******* สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดของ " อีโบลา " คือ การกลายพันธุ์ ******* ( อินทรีเเดง )



‘อีโบลากลายพันธุ์’...วิกฤติขั้นสูงสุด
          
          นั่นคือ ปริศนาคำถาม ที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกสงสัยมากสุด หากย้อนรอยดูเส้นทางระบาดเชื้อร้ายตัวนี้ครั้งแรก พ.ศ.2519 ผ่านไปเกือบ 40 ปีนั้น ปี 2557 นับเป็นรอบที่ 20 แต่เป็นการแพร่กระจายมากสุด องค์การอนามัยโลกถึงกับใช้คำว่า "ภาวะวิกฤติขั้นสูงสุด" หลังพบผู้ป่วยรายแรกใน "ประเทศเซเนกัล" พื้นที่ชายแดนติดกับประเทศกินี ซึ่งกลายเป็นประเทศที่ 5 ในแอฟริกาตะวันตก

          สาเหตุที่องค์การอนามัยโลก หรือ "ฮู" ต้องใช้คำนี้ เพราะช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ฮูพยายามประกาศนโยบายและแนวทางทุกอย่างเพื่อกักกันและจำกัดเชื้ออีโบลาไม่ให้ลุกลามออกนอก 3 ประเทศแหล่งระบาดสำคัญ ได้แก่ กินี เซียร์ราลีโอน และไลบีเรีย แต่เอาไม่อยู่วันนี้เชื้อแพร่กระจายไปถึงไนจีเรียและเซเนกัลเรียบร้อยแล้ว

          ล่าสุด ผู้เชี่ยวชาญอีโบลาถึงกับต้องเอามือก่ายหน้าผาก เมื่อวารสารการแพทย์ "ไซแอนซ์" ตีพิมพ์ผลงานทีมนักวิจัยระดับโลกที่ระบุว่า อีโบลาสายพันธุ์ซาร์อีร์ซึ่งกำลังระบาดอยู่นั้น เมื่อตรวจดูสารพันธุกรรมเชิงลึกพบว่า พวกมันกลายพันธุ์ไปแล้วกว่า 300 ตำแหน่ง  เชื้ออีโบลาที่ถูกนำมาตรวจสารพันธุกรรมข้างต้นเก็บมาจากผู้ป่วย 78 รายในเซียร์ราลีโอน แสดงว่าพวกมันกลายพันธุ์ระหว่างแพร่กระจายจาก "คนสู่คน"

          "อีโบลากลายพันธุ์ 300 ตำแหน่ง เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นแค่ไหน ?"

          "ทีมข่าวคมชัดลึก" สอบถามไปยังแพทย์ด้านไวรัสวิทยา และผู้เชี่ยวชาญจุลชีววิทยาประจำทีมติดตามเฝ้าระวังไวรัสอีโบลาของประเทศไทย ผลสรุปของเหล่านักวิทยาศาสตร์ข้างต้นคล้ายคลึงกันว่า "ตื่นเต้นมาก เพราะปกติไวรัสจะไม่กลายพันธุ์รวดเร็วและรุนแรงขนาดนี้" เปรียบเทียบกับไวรัสไข้หวัดใหญ่แล้ว แม้มีการแพร่ระบาดไปทั่วโลก แต่ถ้านำมาตรวจสารพันธุกรรมพบการเปลี่ยนแปลงเพียงไม่กี่ตำแหน่งหรือไม่เกินสิบตำแหน่งเท่านั้น แต่เชื้ออีโบลาตัวนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิง มันพยายามดัดแปลงตัวเองสู้กับภูมิคุ้มกันของมนุษย์...

          "ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า ตำแหน่งพันธุกรรมของอีโบลามีประมาณ 2 หมื่นกว่าตำแหน่ง กลายพันธุ์ไปแล้วถึง 300 ตำแหน่ง และไม่รู้จะเปลี่ยนแปลงไปอีกเท่าไร การระบาดปี 2014 นี้ถือว่ายาวนานต่อเนื่องกว่า 7-8 เดือน ถ้าเปรียบเทียบกับการระบาดครั้งก่อนๆ สามารถควบคุมได้ภายใน 3-4 เดือน แต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะยาก เพราะพื้นที่ระบาดอยู่ในชุมชนมีประชากรหนาแน่น รวมถึงการขาดแคลนอุปกรณ์การแพทย์และสาธารณูปโภคพื้นฐาน ทำให้เชื้อระบาดเร็วและรุนแรงกว่ารอบที่ผ่านมา"

          ผู้เชี่ยวชาญไวรัสอีโบลาข้างต้น ยอมรับว่า ความน่ากลัวหรือปัญหาหนักใจมี 3 เรื่องด้วยกัน คือ 1 การกลายพันธุ์ของเชื้อตัวนี้ จะทำให้มันสามารถดัดแปลงอยู่กับมนุษย์ได้ดีขึ้น อาจมีความรุนแรงน้อยลงกลายเป็นเหมือนไวรัสไข้หวัดใหญ่ หมายความว่า ที่ผ่านมาอีโบลาเป็นไวรัสเชื้อรุนแรง ใครได้รับไวรัสร้ายสู่ร่างกายจะป่วยหนัก ต้องนอนบนเตียงไม่สามารถเดินทางหรือเดินออกไปไหนมาไหนได้ แต่ถ้าอีโบลาปรับปรุงตัวเองให้รุนแรงน้อยลง คนป่วยอาจไม่ต้องนอนซมอยู่กับที่ หรืออาจมีเชื้อในร่างกายแล้วไม่แสดงออก กลายเป็นพาหะนำไปสู่คนอื่น เชื้อตัวนี้จะยิ่งกระจายไปมากกว่าเดิม ถือเป็นวิกฤติสูงสุด เพราะไวรัสไข้หวัดใหญ่มียารักษาแล้ว แต่อีโบลายังไม่มี

          ส่วนที่น่าเป็นห่วงอีกเรื่องคือ ยาหรือวัคซีนที่หลายบริษัทกำลังพัฒนาเพื่อกำราบเชื้อตัวนี้นั้น หากพวกมันกลายพันธุ์ไปมากกว่าเดิม ยาเหล่านี้ก็จะไม่ได้ผลตามที่คาดการณ์ไว้ หมายถึงทุกประเทศต้องเริ่มต้นผลิตยากันใหม่ ซึ่งใช้เวลาอีกหลายปี และ สุดท้ายสิ่งที่ต้องลุ้นระทึกคือ เชื้ออีโบลาจะพัฒนาตัวเองให้สามารถติดต่อผ่านทางอากาศ หรือที่เรียกว่า "แอร์บอร์น" (airborne transmission) เหมือนไวรัสหวัดใหญ่ได้หรือไม่ เพราะตอนนี้เชื้ออีโบลาจะติดต่อผ่านผู้สัมผัสใกล้ชิดโดยตรงกับผู้ป่วยเท่านั้น ไม่ได้เป็นเชื้อที่แพร่กระจายทางอากาศ

          "อัตราการเสียชีวิตของไข้หวัดใหญ่มีเพียงร้อยละ 0.1 ไวรัสร้ายบางตัวอาจทำให้เสียชีวิตร้อยละ 10 ซึ่งถือว่ามากแล้ว แต่ไวรัสอีโบลามีอัตราการตายถึงร้อยละ 50-60 นั่นคือเหตุผลที่ทำไมหมอและนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกถึงพยายามเตือนภัยเชื้อร้ายตัวนี้" ผู้เชี่ยวชาญจุลชีววิทยากล่าวอธิบาย

          อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยข้างต้นยังทำให้มีความหวัง เนื่องจากการกลายพันธุ์อย่างรวดเร็วของเชื้ออีโบลา ทำให้สามารถติดตามเส้นทางได้ว่ามันเดินทางติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งอย่างไร เมื่อไร และที่ไหน พร้อมกันนี้ทีมวิจัยนำเอาลำดับพันธุกรรมของไวรัสอีโบลาชุดนี้เผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตหรือสังคมออนไลน์เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกช่วยกันวิเคราะห์ และตรวจดูการกลายพันธุ์ว่าส่งผลกระทบต่อยาหรือวัคซีนที่กำลังผลิตมากน้อยแค่ไหน

          ผศ.พญ.อรุณี ธิติธัญญานนท์ ผู้เชี่ยวชาญจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า ปัญหาการกลายพันธุ์ของไวรัสอีโบลาส่งผลกระทบต่อ "ยารักษา" โดยตรง แม้ว่า "ยา" หรือ "วัคซีน" ที่หลายประเทศกำลังเร่งผลิตนั้น อาจจะไม่ใช่ความหวังในตอนนี้ก็ตาม

          "ยาที่จะมาใช้หยุดยั้งไวรัสตัวนี้ เป็นเพียงขั้นทดลองในสัตว์เท่านั้น ยังไม่ได้รับรองความปลอดภัยในมนุษย์ แต่ผู้ป่วยหลายคนพร้อมจะทดลองใช้กับตัวเอง เพราะไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า ปัญหาคือขั้นตอนการผลิต เพราะถ้าเชื้ออีโบลาแพร่ระบาดไปหลายประเทศ ไม่มีบริษัทไหนผลิตยาได้พอหรือได้ทันกับความต้องการ เช่น ซีแมพพ์ ที่สกัดมาจากต้นยาสูบ ต้องใช้วงจรการปลูกต้นยาสูบและการผลิตไม่ต่ำกว่า 3 เดือน กว่าจะผลิตยาได้จำนวนมากพอ ตอนนั้นเชื้ออาจกลายพันธุ์ไปจนยาบางตัวไม่มีประสิทธิภาพอย่างที่คาดไว้ก็ได้ คงต้องติดตามกันอย่างละเอียด" ผศ.พญ.อรุณี กล่าววิเคราะห์

          สำหรับประเทศไทยนั้น ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขประกาศแนวทางป้องกันเชื้อร้ายอีโบลา 3 ระบบด้วยกัน คือ เฝ้าระวังคัดกรองผู้เดินทางเข้า-ออกประเทศ การเฝ้าระวังในโรงพยาบาลและคลินิก และ ขอความร่วมมือชุมชนให้แจ้งข้อมูล หรือสอบถามเรื่องอีโบลาได้ที่ "สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422" โทรศัพท์ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่