้เธอพาลูกกับผชไปอยู่ที่บ้านของเธอได้ไหม เราจะได้ไม่ต้องเจอกัน
อนาคตเด็กจะได้ไม่มีปัญหากัน
เค้าไม่ไป และก็ยังอ้างว่า ทางบ้านผชรักเค้ากับลูกไม่ให้ไปหรอก
เราก็ถามว่าแล้วจะให้เราทำยังไง เราเหนื่อย
เค้าตอบเรากลับมาว่า เราต้องบอกลูกเราว่าพ่อตายไปแล้ว ต้องไม่บอกว่าพ่อเป็นใคร
เรารู้สึกเกลียด ผู้หญิงคนนี้ขึ้นมาทันทีทันใด ทำไมเห็นแก่ตัวแบบนี้
เวลาผ่านไป 1 ปี สุดท้ายเรา ก็ได้ใช้ชีวิตอยู่กับ ผช โดยที่ผญ ก็ยังคงอยู่ในบ้านนั้นเหมือนเดิม พร้อมกับลูกสาวเค้า
แต่เราก็ทะเลาะกันมาตลอด ด้วยเพราะผู้หญิงคนนั้น ยังคงอยู่
และเราเคยขอร้องว่า ในเมื่อบ้านเราอยู่ใกล้กันมาก ก็อย่ามาให้เราเห็นนัก
นางก็ยังคงเริงร่า ยิ่งวันก็ยิ่งชอบพาลูกผ่านมาให้เราเห็น แต่นางมากันสองคน
เรายิ่งเห็นก็ยิ่งร้อนรน แล้วไหนจะคิดอีกว่า เค้าอยู่ในบ้านเดียวกัน จะเปนยังไง
เราอยู่ด้วยกันมา 2 ปี สุดท้าย เราก็ทนไม่ไหว
เราตัดสินใจว่าจะเลิก เราก็เลยขนเสื้อผ้าของใช้ทุกอย่างไปคืน
และประกอบกับ ผช คนนี้กำลังถังแตกสุดๆ เพราะเราก็เพิ่งรู้ว่า เค้าติดพนันบอล จนหมดเนื้อหมดตัว
ถึงว่าทำไมหลังๆชอบมายืมเงินเรา
จนตอนนี้เราเป็นหนี้เกือบแสนก็เพราะเค้า
เราเลยมานั่งไตร่ตรองดูว่า เราคงหยุดแค่นี้ดีกว่า
แต่ตอนนี้ สิ่งที่เราต้องเผชิญก็คือ
เราต้องทนเห็นเด็กคนนั้น เด็กที่เกิดจากพ่อคนเดียวกับลูกเรา ที่มีครอบครัวที่พร้อมหน้า
เราต้องทนเห็นผู้หญิงคนนั้น
เราต้องทนเห็นสมาชิกในบ้านเค้า ที่ยินดีกับเด็กญคนนั้นเหลือเกิน โดยที่ไม่ยินดีกับลูกชายเราเลย
เราต้องเก็บความทุกข์เอาไว้คนเดียว เพราะเราก็จะบอกลูกไม่ได้ว่าพ่อเป็นใคร ทั้งที่พ่อก็อยู่ใกล้แค่นี้
เรื่องนี้พ่อแม่เรารู้ คนรอบข้างรู้กันหมด
แล้วอนาคตเด็กจะรู้ไหม เรากลัว ไม่อยากให้เด็กสองคนต้องได้ใกล้ชิดกัน
เราพยายามขอร้องให้เค้าพากันไปอยู่ที่บ้าน ของผญคนนั้น เพื่อเด็กจะได้ไกลกัน ทางนู้นก็ไม่เคยเสียสละเลย
แถมยังพามาเรียนโรงเรียนเดียวกันกับลูกเราอีก
เวลาไปส่งลูกไปรับลูก ไปงานโรงเรียนก็ต้องเจอกัน
เราเศร้านะ แต่เราแกล้งยิ้มเสมอ
และพยายามทำตัวให้ดูดีอยู่ตลอด
บางครั้งเรากลับบ้านเราก็ร้องไห้ๆๆๆๆทุกครั้งที่เราเจอพวกเค้า
และคำพูดที่แม่เคยบอกว่าอยากให้เราท้องมันก็ผุดขึ้นมาในหัวสมองเราตลอด ว่าแม่เคยบอกอยากให้เราท้องกับผู้ชายคนนี้
เราก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แม่ถึงพูดแบบนั้น แต่คำพูดพ่อแม่มันศักดิ์สิทธิ์นะ
แต่ทุกวันนี้ ที่เราเป็นแบบนี้ เราก็คิดแค่ว่ามันเป็นชะตา มันเป็นกรรม มันเป็นหลายๆอย่างรวมกัน
เราอยากให้ข้อคิดเท่านั้นแหละค่ะ
1.ถ้าใครคิดจะรักหรือชอบกับคนที่เคยมีพันธะ เช็คให้ชัวร์ว่าเค้าอิสระแล้วจริงๆ
2.คนเป็นพ่อเป็นแม่ อย่าพูดให้ร้ายลูก พูดสิ่งไม่ดีใส่ลูก เช่นคำด่าทอ สาปแช่ง เพราะเราเป็นพ่อเป็นแม่ เราเป็นพระในบ้าน คำพูดของพ่อแม่ศักดิ์สิทธิ์เสมอ
3.สำหรับคนที่มีปัญหา ลองมองปัญหาของคนอื่นแล้วจะพบว่าปัญหาของตัวเองมันเล็กนิดเดียว เราเคยคิดฆ่าตัวตายตั้งแต่ลูกยังอยู่ในท้อง แต่ก็ไม่ได้ทำ
เพราะอะไรก็อาจจะคงเป็นเพราะลูกมั้ง
ณ ตอนนี้ เราก็ยังไม่เข้มแข็งดีหรอกค่ะ เราก็ท้ออยู่เสมอ ร้องไห้อยู่เสมอ กำลังใจก็ไม่ค่อยมีเท่าไหร่ แต่ก็ต้องยืนให้ไหว