YomKippur War การแก้แค้นของอาหรับ

รูปแสดงดินแดน ก่อน-หลังสงคราม 6วัน  
สีขาวคือก่อน  สีครีมคือหลังสงคราม
**



                      หลังสงคราม 6วันชัยชนะที่ได้มาอย่างท่วมท้น เหนือความคาดหมายของคนทั้งโลก  ทำให้ทหารอิสราเอลได้รับการจับตามอง ว่ายอดเยี่ยมหาใครเทียบ เหนือสิ่งอื่นใด หน่วยข่าวกรองของพวกเขา  ถูกยกย่องว่าเป็นหน่วยข่าวกรองที่ดีที่สุดในโลก  อิสราเอลสืบถึงความลับของชาติอาหรับได้อย่างหมดไส้หมดพุง รู้ทุกอย่าง เห็นทุกสิ่ง

  มีคำกล่าวว่าแม้แต่ทหารอาหรับจามกี่ครั้งอิสราเอลยังรู้  ยุทธวิธีที่อิสราเอลใช้ถูกนำไปใช้สอนในโรงเรียนสอนการทหารทั่วโลก  
สายลับอิสราเอล คือสุดยอด   สงครามครั้งนั้น ทหารอาหรับถูกเหยียดหยามว่าอ่อนแอ และโง่เขลา  เทียบไม่ได้เลยกับทหารของอิสราเอล
เสียงชื่นชม
เสียงชื่นชม
และเสียงชื่นชมที่มาจากทั่วโลก   กำลังทำให้อิสราเอลประมาท  

และความประมาทครั้งนี้ เกือบทำให้พวกเขาเกือบ"สิ้นชาติ"อีกครั้ง


ปี1969  หลังความพ่ายแพ้ต่ออิสราเอล อย่างหมดรูป ภายในเวลาเพียงแค่ 6วัน ทั้งๆที่ทุกอย่างเหนือกว่ามาก  ดินแดนหายไปกว่าค่อนประเทศ อาวุธเสียหายอย่างร้ายแรง ผู้นำของอิยิปต์ นัสเซอร์ซึ่งเป็นผู้นำของฝ่ายโลกอาหรับ แสดงความรับผิดชอบด้วยการประกาศลาออก  หลังประกาศว่า เราแพ้อิสราเอล

ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นสี่วัน วิทยุแห่งชาติ บอกประชาชนทุกครั้งว่าโลกอาหรับกำลังได้รับชัยชนะ   ประชาชนชาวอิยิปต์แทบไม่มีใครเชื่อหูตัวเอง   แต่ในขณะนั้นกระแสชาตินิยมมาแรงมาก ประชาชนเดินขบวนไม่ให้นัสเซอร์ลาออก และเรียกร้องให้อยู่ต่อเพื่อทวงดินแดนที่เสียไป  นัสเซอร์ประกาศออกทางโทรทัศน์ว่าจะทำทุกวิถีทาง  เพื่อทวงแผ่นดินคืน  และในปี1970  สิ่งที่นัสเซอร์ก็เป็นรุปเป็นร่างขึ้น  กองกำลังถูกรวบรวมขึ้นมาใหม่อีกครั้ง   เจรจาหาพันธมิตรเป็นไปได้ด้วยดี  ทำทุกอย่าง เพื่อทวงคืนสิ่งที่เสียไป

แต่ทว่า วันที่ 28 กันยายน 1970  ในที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาหรับ  กามาล อับเดล นัสเซอร์ ก็หัวใจวาย และเสียชีวิตในเวลาต่อมา  โดยสิ่งที่สัญญาไว้ยังไม่ทำให้เป็นจริง

รูปขณะ ประชาชนเรียกร้องไม่ให้นัตเซอร์ลาออก


รูปขณะประชุมเหล่าผู้นำอาหรับ 1วันก่อนนัตเซอร์ตาย
ซ้ายสุด ยัตเซอร์ อาราฟัต  ผู้นำปาเลสไตน์  กลาง กามาล อับเดล นัสเซอร์  ขวาสุด king ฮุสเซนต์ของจอร์แดน  



งานศพของนัตเซอร์  




เมื่อถึงตรงนี้  เหล่าผู้นำอิสราเอล  ถอนหายใจด้วยความโล่งใจ  ผู้นำที่กระเหี้ยนกระหือรือจะลบประเทศพวกเขา  ออกจากแผนที่โลก ได้จากไปแล้ว อิสราเอลคงจะปลอดภัยขึ้น แต่ทว่าพวกเขาไม่รู้เลยว่า การที่นัสเซอร์ตาย จะก่อให้เกิดศัตรูคู่ฟ้า ของอิสราเอล
ชายเพียงคนเดียวที่เกือบทำให้ อิสราเอลสิ้นชาติ   อันวาร์  ซาดัต


*****
อันวาร์  ซาดัต

*****
ชายที่ดูภายนอกเหมือนคุณลุงใจดีทั่วๆไปนี้ มีเล่ห์เหลี่ยมกว่าที่ใครคาดคิด เขารู้ว่าสิ่งที่จะทำให้อาหรับได้รับชัยชนะ คือด้วยมันสมอง ไม่ใช่กำลังเพียงอย่างเดียว  ในสามปีก่อนสงคราม เขาได้เริ่มหันมาเจรจาสัญญาสันติภาพกับอิสราเอล โดยบอกกับอิสราเอลในปี1971ว่าจะขอดินแดนที่เสียไปคืน หากตกลง โดยที่อิยิปต์จะตกลงหยุดยิงกับอิสราเอล และจะเปิดคลองสุเอซให้ใช้งานได้อีกครั้งและขอให้อิสราเอล รับรองความเป็นอยู่ของชาวปาเลสไตน์ และที่สำคัญ จะหันไปฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง   แน่นอนว่า การเจรจาล้มเหลว

สิ่งนี้ย่อมทำให้เกิดความไม่พอใจในกองทัพ   ดินแดนที่ชิงไปด้วยกำลังต้องแย่งคืนด้วยกำลัง  อันวาร์  ซาดัต ได้ตอบโต้ ด้วยจัดการสับเปลี่ยนผู้นำกองกำลัง  การแม้ว่าดูภายนอกจะดูเหมือน อันวาร์  ซาดัต กำลังหวงตำแหน่งและเป็นการแสดงอย่างชัดเจนว่าใครคือผู้กุมอำนาจ เพราะก่อนหน้านี้ อันวาร์  ซาดัต   ถูกมองว่าเป็นเพียงหุ่นเชิดทางการเมือง โดยก่อนหน้ารับตำแหน่ง เขาไม่ได้เป็นแม้แต่รองประธานาธิปดีด้วยซ้ำ มิหนำซ้ำเขายังเป็นลูกครึ่งไม่ใช่ชาวอิยิปต์แท้ๆ  ซึ่งเป็นจุดบอดทางการเมืองอย่างร้ายแรง

แต่แท้จริงแล้ว  
อันวาร์  ซาดัต กำลังล้างบาง และตบตา
ล้างบาง สายลับอิสราเอลที่กำลังแทรกซึมอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่งในกองทัพอิยิปต์  อันวาร์  ซาดัต   รู้ดีว่าความพ่ายแพ้อย่างน่าเจ็บปวดในครั้งนั้นเป็นเพราะ สายลับของอิสราเอล  อันวาร์  ซาดัต สับเปลี่ยนนายพลผู้รับผิดชอบ ในสงครามหกวันแทนที่ด้วยคนที่เก่งกว่า เปลี่ยนแปลงนายทหารระดับสำคัญหลายตำแหน่ง ด้วยคนที่เขาไว้ใจได้ และที่สำคัญ เขากำลังเล่นละคร ละครที่ตบตาคนทั้งโลก ได้อย่างแนบเนียน  ด้วยการทะเลาะกับชาติยักษ์ใหญ่ที่ใครๆก็หวั่นเกรง

สหภาพโซเวียต  

ต้นปี 1972 อันวาร์ ซาดัตได้เดินทางไปมอสโกเพือขอยุทธปัจจัยในการทำสงครามครั้งใหม่  แน่นอนว่าสหภาพโซเวียตย่อมปฏิเสธ เพราะยักษ์ใหญ่ทั้งคู่หลีกเลี่ยงการเผชิญกันมาตลอด  อันวาร์ ซาดัตได้บอกกับโลกว่า  มอสโกปฎิเสธที่จะส่งอาวุธและกระสุน มาให้กับอิยิปต์เพื่อทดแทนสิ่งที่เสียไปในสงคราม6วัน และในเดือนกรกฏคม ปี1972 เขาก็ตอบโต้ด้วยการขับไล่ที่ปรึกษาทางด้านการทหาร และช่างเทคนิคกว่า 15000คนของสหภาพโซเวียต ออกจากอิยิปต์

โลกต่างเข้าใจว่าการที่ ซาดัตเจรจาสันติภาพและบอกว่าจะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอเมริกานั้นทำให้ สหภาพโซเวียตไม่พอใจ และคำกล่าวที่ว่าจะทวงคืนดินแดนนั้น  ก็เป็นเพียงแค่ลมปาก    ในการประชุมสุดยอดที่มอสโกนั้นเรื่องตะวันออกกลางถูกพูดขึ้นมาเพียงนิดเดียว มติสหประชาติที่202  แทบไม่ถูกหยิบยกขึ้นมา  โลกหลงเชื่อ อย่างสนิทใจ  สงครามทวงดินแดนจะไม่มีวันเกิดขึ้น เมื่อท่าทีของสหภาพโซเวียตเป็นเช่นนี้

ซาดัตทำเช่นนี้  ก็เพื่อกดดัน ให้สหภาพโซเวียตต้องช่วยเหลือด้านอาวุธอย่างไม่มีทางเลือก  หากไม่อยากสูญเสียอิทธิพลในตะวันออกกลาง การทีไม่มีที่ปรึกษาของสหภาพโซเวียต  อิสระแก่เหล่านายทหารของเขาก็มีเต็มที่ในด้านการวางแผนโดยไม่ต้องฟังคำสั่งจากทางมอสโก หากว่ามอสโกไม่อยากจะชนกับสหรัฐขึ้นมา โซเวียตก็จะไม่สามารถยับยั้งใดๆในเรื่องนี้ได้เลย และอีกในทางหนึ่งซาดัต กำลังเล่นละครให้ศัตรูอย่างอิสราเอลดูว่า อิยิปต์จะไม่ทำสงคราม  

ในเดือนสิงหาคมปี 1972  ซาดัตติดต่อไปยังมอสโกอีกครั้ง  เพื่อขอความช่วยทางด้านการทหาร เป็นไปอย่างที่เขาคิด มอสโกไม่อยากเสียอิทธิพลในดินตะวันออกกลาง ผลการเจรจาเป็นไปได้ด้วยดี  โซเวียตจัดส่งอาวุธให้อิยิปต์อีกครั้งโดยถูกปิดบังในรูปเรือขนส่งสินค้าที่มาขึ้นท่าที่อเล็กซานเดีย
ในครั้งแรก ซาดัตตั้งใจจะจู่โจมอิสราเอลในเดือนพฤจิกายนในวันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ  เพราะเล็งเห็นว่าการตัดสินใจใดๆในวอชิงตัน เกือบจะเป็นไปไม่ได้ในวันนั้น  โดยเก็บเป็นความลับสุดยอด ขนาดที่นายทหารบางคนยังไม่ทราบว่า จะเกิดการโจมตีในวันนั้น  แต่จากการประเมินครั้งใหม่ทหารอิยิปต์ยังไม่พร้อม และที่ปรึกษาทางด้านการทหาร  ได้ให้คำแนะนำว่าการที่จู่โจมพร้อมๆกันหลายชาติจะทำให้ ประสบผลสำเร็จมากขึ้น แผนนี้จึงถูกยกเลิก  

ในการประชุมเหล่าผู้นำอาหรับ  ซาดัต ไม่ได้บอกรายละเอียดใดๆเลยแก่เหล่าผู้นำอาหรับ ในเรื่องการโจมตีอิสราเอล เพียงแต่กำหนด เรื่องสายการบังคับบัญชา  โดยมีผู้นำทัพสูงสุด เป็นผบ.สูงสุดของอิยิปต์ เพื่อแก้ปัญหาการกระสานงานที่ผิดพลาดในสงครามหนที่แล้ว  อิยิปต์ตกลงแค่เรื่องยุทธปัจจัย  และเรื่องน้ำมันรวมไปถึงจำนวนทหารที่จะต้องเข้าร่วม
แต่ทว่าเรื่อง  การโจมตีรวมถึงแผนที่ใช้โจมตี ทั้งหมดถูกเก็บเป็นความลับ  นายระดับสูงทหารจะไม่ทราบถึงแผนการโจมตีจนอีก1สัปดาห์ก่อนเริ่มการโจมตี และทหารระดับล่างก็รู้เรื่องภายในวันนั้นเลย
และในอีกทางซาดัต ใช้สงครามจิตวิทยาด้วยการ ประกาศว่าจะโจมตีอิสราเอล  แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น  ประกาศโจมตี แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นเช่นนี้อยู่หลายครั้ง  จนอิสราเอลเริ่มวางใจ และเริ่มคิดว่าการโจมตีจะไม่เกิดขึ้นจริงๆ

อีกด้านหนึ่ง ทางด้านหน่วยประเมิน สงคราม  ซึ่งประกอบไปด้วย The Israel Defense Forces (IDF) Directorate of Military Intelligence's ("Aman")  กำลังประเมินในเรื่อง ความเป็นไปได้ของสงคราม ซึ่งขึ้นอยู่บนพื้นฐานของสมมติฐานหลายอย่าง อย่างแรกพวกเขาสันนิษฐานได้อย่างถูกต้องว่า  ซีเรียจะไม่ไปทำสงครามกับอิสราเอล ถ้าไม่มีอียิปต์ร่วมด้วย   อย่างที่สอง   ลูกเขยของอดีตประธานาธิบดีนีสเซอร์ ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นคนของมอสสาด ได้ให้ข้อมูลแก่อิสราเอลว่า อียิปต์ต้องการไซนายที่เสียไปในสงคราม6วัน จริง  แต่จะไม่เริ่มสงครามจนกว่าพวกเขาจะได้รับMIG-23s  เพื่อมาใช้ในการต่อต้านกองทัพอากาศอิสราเอล และขีปนาวุธสกั๊ดที่จะนำมาใช้กับเมืองอิสราเอล ซึ่งการที่ยังไม่ได้รับนี้ เป็นอุปสรรคต่อการโจมตีอิสราเอล

MIG-23s




ขีปนาวุธ สกั๊ด




เนื่องจากอิยิปต์ ยังไม่ได้รับ MIG -23s และขีปนาวุธสกั๊ดได้เดินทางมาถึงเพียงในอียิปต์จากบัลแกเรียในช่วงปลายเดือนสิงหาคมและมันจะใช้ต้องเวลาสี่เดือนในการฝึกอบรม   ผู้อำนวยการหน่วยสืบราชการลับของอิสราเอลจึงเชื่อว่า  "อิยิปต์จะไม่เริ่มสงครามจริงๆ"   และเชื่อว่าอิยิปต์จะเริ่มสงครามจริงๆเป็น เพียงอัคติ  ท่ามกลางการคัดค้านในที่ประชุม  ผู้ำนำอิสราเอลเชื่อว่าในตอนนี้โลกอาหรับไม่มีทางที่จะก่อปัญหาให้กับอิสราเอลได้
ก่อนจะส่ง  ยกเลิกคำเตือนสงคราม

การขับไล่ของผู้สังเกตการณ์ทางทหารของสหภาพโซเวียต ก็มีส่วนทำให้อิสราเอลเชื่อว่า  ประสิทธิภาพของกองทัพอียิปต์  ได้ลดลงอย่างรุนแรง  อียิปต์ได้ตอกย้ำความมั่นใจของอิสราเอล ด้วยการส่ง ข้อมูลที่เป็นเท็จเกี่ยวกับปัญหาการบำรุงรักษาและการขาดบุคลากรในการดำเนินงานอุปกรณ์ทันสมัยที่สุดของพวกเขา  อียิปต์ปล่อยข่าวลวงเรื่องรายงานเกี่ยวกับการขาดชิ้นส่วนอะไหล่  ซึ่งอิสราเอลก็หลงเชื่ออย่างสนิทใจ  

สิ่งที่ซาดัตทำงานอย่างหนักบรรลุผลเป็นอย่างดี


ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม 1973 หน่วยสืบราชการลับของอิสราเอลเริ่มสังเกตเห็นการระดมพลที่มากผิดปกติ และมีช่างเทคนิคและอุปกรณ์ต่างๆ  เตรียมที่จะข้ามคลองสุเอซ  มอสสาดส่งคำเตือนไปอีกครั้ง อีไลเซียร่าประธานของฝ่ายประเมิน ก็ยังมั่นใจว่า ความน่าจะเป็นของสงครามเป็นไปได้น้อย หากเกิดขึ้นจริงกำลังทางอากาศของอิสราเอลที่เหนือกว่ามากน่าจะจัดการได้อย่างไม่ยากเย็นนัก


ในเดือนพฤษภาคมและสิงหาคม 1973 กองทัพอียิปต์เคลื่อนกำลังมาประชิด ใกล้กับชายแดนโดยทำทีเป็นการซ้อมรบ  มอสสาดส่งคำเตือนอีกครั้ง ว่าสถานการไม่น่าไว้วางใจ  แต่เมื่อผลปรากฏออกมาว่า เป็นเพียงการซ้อมรบ  ทำให้ผู้มีอำนาจในอิสราเอล ตัดสินใจไม่ส่งคำเตือนสำหรับสงคราม  ในขณะเดียวกันทางด้านซีเรียก็มีการเคลื่อนไหวขนาดใหญ่เช่นเดียวกัน  แต่อิสราเอลเชื่อว่าหากอียิปต์ไม่พร้อม ซีเรียก็จะไม่ทำสงครามด้วยเช่นเดียวกัน
ในวันที่1 ตุลาคม สายข่าว ส่งคำเตือนอีกครั้งว่า การซ้อมรบที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการพรางตาถึงการเตรียมข้ามคลองสุเอซเพื่อทำสงคราม

วันที่4และ5  ภาพถ่ายทางอากาศถูกแสดงให้เห็นว่ากองกำลังอียิปค์ถูกปกป้องไว้ด้วย แซมจำนวนมหาศาลและ กองกำลังมหาศาลที่เคลื่อนที่มานี้ก็ไม่ได้เป็นเพียงการซ้อมรบ อย่างที่ อิสราเอลเคยเชื่อมาตลอด   หน่วยข่าวกรองส่งคำเตือนนี้ไปยังผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ ก่อนจะตัดสินใจเรียกระดมพล  ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก่อนหน้า เพียง6ชั่วโมงของเริ่มโจมตีของฝ่ายอาหรับ ซึ่งสถานการนี้ถูกส่งไปยังสหรัฐอเมริกา ในเวลา 16:33 GMT (18:33 เวลาท้องถิ่น)   ซึ่งสหรัฐได้ตอบกลับมาว่า  อย่าเป็นฝ่ายเริ่มการโจมตีก่อน
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่