มีประเด็นเกี่ยวกับประกันสังคม ที่คิดว่าหากแก้ไขเพียงบางมาตรา น่าจะช่วยคนจำนวนไม่น้อยให้พ้นจากวิกฤตหรือมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ จึงอยากขอความคิดเห็นจากหลายๆท่าน เผื่อว่ามีมุมมองอื่นๆที่แตกต่างหรือเพิ่มเติม เพื่อเสนอให้สภาปฏิรูปพิจารณาครับ.
ประเด็นที่อยากเสนอให้แก้ไขมี 2 ประเด็น ซึ่งหวังว่าจะช่วยผู้ประกันตนที่มีรายได้น้อย/และผู้สูงอายุที่ยากไร้ ดังนี้ครับ
1.ให้ผู้ประกันตนที่สิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตน สามารถเลือกรับเงินบำเหน็จได้ก่อนอายุ 55
(ข้อนี้หวังว่าจะช่วยผู้ประกันตนที่มีรายได้น้อยที่ต้องพบกับภาวะวิกฤตในชีวิตครับ)
เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกันตนจะรับเงินบำเหน็จได้ (กรณีส่งเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน) ต้องรอให้อายุครบ 55ปีบริบูรณ์ สำหรับผู้ที่มีความพร้อมการออมเงินไว้ใช้ยามเกษียณนับว่าเป็นแผนที่ดี แต่กับคนที่ขาดความพร้อม ในยามชีวิตพบวิกฤต เงินออมจำนวนน้อยนิด ที่จะช่วยให้ก้าวข้ามปัญหาไปได้ คงมีค่ากว่ามาก
ผมขอยกตัวอย่างนะครับ
“นาง ก.อายุ 45 ปีทำงานเป็นพนักงานฝ่ายผลิตที่โรงงานแห่งหนึ่ง ส่งเงินประกันสังคมมา 150 เดือน
โรงงานที่ทำงานอยู่ก็ประสบวิกฤตต้องปิดตัวลง นาง ก.พยายามไปสมัครงานหลายแห่ง แต่ไม่มีที่ใดรับเข้าทำงาน
เนื่องจากอายุมากและเป็นแรงงานไร้ทักษะ หลังผ่านไป 6 เดือน เงินทดแทนการว่างงานและเงินออมที่มีอยู่เล็กน้อย
ก็หมดลง นาง ก.ตั้งใจเปิดร้านค้าขายเล็กๆ แต่ขาดเงินทุนและแม้จะออมเงินกับกองทุนประกันสังคมมา 150 เดือน
แต่ก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้ เหตุเพราะระเบียบปัจจุบัน จะต้องรอให้อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ก่อน สุดท้ายนาง ก.ต้องหันเข้าพึ่งนายทุนเงินกู้นอกระบบ ซึ่งเป็นการก้าวเข้าสู่วังวนของปัญหาหนี้สิน อย่างที่เรามักพบเจอในข่าว “
ถ้าโชคร้ายรายได้ที่หามาไม่มากพอจ่ายหนี้ เราอาจได้เหยื่อแก๊งเงินกู้นอกระบบเพิ่มอีกราย....
..แต่...ถ้าโชคร้ายกว่านั้นนาง ก.หาทางออกกับวิกฤตนี้ไม่ได้ สุดท้ายต้องจบชีวิตลง เงินออมที่นาง ก.ออมกับกองทุนประกันสังคม ก็จะไม่ได้ก่อเกิดประโยชน์ใดๆกับนาง ก.เลย แม้ทายาทนาง ก.จะได้รับเงินบำเหน็จแทนแต่คงไม่ใช่เรื่องที่ใครคาดหวังอยากให้เป็น.
ในความเห็นผมหากสุจริตชนต้องพบกับวิกฤตในชีวิต แต่ยังคงมุ่งมั่นประกอบสัมมาชีพ เราควรช่วยสนับสนุน ยิ่งในกรณีเช่นนี้นาง ก.มีเงินออมอยู่กับกองทุนประกันสังคม แต่ไม่สามารถนำมาใช้ได้เพราะติดอุปสรรคจากข้อบังคับของกองทุน
หากเราช่วยขจัดอุปสรรคโดยเพียงแก้ไขข้อบังคับให้เขาสามารถใช้เงินออมของตัวเอง เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ เพื่อให้สามารถก้าวข้ามวิกฤตชีวิตไปได้ จะดีกว่าไหมครับ ?
และการช่วยแบบนี้รัฐก็ไม่ต้องใช้ทรัพยากรใดๆเลย กองทุนประกันสังคมก็ไม่ได้สูญเสียอะไรเลยเช่นกัน
ในทางตรงกันข้ามหากนาง ก.ไม่มีทางออก ก็อาจเป็นภาระให้หน่วยงานอื่นๆต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
วิธีการก็ง่ายๆครับ.
แค่แก้ไขข้อบังคับให้สิทธิ์ผู้สิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตน และส่งเงินสบทบไม่ครบ 180 เดือน สามารถเลือกขอรับเงินบำเหน็จได้ก่อนอายุ 55 ปีบริบูรณ์
หากต้องการจำกัดการช่วยเหลือเฉพาะแก่แรงงานสูงอายุ ก็อาจกำหนดให้ต้องส่งเงินสบทบเป็นระยะเวลาหนึ่งเช่น 120 หรือ 150 เดือนจึงจะมีสิทธิ์
และหากเกรงผลกระทบต่อฐานะความมั่นคงของกองทุน ก็อาจใช้วิธีให้กองทุนฯช่วยทางอ้อมด้วยการให้กู้ผ่านธนาคารของรัฐโดยใช้เงินบำเหน็จเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน (เดิมเคยมีโครงการช่วยเหลือผู้ประกันตนลักษณะนี้เป็นการชั่วคราว แต่ปัจจุบันโครงการได้สิ้นสุดลงแล้ว)
หากภายหลังผู้ขอรับเงินบำเหน็จ ได้งานใหม่และกลับมาเป็นผู้ประกันตน ก็ไม่มีปัญหาเพราะมีข้อกำหนดเกี่ยวกับสิทธิ์ประโยชน์ไว้ชัดเจนแล้ว.
2.จัดตั้งกองทุนหรือมูลนิธิรับบริจาคเงินบำนาญจากผู้ประกันตนเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ยากไร้
ปี พ.ศ.2557 เป็นปีแรกที่กองทุนประกันสังคมเริ่มจ่ายเงินบำนาญให้สมาชิกที่มีคุณสมบัติครบถ้วน โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ประกันตนต้องมาแสดงตนเพื่อขอใช้สิทธิ์รับเงินบำนาญภายใน 1 ปี อัตราบำนาญสูงสุด(ในปีปัจจุบัน)ที่กองทุนจ่ายจะอยู่ที่ 3 พันบาทเศษ/เดือน
ผมเชื่อว่าจะมีผู้ประกันตนฐานะดีจำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องอาศัยเงินบำนาญของกองทุนประกันสังคม
จะไม่มาแสดงตนเพื่อใช้สิทธิ์รับเงินบำนาญ และเมื่อพ้นระยะเวลา 1 ปี หากยังไม่มาแสดงตนใช้สิทธิ์ เงินบำนาญของผู้ประกันตนท่านนั้นก็จะตกเป็นของกองทุนประกันสังคมไปโดยปริยาย
ซึ่งจะเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก.
เพราะเงิน 3 พันกว่าบาท/เดือน จะทวีค่าและความหมายเป็นอย่างมาก สำหรับผู้สูงอายุที่ยากไร้.
ผมอยากเสนอให้จัดตั้งกองทุนหรือมูลนิธิเพื่อรับบริจาคเงินบำนาญรายเดือนจากผู้ประกันตนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ยากไร้ โดยอาจมีมาตรการจูงใจเช่นสามารถนำเงินบริจาคไปหักลดหย่อนภาษีได้ และกำหนดคุณสมบัติของผู้สูงอายุที่จะได้รับเงินช่วยเหลือให้ชัดเจนมีมาตรการตรวจสอบการใช้เงินให้รัดกุม
หากมีการบริหารและประชาสัมพันธ์ที่ดี ผมเชื่อว่าจะมีผู้ประกันตนที่เดิมอาจตั้งใจละทิ้งเงินบำนาญของตนเปลี่ยนใจมาบริจาคแทน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดภาระหน่วยงานรัฐในการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุที่ยากไร้แล้ว ยังเป็นการสร้างบรรยากาศการแบ่งปันในสังคมได้เป็นอย่างดี.
ผมคิดว่าประเด็นการแก้ไขที่นำเสนอจะไม่กระทบต่อฐานะความมั่นคงของกองทุนประกันสังคม และยึดหลักที่ว่าเงินออมนั้นเป็นของผู้ประกันตนควรให้สิทธิ์ผู้ประกันตนใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด.
อยากขอความคิดเห็นจากเพื่อนๆสมาชิกว่าควรแก้ไข,ปรับปรุงหรือเพิ่มเติมประเด็นอะไรบ้าง และอยากผลักดันให้เกิดผลจริงให้ได้ เพราะโดยส่วนตัวยังเชื่อว่าประเด็นที่ขอแก้ไข แม้จะมีผลกับคนเพียงกลุ่มหนึ่งแต่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาได้ ที่สำคัญคือนอกจากไม่เป็นภาระต่องบประมาณรัฐยังช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐได้ และไม่น่ามีผลกระทบด้านลบกับใคร
ขอบคุณทุกท่านครับ
รบกวนขอความเห็นเพื่อนสมาชิก เรื่องปฎิรูปประกันสังคมเพื่อช่วยผู้ประกันตนที่ต้องออกจากงานและช่วยผู้สูงอายุผู้ยากไร้
ประเด็นที่อยากเสนอให้แก้ไขมี 2 ประเด็น ซึ่งหวังว่าจะช่วยผู้ประกันตนที่มีรายได้น้อย/และผู้สูงอายุที่ยากไร้ ดังนี้ครับ
1.ให้ผู้ประกันตนที่สิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตน สามารถเลือกรับเงินบำเหน็จได้ก่อนอายุ 55
(ข้อนี้หวังว่าจะช่วยผู้ประกันตนที่มีรายได้น้อยที่ต้องพบกับภาวะวิกฤตในชีวิตครับ)
เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกันตนจะรับเงินบำเหน็จได้ (กรณีส่งเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน) ต้องรอให้อายุครบ 55ปีบริบูรณ์ สำหรับผู้ที่มีความพร้อมการออมเงินไว้ใช้ยามเกษียณนับว่าเป็นแผนที่ดี แต่กับคนที่ขาดความพร้อม ในยามชีวิตพบวิกฤต เงินออมจำนวนน้อยนิด ที่จะช่วยให้ก้าวข้ามปัญหาไปได้ คงมีค่ากว่ามาก
ผมขอยกตัวอย่างนะครับ
“นาง ก.อายุ 45 ปีทำงานเป็นพนักงานฝ่ายผลิตที่โรงงานแห่งหนึ่ง ส่งเงินประกันสังคมมา 150 เดือน
โรงงานที่ทำงานอยู่ก็ประสบวิกฤตต้องปิดตัวลง นาง ก.พยายามไปสมัครงานหลายแห่ง แต่ไม่มีที่ใดรับเข้าทำงาน
เนื่องจากอายุมากและเป็นแรงงานไร้ทักษะ หลังผ่านไป 6 เดือน เงินทดแทนการว่างงานและเงินออมที่มีอยู่เล็กน้อย
ก็หมดลง นาง ก.ตั้งใจเปิดร้านค้าขายเล็กๆ แต่ขาดเงินทุนและแม้จะออมเงินกับกองทุนประกันสังคมมา 150 เดือน
แต่ก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้ เหตุเพราะระเบียบปัจจุบัน จะต้องรอให้อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ก่อน สุดท้ายนาง ก.ต้องหันเข้าพึ่งนายทุนเงินกู้นอกระบบ ซึ่งเป็นการก้าวเข้าสู่วังวนของปัญหาหนี้สิน อย่างที่เรามักพบเจอในข่าว “
ถ้าโชคร้ายรายได้ที่หามาไม่มากพอจ่ายหนี้ เราอาจได้เหยื่อแก๊งเงินกู้นอกระบบเพิ่มอีกราย....
..แต่...ถ้าโชคร้ายกว่านั้นนาง ก.หาทางออกกับวิกฤตนี้ไม่ได้ สุดท้ายต้องจบชีวิตลง เงินออมที่นาง ก.ออมกับกองทุนประกันสังคม ก็จะไม่ได้ก่อเกิดประโยชน์ใดๆกับนาง ก.เลย แม้ทายาทนาง ก.จะได้รับเงินบำเหน็จแทนแต่คงไม่ใช่เรื่องที่ใครคาดหวังอยากให้เป็น.
ในความเห็นผมหากสุจริตชนต้องพบกับวิกฤตในชีวิต แต่ยังคงมุ่งมั่นประกอบสัมมาชีพ เราควรช่วยสนับสนุน ยิ่งในกรณีเช่นนี้นาง ก.มีเงินออมอยู่กับกองทุนประกันสังคม แต่ไม่สามารถนำมาใช้ได้เพราะติดอุปสรรคจากข้อบังคับของกองทุน
หากเราช่วยขจัดอุปสรรคโดยเพียงแก้ไขข้อบังคับให้เขาสามารถใช้เงินออมของตัวเอง เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ เพื่อให้สามารถก้าวข้ามวิกฤตชีวิตไปได้ จะดีกว่าไหมครับ ?
และการช่วยแบบนี้รัฐก็ไม่ต้องใช้ทรัพยากรใดๆเลย กองทุนประกันสังคมก็ไม่ได้สูญเสียอะไรเลยเช่นกัน
ในทางตรงกันข้ามหากนาง ก.ไม่มีทางออก ก็อาจเป็นภาระให้หน่วยงานอื่นๆต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
วิธีการก็ง่ายๆครับ.
แค่แก้ไขข้อบังคับให้สิทธิ์ผู้สิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตน และส่งเงินสบทบไม่ครบ 180 เดือน สามารถเลือกขอรับเงินบำเหน็จได้ก่อนอายุ 55 ปีบริบูรณ์
หากต้องการจำกัดการช่วยเหลือเฉพาะแก่แรงงานสูงอายุ ก็อาจกำหนดให้ต้องส่งเงินสบทบเป็นระยะเวลาหนึ่งเช่น 120 หรือ 150 เดือนจึงจะมีสิทธิ์
และหากเกรงผลกระทบต่อฐานะความมั่นคงของกองทุน ก็อาจใช้วิธีให้กองทุนฯช่วยทางอ้อมด้วยการให้กู้ผ่านธนาคารของรัฐโดยใช้เงินบำเหน็จเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน (เดิมเคยมีโครงการช่วยเหลือผู้ประกันตนลักษณะนี้เป็นการชั่วคราว แต่ปัจจุบันโครงการได้สิ้นสุดลงแล้ว)
หากภายหลังผู้ขอรับเงินบำเหน็จ ได้งานใหม่และกลับมาเป็นผู้ประกันตน ก็ไม่มีปัญหาเพราะมีข้อกำหนดเกี่ยวกับสิทธิ์ประโยชน์ไว้ชัดเจนแล้ว.
2.จัดตั้งกองทุนหรือมูลนิธิรับบริจาคเงินบำนาญจากผู้ประกันตนเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ยากไร้
ปี พ.ศ.2557 เป็นปีแรกที่กองทุนประกันสังคมเริ่มจ่ายเงินบำนาญให้สมาชิกที่มีคุณสมบัติครบถ้วน โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ประกันตนต้องมาแสดงตนเพื่อขอใช้สิทธิ์รับเงินบำนาญภายใน 1 ปี อัตราบำนาญสูงสุด(ในปีปัจจุบัน)ที่กองทุนจ่ายจะอยู่ที่ 3 พันบาทเศษ/เดือน
ผมเชื่อว่าจะมีผู้ประกันตนฐานะดีจำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องอาศัยเงินบำนาญของกองทุนประกันสังคม
จะไม่มาแสดงตนเพื่อใช้สิทธิ์รับเงินบำนาญ และเมื่อพ้นระยะเวลา 1 ปี หากยังไม่มาแสดงตนใช้สิทธิ์ เงินบำนาญของผู้ประกันตนท่านนั้นก็จะตกเป็นของกองทุนประกันสังคมไปโดยปริยาย
ซึ่งจะเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก.
เพราะเงิน 3 พันกว่าบาท/เดือน จะทวีค่าและความหมายเป็นอย่างมาก สำหรับผู้สูงอายุที่ยากไร้.
ผมอยากเสนอให้จัดตั้งกองทุนหรือมูลนิธิเพื่อรับบริจาคเงินบำนาญรายเดือนจากผู้ประกันตนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ยากไร้ โดยอาจมีมาตรการจูงใจเช่นสามารถนำเงินบริจาคไปหักลดหย่อนภาษีได้ และกำหนดคุณสมบัติของผู้สูงอายุที่จะได้รับเงินช่วยเหลือให้ชัดเจนมีมาตรการตรวจสอบการใช้เงินให้รัดกุม
หากมีการบริหารและประชาสัมพันธ์ที่ดี ผมเชื่อว่าจะมีผู้ประกันตนที่เดิมอาจตั้งใจละทิ้งเงินบำนาญของตนเปลี่ยนใจมาบริจาคแทน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดภาระหน่วยงานรัฐในการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุที่ยากไร้แล้ว ยังเป็นการสร้างบรรยากาศการแบ่งปันในสังคมได้เป็นอย่างดี.
ผมคิดว่าประเด็นการแก้ไขที่นำเสนอจะไม่กระทบต่อฐานะความมั่นคงของกองทุนประกันสังคม และยึดหลักที่ว่าเงินออมนั้นเป็นของผู้ประกันตนควรให้สิทธิ์ผู้ประกันตนใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด.
อยากขอความคิดเห็นจากเพื่อนๆสมาชิกว่าควรแก้ไข,ปรับปรุงหรือเพิ่มเติมประเด็นอะไรบ้าง และอยากผลักดันให้เกิดผลจริงให้ได้ เพราะโดยส่วนตัวยังเชื่อว่าประเด็นที่ขอแก้ไข แม้จะมีผลกับคนเพียงกลุ่มหนึ่งแต่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาได้ ที่สำคัญคือนอกจากไม่เป็นภาระต่องบประมาณรัฐยังช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐได้ และไม่น่ามีผลกระทบด้านลบกับใคร
ขอบคุณทุกท่านครับ