แชร์ลูกโซ่ Vs หุ้นปั่น

แชร์ลูกโซ่ Vs หุ้นปั่น (ตอนนี้เจอ U-Token อีกต่ะหาก)

ตราบใดที่ "ความโลภ ความอยากได้ ความอยากมี" ยังคงอยู่ ธุรกิจเหล่านี้ก็ยังคงวนเวียนกลับมาเป็นวัฏจักร แต่อยู่ในรูปแบบและชื่อเรียกที่แตกต่างกันเท่านั้นเอง

ตอนที่ 1 แชร์ลูกโซ่ (Ponzi scheme)

แล้วผมจะเล่าให้ฟัง ว่าแชร์ลูกโซ่ เขาทำกำไรกันยังไง แล้วทำไมสุดท้ายถึงพัง

1)    นาย A จัดตั้งบริษัทอุปโลกน์ขึ้นมาบริษัทหนึ่ง ป่าวประกาศโฆษณาชวนเชื่อเพื่อชักชวนคนให้มาลงทุน โดยอ้างว่าจะรวบรวมเงินลงทุนไปลงทุนต่อในตลาดหุ้น หรือไปลงทุนในธุรกิจที่ได้กำไรสูง โดยการันตีว่าคนที่นำเงินมาลงทุนจะได้เงินคืนอย่างน้อยร้อยละ 10 ต่อเดือน โดยทุกคนต้องลงทุนอย่างน้อยคนละ 100,000 บาท
2)    นาย A จ้างหน้าม้าอีก 10 คน มาอวดอ้างว่าเอาเงินไปลงทุนแล้วได้กำไรแน่นอน ถ่ายรูปบ้านหลังใหญ่ รถคันหรู ถ่ายรูปตอนไปเที่ยวต่างประเทศมากมาย เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือมากขึ้นไปอีก
3)    นาย A และพวกสามารถชักชวนคนมาลงทุนได้อีก โดย 1 คน ชวนได้อีก 4 คน ดังนั้น ในเวลานี้จะมีคนมาร่วมลงทุนแล้วทั้งหมด 10+(4x10) = 50 คน ลงทุนคนละ 1 แสนบาท คิดเป็นเงินรวม 5 ล้านบาท
4)    50 คนแรกที่มาลงทุน ไปชักชวนเพื่อนฝูงญาติพี่น้องคน รู้จักมาลงทุนได้อีกคนละ 4 คน ทำให้มีคนร่วมลงทุนตอนนี้ถึง 50+(50x4) = 250 คน ลงทุนคนละ 1 แสนบาท ก็เป็นเงินรวมกันกว่า 25 ล้านบาท
5)    ทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งลองคิดดู ว่าถ้า 250 คนนี้ ชักชวนได้อีกคนละ 4 คน และทวีคูณจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนลูกโซ่ พูดกันปากต่อปาก สุดท้ายเงินในกองทุนจะมีมากถึงเท่าไรกัน ร้อยล้าน พันล้าน หรือ หมื่นล้าน ?
6)    สุดท้ายพอถึงจุดหนึ่ง ก็ “ตู้มมมม” ฟองสบู่แชร์ลูกโซ่แตก เจ้ามือต้นเรื่องหอบเงินหนี เหยื่อขาดทุนกันเป็นทิวแถว ฟ้องร้องใครไม่ได้ บางคนเอาเงินเก็บทั้งชีวิต เอาเงินค่าเล่าเรียนลูก เอาบ้านไปจำนอง เอารถไปเข้าไฟแนนซ์ เพื่อเอาเงินมาลงทุน แต่สุดท้าย ไม่เหลืออะไร ฆ่าตัวตายไปก็มี

คำถาม: ทำไมผู้คนต่างหลงเชื่อหอบเงินเข้าไปลงทุนขนาดนั้น?
คำตอบ: ก็ความโลภไงครับ และที่สำคัญ เขาจ่ายเงินจ่ายผลตอบแทนคืนให้จริงๆด้วยนะ ใครไม่เชื่อก็บ้าแล้ว

คำถาม: อ้าว แล้วเค้าทำยังไงล่ะถึงจ่ายผลตอบแทนให้ได้จริง
คำตอบ: ก็ไม่เห็นยากเลย คิดตามง่ายๆนะ 50 คนแรกที่ถูกชวนมา เขาก็ได้ผลตอบแทนจริงๆนะทุกเดือน เดือนละ 10,000 บาท (ลงทุน 1 แสน ได้ 10%
ต่อเดือน) แต่เงินที่มาจ่ายผลตอบแทนให้ 50 คนนี้ ก็เอาเงินลงทุนของคนใหม่อีก 200 คนมาจ่ายให้ ส่วนคนใหม่อีก 200 คน ก็ได้ผลตอบแทนจากเหยื่อหน้าใหม่อีก 1,000 คนที่เอาเงินเข้ามาลงทุน ดังนั้น คนก็จะคิดว่าเป็นการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนจริง ทบกันไปเรื่อยๆ มากขึ้นๆเรื่อยๆ

คำถาม: อ้าว ยังงี้ก็ไม่เห็นต่างอะไรกับการเอาเงินมาต่อเงินเลยนี่นา
คำตอบ: ใช่แล้วครับ

คำถาม: แล้วทำไมสุดท้ายถึงพังล่ะ
คำตอบ: ก็เมื่อข่าวแพร่กระจายไปเป็นวงกว้าง คนเริ่มเข้ามากันมากขึ้น ทั้งคนรวย คนจน ฯลฯ และหน่วยงานภาครัฐเริ่มเพ่งเล็ง เจ้ามือเริ่มเห็นว่ายอดคนที่เข้าใหม่เริ่มน้อยลงเรื่อยๆ จนเงินก้อนใหม่เริ่มไม่พอที่จะจ่ายผลตอบแทนคืนให้กับคนก่อนๆแล้ว ก็หอบเงินหนีไปต่างประเทศ ใช้จ่ายสบายใจ รอคดีหมดอายุความ ก็บินกลับมาอย่างเท่ห์ๆ

คำถาม: แล้วมีคนได้กำไรหรือเปล่า หรือขาดทุนกันหมดเลย
คำตอบ: ก็ไม่เชิงครับ ต้องบอกว่ามีทั้งกำไรมาก กำไรน้อย ขาดทุน จนถึงหมดตัวก็มี คิดตามง่ายๆ คนที่ได้กำไรมากสุดโดยแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลยก็คือเจ้ามือกับหน้าม้ากลุ่มแรก ซึ่งเรียกง่ายๆว่าคนที่อยู่บนยอดปิระมิด ส่วนคนที่ได้กำไรน้อยลงมาหน่อยก็คนเป็นอีก 50 คนต่อมา ซึ่งก็เหมือนอยู่ในชั้นที่ 2 ของปิระมิด ส่วนคนที่ขาดทุนเยอะที่สุด คือคนกลุ่มสุดท้ายที่เข้ามาเป็นเหยื่อ ซึ่งมีจำนวนมากที่สุด เหมือนฐานของปิระมิดนั่นเอง เพราะสุดท้ายก็ไม่เหลืออะไรเลย ดังนั้น ผมเลยไม่ค่อยขัดแย้งกับเพื่อนหรือคนรู้จักที่เข้าไปทำธุรกิจนี้หรอกครับ ผมจะเริ่มด้วยการถามคำถามง่ายๆก่อนว่า รับความเสี่ยงได้มั้ยถ้าสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด? ถ้าเขาตอบว่าได้ ผมก็ไม่ยุ่งแล้วครับ ปล่อยให้เขาเสี่ยงเอง ถ้าโชคดีสุดๆก็อาจเป็น 50 คนแรก นั่งกินลมชมวิวบนหอคอยปิระมิด แต่ถ้าโชคร้ายเข้าขั้น ดันเป็น 20,000 คนสุดท้ายที่โดดเข้าไป ก็แบกรับความเสี่ยงอ่วมอรทัยใต้ฐานปิระมิดเองแล้วกันครับ Good Luck!!

นอกเรื่องเพิ่มเติมนิดหน่อยนะครับ แล้วธุรกิจที่เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่มันมีอะไรบ้างล่ะ ?
แชร์ลูกโซ่ แบบที่ผมยกตัวอย่างนั้น เป็นแชร์ลูกโซ่ที่ผมเรียกว่าโกงกันแบบหน้าด้านๆ เพราะไม่มีการเอาเงินลงทุนของเหยื่อไปทำอะไรจริงๆจังๆเลย อาจไปเปิดบัญชีเป็นเงินสดไว้ที่ไหนสักแห่งบนโลก และรอเวลาระเบิดออกมาเท่านั้น

แชร์ลูกโซ่บางรูปแบบ ก็ดีขึ้นมาหน่อย มีการเอาเงินไปลงทุนจริงๆ เช่น บอกว่าจะไปลงทุนปลูกต้นกฤษณา ซึ่งเป็นไม้หอมที่เวลาโตแล้วตัดขายได้ราคาดี ได้ผลตอบแทนทุกปี ปีละ 20-30% ซึ่งจริงๆแล้วก็อาจเอาเงินไปลงทุนปลูกต้นไม้จริง แต่ผลตอบแทนที่ได้มามันไม่ถึง 20-30% อาจได้จริงๆแค่ 5-10% ต่อปี แต่ส่วนต่างอีก 15 – 25%ก็มาจากเงินต่อเงินของเหยื่อรายใหม่เท่านั้นเอง

แต่แชร์ลูกโซ่แฝงในรูปแบบอื่นก็มีอีกมากมาย จนบางรูปแบบได้รับการยอมรับว่าเป็นธุรกิจ MLM ด้วยซ้ำไป ยกตัวอย่างเช่น แทนที่จะบอกว่าเอาเงินไปลงทุน ก็เปลี่ยนรูปแบบเป็นการสร้างเครือข่าย (networking) ในการซื้อสินค้าและบริการ โดยเฉพาะพวกของใช้ส่วนตัว ของใช้เกี่ยวกับสุขภาพ และความงาม เป็นต้น หรือแม้กระทั่งล่าสุด ตั้งเป็นค่าเงินอุปโลกน์ขึ้นมากันเอง คล้ายๆพวก U-Token

จะยกตัวอย่าง Model ธุรกิจแบบนี้ให้ฟังนะครับ

1)    นาย B จัดตั้งบริษัทขายเครื่องสำอางและสินค้าเพื่อสุขภาพขึ้นมาบริษัทหนึ่ง ขายสินค้ายี่ห้อ “ดีเฟร่อ” ป่าวประกาศโฆษณาชวนเชื่ออวดอ้างสรรพคุณสารพัด กินแล้วผิวขาว อกฟู รูฟิต เป็นสาวสองพันสามร้อยเก้าสิบเก้าปี ฯลฯ
2)    นาย B จ้างหน้าม้าอีก 10 คน มาอวดอ้างว่าใช้สินค้าตัวนี้แล้วดีอย่างนั้นอย่างนี้ สินค้าติด Top Chart ขายง่ายเพราะใช้แล้วดีไม่มีที่ติ แถมถ้าขาย “ดีเฟร่อ” ได้ 1 กล่อง ในราคาขายกล่องละ 1 พันบาท จะได้รับค่านายหน้ากล่องละ 300 บาท และถ้าสามารถชักชวนเพื่อนฝูงญาติพี่น้องคนรู้จักให้มาอยู่ในทีมขายของตัวเอง ทุกๆกล่องที่ขายได้เพิ่มจากลูกทีม เราก็จะได้ค่าคอมฯ อีกกล่องละ 200 บาท และถ้าลูกทีมของลูกทีมขายได้อีก เราก็จะได้อีกกล่องละ 100 บาท ได้เป็นทอดๆไปเรื่อยๆยันลูกหลานเหลนโหลนของทีม
3)    สมมตินาย B และพวกสามารถชักชวนคนมาอยู่ในทีมขายได้อีก โดย 1 คน ชวนได้อีก 4 คน ดังนั้น ในเวลานี้จะมีคนในทีมขายแล้วทั้งหมด 10+(4x10) = 50 คน และทุกคนขายได้คนละ 10 กล่อง รวม 500 กล่อง
4)    50 คนแรกที่มาขาย ไปชักชวนเพื่อนฝูงญาติพี่น้องคน รู้จักมาอยู่ในทีมได้อีกคนละ 4 คน ทำให้มีคนในทีมตอนนี้ถึง 50+(50x4) = 250 คน และทุกคนขายได้คนละ 10 กล่อง รวม 2,500 กล่อง
5)    ทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งลองคิดดู ว่าถ้า 250 คนนี้ ชักชวนได้อีกคนละ 4 คน และทวีคูณจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนลูกโซ่ พูดกันปากต่อปาก สุดท้ายจะขายได้กี่กล่อง หมื่นกล่อง แสนกล่อง หรือล้านกล่อง ?
6)    สุดท้ายพอถึงจุดหนึ่ง ก็ “แฟ่บ” เพราะทุกคนใช้สินค้ากันหมดแล้ว แถมเจอบางคนใช้แล้วก็ไม่ค่อยได้ผล ที่แย่หน่อยใช้แล้วเจอผลข้างเคียง ตาบอด หูหนวก หรือแม้กระทั่งเสียโฉม ทำให้สุดท้ายสินค้าก็ขายไม่ออก คนที่เคยมีรายได้มหาศาลก็ไม่มีรายได้ไปดื้อๆ ส่วนคนที่ซวยสุดก็คือคนที่ซื้อของมาตุนไว้เป็นร้อยเป็นพันกล่อง ขาดทุนย่อยยับ

คำถาม: ทำไมผู้คนต่างหลงเชื่อเข้าไปขายสินค้าขนาดนั้น?
คำตอบ: ก็ความโลภไงครับ และที่สำคัญ เขาจ่ายเงินค่าคอมฯคืนให้จริงๆ

คำถาม: อ้าว แล้วเค้าทำยังไงล่ะถึงจ่ายค่าคอมได้ขนาดนั้น?
คำตอบ: ก็ไม่เห็นยากเลย คิดตามง่ายๆนะ ว่าต้นทุนของสินค้าแบบพวก “ดีเฟร่อ” เนี่ย จะเท่าไรกัน ตั้งราคาขายตั้งกล่องละ 1,000 บาท เดี๋ยวนี้เดินไปร้านขายยาใหญ่ๆซื้อวิตามินซีผงมานั่งบดเองหลังบ้าน ตกราคาเม็ดละ 50 สตางค์ กับต้นทุนค่าแคปซูลเจลลาตินอีกเม็ดละ 50 สตางค์ รวมเป็นต้นทุนเม็ดละ 1 บาท สมมติกล่องนึงมี 30 เม็ด ต้นทุนก็ 30 บาท รวมค่ากล่อง ค่า Packaging เต็มที่ก็ 50 บาท/กล่อง แต่ขายกล่องละ 1,000 บาท กำไรกล่องนึงก็ 950 บาทสบายๆ
ดังนั้น ทีมขาย 50 คนแรกที่ถูกชวนมา เขาก็ได้ค่าคอมฯจริงๆนะ ได้กล่องละ 300 บาท แต่เงินที่มาจ่ายค่าคอมให้ 50 คนนี้ ก็แบ่งกำไรมาจากส่วนต่างราคาขายกับต้นทุน (Margin) ที่มีอย่างมากมายมหาศาลถึงกล่องละ 950 บาทมาจ่ายให้ ส่วนคนใหม่อีก 200 คน ก็ได้ค่าคอมฯจากเหยื่อหน้าใหม่อีก 1,000 คนที่มาซื้อสินค้านั่นเอง ก็แหม กล่องนึงมีกำไรตั้ง 950 บาท จ่ายค่าคอม 400-500 บาทจะเป็นไรไป

คำถาม: อ้าว ยังงี้ก็ไม่เห็นต่างอะไรกับการซื้อของแพง หรือเป็นสำนวนไทยที่ว่า “อัฐยายซื้อขนมยาย” เลยนี่นา
คำตอบ: ใช่แล้วครับ

คำถาม: แล้วมีคนร่ำรวยจากธุรกิจนี้หรือเปล่า หรือแค่ลวงโลก
คำตอบ: ก็ไม่เชิงครับ ต้องบอกว่ามีทั้งกำไรมาก กำไรน้อย และขาดทุน คิดตามง่ายๆ คนที่ได้กำไรมากสุดโดยแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลยก็คือเจ้ามือกับหน้าม้ากลุ่มแรก ซึ่งเรียกง่ายๆว่าคนที่อยู่บนยอดปิระมิด ส่วนคนที่ได้กำไรน้อยลงมาหน่อยก็คนเป็นอีก 50 คนต่อมา ซึ่งก็เหมือนอยู่ในชั้นที่ 2 ของปิระมิด ส่วนคนที่ขาดทุนเยอะที่สุด คือคนกลุ่มสุดท้ายที่เข้ามาเป็นเหยื่อ แถมซื้อของตุนไว้อีก ซึ่งมีจำนวนมากที่สุด เหมือนฐานของปิระมิดนั่นเอง

ปล. ธุรกิจแบบนี้ ที่ทำสินค้าได้มาตรฐานระดับหนึ่ง น่าชื่นชม แล้วธุรกิจยังพอไปได้แบบไม่หลอกลวงก็ยังมีนะครับ อาทิ “Am...y” หรือ “Giff...ne” แต่ส่วนตัวผม พินิจพิเคราะห์ดูแล้วก็ยังคิดว่าสินค้าค่อนข้างแพงไปอยู่ดีครับ

คราวหน้ามาต่อตอนที่ 2 นะครับ แล้วจะเล่าให้ฟังว่าแชร์ลูกโซ่ กับ ปั่นหุ้น มันเหมือนกันหรือต่างกันตรงไหนบ้าง

โชคดีกับการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ และจำไว้เสมอว่า “สัมมาอาชีวะ” ครับ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่