“2 ขั้ว ถกพลังงานไร้ข้อสรุป” ส่วนตัวเชื่อว่าจะนำไปในทางที่ดีขึ้นนะ

กระทู้ข่าว
เสวนาพลังงานระอุ แต่ไร้ข้อสรุปเป็นรูปธรรม ภาคประชาชนไล่เบี้ยคืนท่อก๊าซ-แอลพีจี “ปิยสวัสดิ์-ปตท.” โต้กลับทุกเม็ด ชี้ทำตามคำสั่งศาลโดยสุจริต ท่อในทะเลเป็นทรัพย์สินที่ลงทุนเอง เอ็นจีโอชงให้ประชาชนใช้แอลพีจีก่อนภาคปิโตรเคมีและอุตสาหกรรม  “หลวงปู่พุทธะอิสระ” ขอเวลา 1-2 สัปดาห์รวบรวมข้อเสนอชง คสช. แบะท่าจัดสัมมนาไฟฟ้า-พลังงานทดแทนอีกรอบ “นวย” เชื่อรวบขาหุ้นปฏิรูปที่สุราษฎร์ธานี
เมื่อวันอังคาร พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ในฐานะรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ดูแลเรื่องเศรษฐกิจและพลังงาน ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดเสวนาปฏิรูปพลังงาน เพื่อรับฟังความคิดเห็นของทุกกลุ่มว่า ได้ส่งผู้แทนไปเข้าร่วมรับฟัง ซึ่งในเวทีก็มีหลายฝ่ายเข้าร่วมเพื่อรับฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องพลังงาน ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และคิดว่าคงมีการสื่อสารให้ทราบถึงข้อเท็จจริง หรือโครงสร้างที่เกี่ยวกับเรื่องพลังงานเป็นอย่างไร และในอนาคตจะทำอย่างไรกันต่อไป ซึ่งอยากให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เข้าใจและช่วยกันในการแก้ปัญหาเรื่องพลังงาน
    “เมื่อทุกฝ่ายได้รับทราบข้อเท็จจริงด้านพลังงานอย่างรอบด้านแล้ว ก็จะเห็นภาพว่าเรื่องของพลังงานจำเป็นต้องได้รับการดูแล ทั้งในส่วนการเตรียมจัดหาพลังงานมารองรับ และการทำให้พลังงานนั้นเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด” พล.อ.อ.ประจินกล่าว
สำหรับบรรยากาศในห้องเสวนาถามตอบปัญหาพลังงานชาติ ซึ่งจัดขึ้นที่สโมสรทหารบกนั้น ตัวแทนจากทั้งภาครัฐและประชาชนได้เข้าร่วมอย่างคึกคัก โดยมีหลวงปู่พุทธะอิสระเป็นผู้ดำเนินรายการ ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารที่ดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดตลอด 6 ชั่วโมง ไม่ให้มีการชูป้ายใดๆ ขณะเดียวกัน หลวงปู่พุทธะอิสระพยายามควบคุมไม่ให้มีการโห่ร้องหรือตะโกนต่อว่ากับคำตอบของฝ่ายกระทรวงพลังงานอยู่ตลอดการเสวนา ซึ่งการเสวนาโดยรวมเป็นไปได้อย่างสงบ และไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นแต่อย่างใด  
       นายวีระ สมความคิด ที่ได้เข้าร่วมฟังการเสวนา โดยทหารควบคุมตัวมาพร้อมกับนางบุญยืน ศิริธรรม ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ปตท.ได้คืนท่อก๊าซธรรมชาติบนบกตามคำสั่งศาลปกครองเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2550 ให้กระทรวงการคลังครบถ้วนหรือไม่ เนื่องจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้มีหนังสือทวงถาม และยังเห็นว่าท่อก๊าซที่อยู่ในอ่าวไทยก็ควรเป็นสมบัติของชาติ และ ปตท.ควรคืนให้กับภาครัฐเช่นกัน    
       นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ชี้แจงเรื่องนี้ว่า ปตท.ได้คืนท่อก๊าซตามคำสั่งศาลครบถ้วนถูกต้องหมดแล้ว ซึ่ง สตง.เองก็ได้ทำหนังสือสอบถามไปยังศาล และศาลมีหนังสือยืนยันกับ สตง.แล้วว่า ปตท.ได้คืนท่อก๊าซครบถ้วน ซึ่ง ปตท.ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ส่วนก๊าซในทะเลนั้น เป็นทรัพย์สินที่ ปตท.ใช้เงินบริษัทลงทุนเอง ไม่ได้ใช้อำนาจรัฐในการรอนสิทธิ์ที่ดินของเอกชนแต่อย่างใด ดังนั้น ปตท.ปฏิบัติอย่างสุจริตตามคำสั่งศาล และเมื่อวันที่ 15 ต.ค.2555 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคฟ้องศาลปกครองกลางว่า ปตท.คืนท่อก๊าซไม่ครบ โดยต้องคืนท่อในทะเลด้วยนั้น แต่ศาลตัดสินในวันที่ 2 พ.ย.2555 ว่า ศาลไม่รับฟ้อง เพราะศาลปกครองสูงสุดได้เคยมีคำพิพากษาไปแล้ว
   ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ตัวแทนภาคประชาชน กล่าวว่า สังคมยังสงสัยในกรณีบริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือพีทีทีจีซี สามารถซื้อก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ในราคาที่ถูกประมาณ 22 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ผู้ประกอบการรายอื่น โดยเฉพาะบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี กลับต้องซื้อในราคาเท่าภาคอุตสาหกรรมทั่วไปประมาณ 30 บาทต่อกิโลกรัม เท่ากับ ปตท.ผลิตแอลพีจีและขายให้บริษัทในเครือตัวเองถูกกว่าบริษัทอื่นๆ พร้อมกันนี้ ภาคปิโตรเคมียังจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำมาก เพียง 1 บาทต่อกิโลกรัม แต่ภาคอุตสาหกรรมทั่วไปกลับต้องจ่ายเข้ากองทุนประมาณ 11.73 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเกิดความไม่ยุติธรรมกับสังคม
       นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. แจงเรื่องนี้ว่า การที่ปตท.ผลิตและขายแอลพีจีให้พีทีทีจีซีถูกกว่ารายอื่น เนื่องจากเป็นการทำสัญญาระยะยาว ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นตั้งโรงแยกก๊าซ ส่วนรายอื่นมาทำสัญญาภายหลังเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา และซื้อเป็นครั้งคราว ซึ่งราคาจะอิงตามราคาเม็ดพลาสติกโลก ส่วนที่ภาคปิโตรเคมีจ่ายเงินเข้ากองทุนเพียง 1 บาทต่อกิโลกรัมนั้น เนื่องจากเป็นการคิดตามวัถตุประสงค์การใช้ โดยภาคปิโตรเคมีนำแอลพีจีไปใช้เป็นวัตถุดิบ จึงต้องจ่ายเข้ากองทุนฯ ต่ำ แต่ไปจ่ายเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มแทน และต้องจ่ายทุกขั้นตอนการผลิตจนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ ซึ่งนับรวมแล้วจ่ายแพงกว่าเข้ากองทุนน้ำมันอีก ส่วนที่ภาคอุตสาหกรรมจ่ายเข้ากองทุนฯ 11.73 บาทต่อกิโลกรัมนั้น เพราะเป็นการนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงเป็นหลัก ซึ่งเผาแล้วจบสิ้นไป ไม่ได้ก่อมูลค่าเพิ่มเหมือนภาคปิโตรเคมี
ช่วงท้ายการเสวนา เป็นการเสนอทางออกพลังงานไทย โดยหลวงปู่พุทธะอิสระได้เสนอว่า แอลพีจีควรเก็บไว้ให้ภาคประชาชนคนไทยได้ใช้ก่อน หากเหลือค่อยให้ภาคปิโตรเคมีใช้ หรือหากไม่เพียงพอให้ภาคปิโตรเคมีไปนำเข้าจากต่างประเทศแทน ซึ่งประเด็นดังกล่าว นายปิยสวัสดิ์ระบุว่า ทุกฝ่ายควรมองถึงผลกระทบต่อภาครวมของเศรษฐกิจประเทศด้วย เนื่องจากปิโตรเคมีใช้แอลพีจีผลิตเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคมากมาย สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจอย่างมาก หากต้องนำเข้าแอลพีจีจากต่างประเทศ ราคาสินค้าต่างๆ จะแพงขึ้น หรือต้องหันไปนำเข้าวัสดุต่างๆ จากต่างประเทศแทน และจะทำให้ประเทศเสียผลประโยชน์ จึงต้องการให้มองรอบด้านด้วย
สำหรับข้อเสนอของภาคประชาชนในเวทีเสวนานี้ ได้แก่ 1.ขอให้ยกเลิกกองทุนน้ำมัน ส่วนหนี้ที่ค้างอยู่ 7-8 พันล้านบาทนั้น ให้ภาคปิโตรเคมีเข้ามาร่วมแบกรับภาระ โดยให้ภาคปิโตรเคมีจ่ายเงินเข้ากองทุนฯ เพิ่มขึ้นจาก 1 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 5-10 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมแก้กฎหมายเรื่องแอลพีจี เปลี่ยนให้ประชาชนใช้แอลพีจีก่อน หากเหลือจึงให้ภาคปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมใช้ 2.ราคาน้ำมันที่อิงตลาดสิงคโปร์นั้น ไม่ควรรวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ อาทิ ค่าประกันความเสี่ยง เป็นต้น ควรกำหนดราคาเสมือนโรงกลั่นไทยไปตั้งอยู่ในสิงคโปร์เลย 3.ให้เปิดสัญญาสัมปทานปิโตรเลียมทั้งหมดให้ประชาชนได้รับรู้ และควรเปลี่ยนมาใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต แทนระบบสัมปทาน 4.ควรกำหนดไม่ให้ข้าราชการเข้าไปเป็นกรรมการของบริษัทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องพันกับหน้าที่ด้านนโยบาย และ 5.กำหนดให้ใช้พลังงานทดแทนอย่างจริงจังและทำเป็นวาระแห่งชาติ
หลวงปู่พุทธะอิสระกล่าวว่า ข้อเสนอทั้งหมดดังกล่าว รวมถึงข้อเสนอด้านพลังงานที่เคยทำไว้ที่เวทีแจ้งวัฒนะ จะสรุปรวมเป็นรูปเล่ม เพื่อเสนอต่อ คสช.ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ เพื่อให้นำไปเป็นหลักการปฏิรูปพลังงานต่อไป ส่วนปัญหาท่อก๊าซนั้น ได้ให้ทั้งฝ่าย ปตท.และฝ่ายภาคประชาชนส่งข้อมูลเข้ามาเพื่อนำมาพิจารณาข้อมูลให้ชัดเจนก่อนจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
“การเสวนาครั้งนี้เชื่อว่าน่าจะเข้าใจกันมากขึ้น ส่วนคนที่คัดค้านและไม่มาในวันนี้ ถือว่าไม่มาใช้สิทธิ์ตัวเอง และไม่ควรออกไปคัดค้านข้างนอกอีก เพราะถือว่าเปิดเวทีให้แล้ว แต่ไม่มาเอง แต่รู้สึกแปลกใจว่าเวทีนี้ไม่มีใครถามเรื่องไฟฟ้าและพลังงานทดแทน ดังนั้นอาจเปิดเวทีอีกรอบเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวต่อไป” หลวงปู่พุทธะอิสระกล่าว
สำหรับบรรยากาศในการเสวนานั้น บนเวทีได้แบ่งพื้นที่ด้านซ้ายเป็นที่นั่งของฝ่ายภาคประชาชน และด้านขวาเป็นที่นั่งของฝ่ายภาครัฐและ ปตท. โดยมีหลวงปู่พุทธะอิสระนั่งกลางเวที โดยเห็นได้ชัดว่าภาครัฐถูกไล่ต้อนคำถามและตอบคำถามด้วยความเคร่งเครียด ซึ่งในบางช่วงบางตอน ภาคประชาชนถามคำถามลักษณะให้ตอบว่าใช่หรือไม่เท่านั้น ส่งผลให้นายมนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการฝ่ายภาครัฐ ระงับอารมณ์ไม่อยู่และโต้ตอบสวนทันทีว่าตัวเองไม่ใช่จำเลยที่จะให้มาตอบคำถามลักษณะนี้ จนหลวงปู่พุทธะอิสระต้องไกล่เกลี่ยว่า ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน เพื่อให้การเสวนาเป็นการหาทางออกให้กับประเทศอย่างจริงจังต่อไป
ด้านความเคลื่อนไหวของการเดินเท้ากลุ่มขาหุ้นปฏิรูปพลังงานในวันที่ 8 นั้น ยังคงอยู่ที่ จ.นครศรีธรรมราช โดยมีชุดใหม่รับช่วงเดินรณรงค์อย่างต่อเนื่อง ส่วน พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ช่วยราชการ บช.น. กล่าวในเรื่องนี้ว่า ขอเตือนพร้อมยืนยันอีกครั้งว่า หากผู้ชุมนุมเดินทางเข้ามาใน กทม. ตำรวจนครบาลจำเป็นต้องจับกุมทุกคน เช่นเดียวกับกรณีของนายวีระ และสมาชิกอีก 7 คน เนื่องจากเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.กฎอัยการศึก
"ขณะนี้ตำรวจได้ติดตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าวอยู่ตลอด แต่ส่วนตัวเชื่อว่าผู้ชุมนุมน่าจะถูกเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จับกุมตัวตั้งแต่เดินทางเข้าสู่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก่อนมาถึงกรุงเทพฯ อย่างแน่นอน" พล.ต.ต.อำนวยกล่าว.
http://www.thaipost.net/news/280814/95381
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่