ท่านที่เคารพรักครับ หากจับตามคำพูดของสนธิ ในยามยืนบนเวทีพันธมิตรมือถือไมค์ ไฟส่องหน้าที่ว่า
" ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง "
คำว่าตาย พอเข้าใจได้ พูดตามเสียงพากษ์หนังกลางแปลงของ โกญจนาท นักพากษ์รุ่นเก่าแถวอิสาน ก็ต้องพูดว่า สนธิ ทำม๊อบนั้น โสทิ่ม โสตาย
แต่คำว่าเจ๊งนั้นเล่า มีรากฐานที่มาอย่างไร หรือสนธิพูดด้วยตรรกะว่า การทำม็อบนั้น ก็ไม่ต่างจากการลงทุนอื่นๆ คล้ายๆค้าขาย คล้ายๆขายลูกชิ้นทอด สนธิว่าการทำม็อบนั้น
มีเจี๊ยะ มีเจ๊า มีเจ๊ง อย่างนั้นหรือ ?
นำคำพูดสนธิแกนนำม็อบรุ่นพี่ มาจับคำพูดของแกนนำม็อบรุ่นน้องอย่างสุเทพ เมื่อสุเทพทำม๊อบ สุเทพ ประกาศถึงขนาดว่า จะลาออกจาก ส.ส. จะไม่รับตำแหน่งใดๆ จะไม่เล่นการเมืองอีก จะไม่ยังงั้น จะไม่ยังงี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่า จะต้องประกาศไปทำไม เพื่ออะไร
สู้ทำแบบเสธ.อ้ายไม่ได้ เสธ.อ้ายนั้นพูดเพียงว่า หากคนมาไม่ถึงล้าน ตูก็เลิก ซึ่งแกก็เลิกจริงๆ ปลุกม๊อบเช้า ตกเย็นปุ๊บ ดูจำนวนคนมาร่วมชุมนุมไม่มาก แกก็ประกาศเลิกม๊อบ กลับบ้านไป เปิดแอร์นอนสบาย ไม่สนใจใคร
และที่แน่ๆ แกเป็นแกนนำม๊อบเดียว ที่ไม่มาโอดครวญภายหลัง ว่าขาดทุน หรือกำไร
ย้อนมาที่ม๊อบคนดี เมื่อสลายม๊อบ สุเทพปูดเรื่องเงินใน กปปส ว่า ใช้เงินไปจำนวนมากและยังขาดทุน
และจับไปที่คำพูดแกนนำม็อบอย่างพุทธอิสระที่ก็ร้องว่าขาดทุน สองร้อยหกสิบล้าน
ปัญหามันอยู่ที่ว่า คนสองคนนี้ " เจ๊ง " ในความหมายของสนธิที่พูดว่า เจ๊งเป็นเจ๊ง ใช่หรือไม่ ?
นี่คือความลึกลับซับซ้อนอย่างหนึ่ง ในการทำม๊อบ ความจริงการทำม๊อบปลุกระดมให้คนมาชุมนุมกัน ก็ล้วนคือ " การเมือง "
การเมือง เป็นเรื่องของอุดมคติ และรัฐศาสตร์ เจือความทะเยอทะยาน ทฤษฏีและกฏเกณฑ์ต่างๆ ก็ล้วนถูกคิดขึ้นจากอุดมคติทั้งสิ้น
ท่านปรีดี ยังเคยพูดเอาไว้ว่า
" เมื่อข้าพเจ้ามีอำนาจ ข้าพเจ้าไม่มีประสบการณ์ เมื่อข้าพเจ้ามีประสบการณ์ ข้าพเจ้าไม่มีอำนาจ "
สนธิคือสื่อสารมวลชน สนธิเคยมีประสบการณ์ทางการเมืองหรืออย่างไร เคยแก้ไขปัญหา หรืออย่างไร
เคยมีผลงานฝากไว้บนแผ่นดินอย่างเอกอุ หรืออย่างไร ก็เปล่าเลย
อย่าลืมว่า อุดมคติล้วนคล้ายเป็นความฝันส่วนตัว สื่อสารมวลชนอาจจะวิจารณ์การเมืองได้ เหมือนวิจารณ์หนัง วิจารณ์กีฬา วิจารณ์หมีแพนด้า เพราะนั่นคืองานวิจารณ์ ที่เอา " ความฝัน " ส่วนตัวของตนเอง เข้าไปสอดแทรกวิพากษ์ " ความจริง "
และแปลกที่สนธิไม่ได้เดินตามรอยนักหนังสือพิมพ์ในอุดมคติอย่าง ท่านศรีบูรพา ท่าน อารีย์ ลีวีระ หรือ " พี่เอื้อย " ในวงการ อย่าง ท่านอิศรา อมันตกุล
แต่สนธิเลือกที่จะเอาความฝันส่วนตัวของตนเอง ไปคัดง้างความจริง อันมีผลงานที่จับต้องได้ของท่านทักษิณด้วยการสร้างเรื่องเลื่อนลอยขึ้นมาทำลาย
แต่เอาเถอะ สนธิเมื่ออยากยุ่งเกี่ยวกับการเมืองด้วยการเป็นแกนนำม๊อบ สนธิก็ย่างก้าวต่อด้วยการมีส่วนร่วมก่อตั้งพรรค การเมืองใหม่ ลงชิงชัยในสนามเลือกตั้ง สุดท้ายไม่ได้รับเลือกเข้าสภาแม้แต่คนเดียว
ย้อนมาถึงปฏิกริยาต่อเนื่องจากม๊อบพันธมิตร คือ สนธิบัง สุดท้าย จะเรียกว่า ผ่านการมีอำนาจ ผ่านการมีประสบการณ์ หรือจะเรียกว่า หมดสิ้นอำนาจ ก็แล้วแต่ แต่สุดท้ายสนธิบัง ก็มีพรรคการเมือง
ตาลปัตรกลับกัน เมื่อสุเทพ ผู้มากมีประสบการณ์และอำนาจ มีตำแหน่งใหญ่โตในพรรค ปชป แต่กลับไม่ใช้กลไกการแก้ปัญหาที่ควรจะเป็นด้วยการเป็นฝ่ายค้านในระบอบรัฐสภา
แต่สุเทพเลือกแก้ปัญหาด้วยการ ลาออกจากการเป็นนักการเมือง หนีไกลจากคำว่ารัฐสภา จะให้มองและเข้าใจสุเทพอย่างไร ในเมื่อ สุจินดาเล่นการเมือง ก็มีพรรคการเมือง มนูญกฤตก็ยังสังกัดพรรคการเมือง สนธิบัง ก็มีพรรคการเมือง แม้แต่ชูวิทย์ อดีตพ่อค้าอ่าง ยังมีพรรคการเมือง
อธิบายความข้อนี้ ด้วยการเอ่ยอ้างถึงข้อความจากเรื่อง ฤทธิ์มีดสั้นของท่านโกวเล้ง ในตอนที่ ซุนเซี่ยวอั้ง พูดกับ ลิ้มเซียนยี้ว่า
" ท่านอย่าได้เห็นสตรี ทั้งแผ่นดินเป็นเช่นดังท่านไป "
ก่อนออกจากการเมือง สุเทพทิ้งทุ่นทำลายนักการเมืองทั้งหมดไปด้วย หรือความข้อนี้จะให้เข้าใจสุเทพว่า
สุเทพคิดว่านักการเมืองทั้งหมด เป็นเช่นดังสุเทพ
ขอยกถึงผลงานท่านโกวเล้ง อีกสักเรื่อง นั่นคือเรื่อง เล็กเซี่ยวหงส์ ในหนังสือตอน หงส์ผงาดฟ้า ยามเมื่อพบเรือนร่างเปลือยเปล่าที่สวยงามของ เก้าโกวเนี้ย แต่เล็กเซี่ยวหงส์พาลไม่สนใจ ถึงกับจี้จุดและส่งร่างนางไปไว้บนขื่อ
จวบจนเหล่าพวกพ้องมาช่วยเหลือ เก้าโกวเนี้ยอธิบายความข้อนี้ เมื่อชายฉกรรจ์ที่มีหน้าเป็นแผลร้องถามว่า
" คนเล่า ? "
เก้าโกวเนี้ยที่เปลือยเปล่าบนขื่อ ตอบว่า
" ไปแล้ว มันคล้ายทราบแต่แรกว่า เราเป็นสตรี " ประเภทใด " "
..........................................................................
ท่านที่เคารพรักครับ ทำไมจึงยากเย็น แสนเข็ญยิ่งนัก กว่าที่ประชาชนจะรู้ว่า สนธิ สุเทพ เป็นคน ประเภทใด ครับ
จากเหมยถึงกาสะลอง จากท่านโกวเล้ง ถึง ท่านยิ่งลักษณ์ 4 ( สนธิ สุเทพ ปัญญาชน คนดี )
" ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง "
คำว่าตาย พอเข้าใจได้ พูดตามเสียงพากษ์หนังกลางแปลงของ โกญจนาท นักพากษ์รุ่นเก่าแถวอิสาน ก็ต้องพูดว่า สนธิ ทำม๊อบนั้น โสทิ่ม โสตาย
แต่คำว่าเจ๊งนั้นเล่า มีรากฐานที่มาอย่างไร หรือสนธิพูดด้วยตรรกะว่า การทำม็อบนั้น ก็ไม่ต่างจากการลงทุนอื่นๆ คล้ายๆค้าขาย คล้ายๆขายลูกชิ้นทอด สนธิว่าการทำม็อบนั้น
มีเจี๊ยะ มีเจ๊า มีเจ๊ง อย่างนั้นหรือ ?
นำคำพูดสนธิแกนนำม็อบรุ่นพี่ มาจับคำพูดของแกนนำม็อบรุ่นน้องอย่างสุเทพ เมื่อสุเทพทำม๊อบ สุเทพ ประกาศถึงขนาดว่า จะลาออกจาก ส.ส. จะไม่รับตำแหน่งใดๆ จะไม่เล่นการเมืองอีก จะไม่ยังงั้น จะไม่ยังงี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่า จะต้องประกาศไปทำไม เพื่ออะไร
สู้ทำแบบเสธ.อ้ายไม่ได้ เสธ.อ้ายนั้นพูดเพียงว่า หากคนมาไม่ถึงล้าน ตูก็เลิก ซึ่งแกก็เลิกจริงๆ ปลุกม๊อบเช้า ตกเย็นปุ๊บ ดูจำนวนคนมาร่วมชุมนุมไม่มาก แกก็ประกาศเลิกม๊อบ กลับบ้านไป เปิดแอร์นอนสบาย ไม่สนใจใคร
และที่แน่ๆ แกเป็นแกนนำม๊อบเดียว ที่ไม่มาโอดครวญภายหลัง ว่าขาดทุน หรือกำไร
ย้อนมาที่ม๊อบคนดี เมื่อสลายม๊อบ สุเทพปูดเรื่องเงินใน กปปส ว่า ใช้เงินไปจำนวนมากและยังขาดทุน
และจับไปที่คำพูดแกนนำม็อบอย่างพุทธอิสระที่ก็ร้องว่าขาดทุน สองร้อยหกสิบล้าน
ปัญหามันอยู่ที่ว่า คนสองคนนี้ " เจ๊ง " ในความหมายของสนธิที่พูดว่า เจ๊งเป็นเจ๊ง ใช่หรือไม่ ?
นี่คือความลึกลับซับซ้อนอย่างหนึ่ง ในการทำม๊อบ ความจริงการทำม๊อบปลุกระดมให้คนมาชุมนุมกัน ก็ล้วนคือ " การเมือง "
การเมือง เป็นเรื่องของอุดมคติ และรัฐศาสตร์ เจือความทะเยอทะยาน ทฤษฏีและกฏเกณฑ์ต่างๆ ก็ล้วนถูกคิดขึ้นจากอุดมคติทั้งสิ้น
ท่านปรีดี ยังเคยพูดเอาไว้ว่า
" เมื่อข้าพเจ้ามีอำนาจ ข้าพเจ้าไม่มีประสบการณ์ เมื่อข้าพเจ้ามีประสบการณ์ ข้าพเจ้าไม่มีอำนาจ "
สนธิคือสื่อสารมวลชน สนธิเคยมีประสบการณ์ทางการเมืองหรืออย่างไร เคยแก้ไขปัญหา หรืออย่างไร
เคยมีผลงานฝากไว้บนแผ่นดินอย่างเอกอุ หรืออย่างไร ก็เปล่าเลย
อย่าลืมว่า อุดมคติล้วนคล้ายเป็นความฝันส่วนตัว สื่อสารมวลชนอาจจะวิจารณ์การเมืองได้ เหมือนวิจารณ์หนัง วิจารณ์กีฬา วิจารณ์หมีแพนด้า เพราะนั่นคืองานวิจารณ์ ที่เอา " ความฝัน " ส่วนตัวของตนเอง เข้าไปสอดแทรกวิพากษ์ " ความจริง "
และแปลกที่สนธิไม่ได้เดินตามรอยนักหนังสือพิมพ์ในอุดมคติอย่าง ท่านศรีบูรพา ท่าน อารีย์ ลีวีระ หรือ " พี่เอื้อย " ในวงการ อย่าง ท่านอิศรา อมันตกุล
แต่สนธิเลือกที่จะเอาความฝันส่วนตัวของตนเอง ไปคัดง้างความจริง อันมีผลงานที่จับต้องได้ของท่านทักษิณด้วยการสร้างเรื่องเลื่อนลอยขึ้นมาทำลาย
แต่เอาเถอะ สนธิเมื่ออยากยุ่งเกี่ยวกับการเมืองด้วยการเป็นแกนนำม๊อบ สนธิก็ย่างก้าวต่อด้วยการมีส่วนร่วมก่อตั้งพรรค การเมืองใหม่ ลงชิงชัยในสนามเลือกตั้ง สุดท้ายไม่ได้รับเลือกเข้าสภาแม้แต่คนเดียว
ย้อนมาถึงปฏิกริยาต่อเนื่องจากม๊อบพันธมิตร คือ สนธิบัง สุดท้าย จะเรียกว่า ผ่านการมีอำนาจ ผ่านการมีประสบการณ์ หรือจะเรียกว่า หมดสิ้นอำนาจ ก็แล้วแต่ แต่สุดท้ายสนธิบัง ก็มีพรรคการเมือง
ตาลปัตรกลับกัน เมื่อสุเทพ ผู้มากมีประสบการณ์และอำนาจ มีตำแหน่งใหญ่โตในพรรค ปชป แต่กลับไม่ใช้กลไกการแก้ปัญหาที่ควรจะเป็นด้วยการเป็นฝ่ายค้านในระบอบรัฐสภา
แต่สุเทพเลือกแก้ปัญหาด้วยการ ลาออกจากการเป็นนักการเมือง หนีไกลจากคำว่ารัฐสภา จะให้มองและเข้าใจสุเทพอย่างไร ในเมื่อ สุจินดาเล่นการเมือง ก็มีพรรคการเมือง มนูญกฤตก็ยังสังกัดพรรคการเมือง สนธิบัง ก็มีพรรคการเมือง แม้แต่ชูวิทย์ อดีตพ่อค้าอ่าง ยังมีพรรคการเมือง
อธิบายความข้อนี้ ด้วยการเอ่ยอ้างถึงข้อความจากเรื่อง ฤทธิ์มีดสั้นของท่านโกวเล้ง ในตอนที่ ซุนเซี่ยวอั้ง พูดกับ ลิ้มเซียนยี้ว่า
" ท่านอย่าได้เห็นสตรี ทั้งแผ่นดินเป็นเช่นดังท่านไป "
ก่อนออกจากการเมือง สุเทพทิ้งทุ่นทำลายนักการเมืองทั้งหมดไปด้วย หรือความข้อนี้จะให้เข้าใจสุเทพว่า
สุเทพคิดว่านักการเมืองทั้งหมด เป็นเช่นดังสุเทพ
ขอยกถึงผลงานท่านโกวเล้ง อีกสักเรื่อง นั่นคือเรื่อง เล็กเซี่ยวหงส์ ในหนังสือตอน หงส์ผงาดฟ้า ยามเมื่อพบเรือนร่างเปลือยเปล่าที่สวยงามของ เก้าโกวเนี้ย แต่เล็กเซี่ยวหงส์พาลไม่สนใจ ถึงกับจี้จุดและส่งร่างนางไปไว้บนขื่อ
จวบจนเหล่าพวกพ้องมาช่วยเหลือ เก้าโกวเนี้ยอธิบายความข้อนี้ เมื่อชายฉกรรจ์ที่มีหน้าเป็นแผลร้องถามว่า
" คนเล่า ? "
เก้าโกวเนี้ยที่เปลือยเปล่าบนขื่อ ตอบว่า
" ไปแล้ว มันคล้ายทราบแต่แรกว่า เราเป็นสตรี " ประเภทใด " "
..........................................................................
ท่านที่เคารพรักครับ ทำไมจึงยากเย็น แสนเข็ญยิ่งนัก กว่าที่ประชาชนจะรู้ว่า สนธิ สุเทพ เป็นคน ประเภทใด ครับ