ในเมืองบอร์กโดซ์ ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งผมอาศัยอยู่นั้น มีชายจรจัดอยู่คนหนึ่ง
ทุก ๆ วัน ผมก็จะเห็นชายจรจัดคนนั้น ใส่เสื้อผ้าเก่า ๆ นั่งอยู่ในที่เดิม ๆ
แต่ไม่ว่าสภาพของชายจรจัดคนนั้นจะเป็นยังไง เขาก็จะยิ้มและพูดกับทุกคนที่ผ่านไปมาว่า "สวัสดี" "ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีของคุณ" โดยไม่สนว่าคนที่ผ่านไปมาจะให้ทานแก่เขาหรือไม่
ชายจรจัดเลี้ยงสุนัขไว้ตัวหนึ่ง เป็นสุนัขที่สุภาพอ่อนโยนไม่ต่างไปจากเขาเลย มันไม่เคยเห่าหรือแยกเขี้ยวใส่ใคร
หลาย ๆ คนมักจะพูดว่า หมอนี่มันต้องโง่แน่ ๆ ตัวเองก็แทบจะไม่มีอะไรกิน แล้วดันจะเลี้ยงสุนัขไว้ทำไม
มีอย่างนึงที่คุณต้องรู้ คือที่ฝรั่งเศสเนี่ย ต่อให้เป็นช่วงหน้าร้อน มันก็เย็นยะเยือกในยามเช้าอยู่ดี
เช้าวันหนึ่ง กลางเดือนสิงหาคม ผมก็เดินทางแต่เช้าเหมือนทุก ๆ วัน แต่วันนั้นผมสังเกตเห็นชายจรจัดกับสุนัขของเขานอนกอดกันตัวกลม
มันหนาวมากจริง ๆ และภาพที่ผมเห็นทั้งคู่กำลังกอดกันมันเหมือนมีดที่ปักอยู่ในหัวใจของผม ผมไม่สามารถสลัดภาพนั้นออกไปจากหัวผมได้เลย
ผมไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่ผมก็ตัดสินใจว่า ยังไงก็ต้องทำอะไรสักอย่างหล่ะ
ในวันถัดมา ผมบอกกับหัวหน้าว่าจะขอไปทำธุระช่วงเช้า ผมออกไปพร้อมกับผ้าห่มผืนใหญ่ กับอาหารสำหรับชายจรจัดและสุนัขของเขา
ผมซื้อกาแฟมาด้วยสองแก้ว และถามชายจรจัดคนนั้น คุณรังเกียจไหมถ้าผมจะขอนั่งคุยกับคุณซักพักหนึ่ง
ชายจรจัดไม่ว่าอะไร ผมจึงนั่งลงข้าง ๆ และถามว่า ทำไมเคุณถึงมาอยู่ตรงนี้ ตกงาน ครอบครัวไม่ดูแล หรือว่าเพราะอะไร
ชายจรจัดไม่ได้ตอบคำถามผม แต่ถามผมกลับว่า ทำไม่ผมถึงมาคุยกับเขาหล่ะ
ผมตอบชายจรจัดว่า ทุก ๆ วัน ผมไปทำงาน และทุก ๆ คนที่พบเจอนั้น ดูไม่มีความสุขเอาเสียเลย ยกเว้นแต่คุณ
คุณยิ้มอยู่ตลอดเวลา คุณดูมีความสุขเหลือเกินเมื่อเทียบกับสภาพที่คุณเป็นอยู่ และนั่นมันทำให้ผมมีความสุขไปด้วย
ผมจะบอกตัวเองทุก ๆ วัน ไม่ว่าผมจะเจอเรื่องเลวร้ายอะไร ไม่ว่าผมจะพลาดหวังจากเรื่องอะไร แต่ชายจรจัดบนถนนคนนึง ที่ไม่มีอะไรอย่างที่ผมมีเลย แต่เขากลับมีความสุขมากกว่าผม
ชายจรจัดขอให้ผมหยุดพูด แล้วบอกกับผมว่า "ชั้นมีของบางอย่าง ของบางอย่างที่นายไม่อาจประเมินค่าได้ มันคือเจ้าตัวน้อยที่อยู่ในอ้อมกอดของชั้น"
ผมจึงถามชายจรจัดว่า เจอเจ้าสุนัขตัวนี้ได้ยังไง
ชายจรจัดตอบผมว่า "นั่นมันก็สองปีมาแล้ว วันนึง ชั้นถามตัวเองว่าจะอยู่ไปทำไม ถ้าจะต้องอยู่เพียงเพื่อมีชีวิตรอดไปวัน ๆ ชั้นไม่มีใครให้ต้องคิดถึง และก็ไม่มีใครมาเสียใจด้วยถ้าชั้นต้องตาย .. จนมารู้ตัว ชั้นก็ยืนอยู่บนสะพาน กำลังจะฆ่าตัวตาย
แต่แล้ว เจ้าหนูนี่ก็โผล่มา ทั้งเห่าทั้งกัดเสื้อชั้น ไม่ให้ชั้นโดดลงไป ชั้นเลยให้คุ๊กกี้ชิ้นสุดท้ายในกระเป๋ากับมัน
มันดูมีความสุขมาก ๆ เลยนะ และนั่นทำให้ชั้นร้องไห้ออกมา และตัดสินใจไม่โดดสะพาน"
"ตั้งแต่วันนั้นมา เจ้าหนูนี่ก็กลายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของชั้น มันเหมือนกับลูกของชั้นเลยหล่ะ
บางวันมันก็ไปเดินเล่น แล้วก็กลับมากินข้าวกับชั้น ข้าวที่ว่าก็พวกเศษเค้กเศษแซนวิสที่คนกินเหลือแหละนะ
แต่ไม่ว่ายังไง เจ้าหนูมันก็นอนหลับข้าง ๆ ชั้นตลอดเลยหล่ะ"
ผมได้ฟังแล้ว ก็ถามชายจรจัดต่อไปว่า ทำไมคุณถึงไม่ไปอยู่ที่ศูนย์ช่วยเหลือคนไร้ที่อยู่หล่ะ
ผมไม่คาดคิดเลยว่าคำตอบที่ผมได้รับจากชายจรจัดมันจะทำให้ผมกลั้นน้ำตาไม่อยู่
ชายจรจัดตอบผมว่า "เมื่อแปดเดือนที่แล้ว ชั้นเกือบจะมีที่ให้หลบหนาว มีเตียงให้นอน มีอะไรให้กินแล้ว
แต่มันดันติดตรงที่เขาไม่ยอมให้สุนัขเข้าไปอยู่ด้วย
ชั้นเลยต้องปฏิเสธข้อเสนอของเขา เพราะเจ้าหนูนี่เป็นสิ่งเดียวที่ชั้นเหลืออยู่ และชั้นยอมตายดีกว่าจะทิ้งเจ้าหนูนี่ไป
ตอนที่ชั้นคิดว่าไม่เหลืออะไรแล้ว เจ้าหนูนี่สอนให้ชั้นรู้จักความรัก สอนให้ชั้นรู้จักการมีชีวิตอยู่เพื่ออะไรบางสิ่ง
และชั้นเป็นหนี้บุญคุณมันเหลือเกิน
เวลาที่ใครให้ทานชั้น สิ่งแรกที่ชั้นจะซื้อคืออาหารของเจ้าหนูนี่ และต่อเมื่อมันได้ในสิ่งที่มันควรจะได้ครบแล้ว ชั้นจึงจะซื้อข้าวของชั้นเอง
บางครั้งชั้นก็ได้ยินคนเขาว่านะ ว่า "แกมันโง่ที่ดันไปเลี้ยงหมาเอาไว้"
ถ้าชั้นมีโอกาสตอบได้ ชั้นก็จะตอบว่า "ถึงเจ้าหนูมันจะเป็นแค่สัตว์ แต่มันก็ให้ความรักกับชั้นมากกว่าที่ชั้นเคยได้รับจากทุกคนที่ชั้นเคยเจอ และชั้นจะรักมันให้ไม่น้อยไปกว่าที่มันรักชั้นแน่นอน"
เมื่อชายจรจัดพูดจบ ผมส่งผ้าห่มและอาหารที่เตรียมมาให้กับเขา เขาขอบคุณผมด้วยความซาบซึ้ง แล้วบอกว่าต่อไปนี้เจ้าบ๊อบบี้ (เจ้าหนู) จะมีของดี ๆ กิน แล้วก็ไม่ต้องทนหนาวอีกแล้ว
ตอนนั้นเอง ผมก็ไม่รู้ว่าอะไรดลใจผมนะ ผมจดที่อยู่ของผมแล้วผูกเอาไว้กับปลอกคอเจ้าบ๊อบบี้ และบอกชายจรจัดว่า "คุณไม่ต้องกังวลอีกต่อไปแล้วหล่ะ ถ้าวันนึงเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับคุณ ผมจะดูแลเจ้าบ๊อบบี้แทนคุณเอง มันไม่มีทางต้องอยู่ลำพังแน่นอน"
เมื่อพูดจบ ชายจรจัดก็ร้องไห้ด้วยความยินดี
วันนั้น เป็นวันที่ผมได้พบกับคนที่มีความสุขที่สุด
เครดิต
http://9gag.com/gag/aNoZLGv
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ตกเย็นเลิกงานหลังจากประชุมเครียด ผมก็อยากอ่านอะไรขำ ๆ ครับ มาอยู่หน้าจอก็กดเข้า 9gag ก่อนเลย
ตั้งใจว่าจะขำครับ มาอ่านเจอเรื่องนี้เข้า น้ำตาแตกครับ แทนที่จะได้ฮา
ผมตั้งใจแปลเรื่องนี้ให้อ่านกัน ส่วนหนึ่งคือมันก็คล้ายกับชีวิตของผมอยู่
เรื่องจริงที่เกิดที่ฝรั่งเศสนี้ สอนอะไรผมหลายอย่างครับ
(ปล.ผมไม่ได้แปลตามตัวอักษรเท่าไหร่นะครับ)
เรื่องดี ๆ ของคนกับหมา กับบางมุมที่คุณอาจจะไม่รู้
ทุก ๆ วัน ผมก็จะเห็นชายจรจัดคนนั้น ใส่เสื้อผ้าเก่า ๆ นั่งอยู่ในที่เดิม ๆ
แต่ไม่ว่าสภาพของชายจรจัดคนนั้นจะเป็นยังไง เขาก็จะยิ้มและพูดกับทุกคนที่ผ่านไปมาว่า "สวัสดี" "ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีของคุณ" โดยไม่สนว่าคนที่ผ่านไปมาจะให้ทานแก่เขาหรือไม่
ชายจรจัดเลี้ยงสุนัขไว้ตัวหนึ่ง เป็นสุนัขที่สุภาพอ่อนโยนไม่ต่างไปจากเขาเลย มันไม่เคยเห่าหรือแยกเขี้ยวใส่ใคร
หลาย ๆ คนมักจะพูดว่า หมอนี่มันต้องโง่แน่ ๆ ตัวเองก็แทบจะไม่มีอะไรกิน แล้วดันจะเลี้ยงสุนัขไว้ทำไม
มีอย่างนึงที่คุณต้องรู้ คือที่ฝรั่งเศสเนี่ย ต่อให้เป็นช่วงหน้าร้อน มันก็เย็นยะเยือกในยามเช้าอยู่ดี
เช้าวันหนึ่ง กลางเดือนสิงหาคม ผมก็เดินทางแต่เช้าเหมือนทุก ๆ วัน แต่วันนั้นผมสังเกตเห็นชายจรจัดกับสุนัขของเขานอนกอดกันตัวกลม
มันหนาวมากจริง ๆ และภาพที่ผมเห็นทั้งคู่กำลังกอดกันมันเหมือนมีดที่ปักอยู่ในหัวใจของผม ผมไม่สามารถสลัดภาพนั้นออกไปจากหัวผมได้เลย
ผมไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่ผมก็ตัดสินใจว่า ยังไงก็ต้องทำอะไรสักอย่างหล่ะ
ในวันถัดมา ผมบอกกับหัวหน้าว่าจะขอไปทำธุระช่วงเช้า ผมออกไปพร้อมกับผ้าห่มผืนใหญ่ กับอาหารสำหรับชายจรจัดและสุนัขของเขา
ผมซื้อกาแฟมาด้วยสองแก้ว และถามชายจรจัดคนนั้น คุณรังเกียจไหมถ้าผมจะขอนั่งคุยกับคุณซักพักหนึ่ง
ชายจรจัดไม่ว่าอะไร ผมจึงนั่งลงข้าง ๆ และถามว่า ทำไมเคุณถึงมาอยู่ตรงนี้ ตกงาน ครอบครัวไม่ดูแล หรือว่าเพราะอะไร
ชายจรจัดไม่ได้ตอบคำถามผม แต่ถามผมกลับว่า ทำไม่ผมถึงมาคุยกับเขาหล่ะ
ผมตอบชายจรจัดว่า ทุก ๆ วัน ผมไปทำงาน และทุก ๆ คนที่พบเจอนั้น ดูไม่มีความสุขเอาเสียเลย ยกเว้นแต่คุณ
คุณยิ้มอยู่ตลอดเวลา คุณดูมีความสุขเหลือเกินเมื่อเทียบกับสภาพที่คุณเป็นอยู่ และนั่นมันทำให้ผมมีความสุขไปด้วย
ผมจะบอกตัวเองทุก ๆ วัน ไม่ว่าผมจะเจอเรื่องเลวร้ายอะไร ไม่ว่าผมจะพลาดหวังจากเรื่องอะไร แต่ชายจรจัดบนถนนคนนึง ที่ไม่มีอะไรอย่างที่ผมมีเลย แต่เขากลับมีความสุขมากกว่าผม
ชายจรจัดขอให้ผมหยุดพูด แล้วบอกกับผมว่า "ชั้นมีของบางอย่าง ของบางอย่างที่นายไม่อาจประเมินค่าได้ มันคือเจ้าตัวน้อยที่อยู่ในอ้อมกอดของชั้น"
ผมจึงถามชายจรจัดว่า เจอเจ้าสุนัขตัวนี้ได้ยังไง
ชายจรจัดตอบผมว่า "นั่นมันก็สองปีมาแล้ว วันนึง ชั้นถามตัวเองว่าจะอยู่ไปทำไม ถ้าจะต้องอยู่เพียงเพื่อมีชีวิตรอดไปวัน ๆ ชั้นไม่มีใครให้ต้องคิดถึง และก็ไม่มีใครมาเสียใจด้วยถ้าชั้นต้องตาย .. จนมารู้ตัว ชั้นก็ยืนอยู่บนสะพาน กำลังจะฆ่าตัวตาย
แต่แล้ว เจ้าหนูนี่ก็โผล่มา ทั้งเห่าทั้งกัดเสื้อชั้น ไม่ให้ชั้นโดดลงไป ชั้นเลยให้คุ๊กกี้ชิ้นสุดท้ายในกระเป๋ากับมัน
มันดูมีความสุขมาก ๆ เลยนะ และนั่นทำให้ชั้นร้องไห้ออกมา และตัดสินใจไม่โดดสะพาน"
"ตั้งแต่วันนั้นมา เจ้าหนูนี่ก็กลายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของชั้น มันเหมือนกับลูกของชั้นเลยหล่ะ
บางวันมันก็ไปเดินเล่น แล้วก็กลับมากินข้าวกับชั้น ข้าวที่ว่าก็พวกเศษเค้กเศษแซนวิสที่คนกินเหลือแหละนะ
แต่ไม่ว่ายังไง เจ้าหนูมันก็นอนหลับข้าง ๆ ชั้นตลอดเลยหล่ะ"
ผมได้ฟังแล้ว ก็ถามชายจรจัดต่อไปว่า ทำไมคุณถึงไม่ไปอยู่ที่ศูนย์ช่วยเหลือคนไร้ที่อยู่หล่ะ
ผมไม่คาดคิดเลยว่าคำตอบที่ผมได้รับจากชายจรจัดมันจะทำให้ผมกลั้นน้ำตาไม่อยู่
ชายจรจัดตอบผมว่า "เมื่อแปดเดือนที่แล้ว ชั้นเกือบจะมีที่ให้หลบหนาว มีเตียงให้นอน มีอะไรให้กินแล้ว
แต่มันดันติดตรงที่เขาไม่ยอมให้สุนัขเข้าไปอยู่ด้วย
ชั้นเลยต้องปฏิเสธข้อเสนอของเขา เพราะเจ้าหนูนี่เป็นสิ่งเดียวที่ชั้นเหลืออยู่ และชั้นยอมตายดีกว่าจะทิ้งเจ้าหนูนี่ไป
ตอนที่ชั้นคิดว่าไม่เหลืออะไรแล้ว เจ้าหนูนี่สอนให้ชั้นรู้จักความรัก สอนให้ชั้นรู้จักการมีชีวิตอยู่เพื่ออะไรบางสิ่ง
และชั้นเป็นหนี้บุญคุณมันเหลือเกิน
เวลาที่ใครให้ทานชั้น สิ่งแรกที่ชั้นจะซื้อคืออาหารของเจ้าหนูนี่ และต่อเมื่อมันได้ในสิ่งที่มันควรจะได้ครบแล้ว ชั้นจึงจะซื้อข้าวของชั้นเอง
บางครั้งชั้นก็ได้ยินคนเขาว่านะ ว่า "แกมันโง่ที่ดันไปเลี้ยงหมาเอาไว้"
ถ้าชั้นมีโอกาสตอบได้ ชั้นก็จะตอบว่า "ถึงเจ้าหนูมันจะเป็นแค่สัตว์ แต่มันก็ให้ความรักกับชั้นมากกว่าที่ชั้นเคยได้รับจากทุกคนที่ชั้นเคยเจอ และชั้นจะรักมันให้ไม่น้อยไปกว่าที่มันรักชั้นแน่นอน"
เมื่อชายจรจัดพูดจบ ผมส่งผ้าห่มและอาหารที่เตรียมมาให้กับเขา เขาขอบคุณผมด้วยความซาบซึ้ง แล้วบอกว่าต่อไปนี้เจ้าบ๊อบบี้ (เจ้าหนู) จะมีของดี ๆ กิน แล้วก็ไม่ต้องทนหนาวอีกแล้ว
ตอนนั้นเอง ผมก็ไม่รู้ว่าอะไรดลใจผมนะ ผมจดที่อยู่ของผมแล้วผูกเอาไว้กับปลอกคอเจ้าบ๊อบบี้ และบอกชายจรจัดว่า "คุณไม่ต้องกังวลอีกต่อไปแล้วหล่ะ ถ้าวันนึงเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับคุณ ผมจะดูแลเจ้าบ๊อบบี้แทนคุณเอง มันไม่มีทางต้องอยู่ลำพังแน่นอน"
เมื่อพูดจบ ชายจรจัดก็ร้องไห้ด้วยความยินดี
วันนั้น เป็นวันที่ผมได้พบกับคนที่มีความสุขที่สุด
เครดิต http://9gag.com/gag/aNoZLGv
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้