คำว่า ผู้รู้ ในหลักกาลามสูตรนั้นคือใคร? เราจะพบได้ที่ไหน?

คำว่า ผู้รู้ ในหลักกาลามสูตรนั้นคือใคร? เราจะพบได้ที่ไหน?

จากตำราที่ได้บันทึกเอาไว้ว่า.....
มาเถิดท่านทั้งหลาย
ท่านทั้งหลายอย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา
อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำสืบๆ กันมา
อย่าได้ยึดถือโดยตื่นข่าวว่า ได้ยินอย่างนี้
อย่าได้ยึดถือโดยอ้างตำรา
อย่าได้ยึดถือโดยเดาเอาเอง
อย่าได้ยึดถือโดยคาดคะเน
อย่าได้ยึดถือโดยความตรึกตามอาการ
อย่าได้ยึดถือโดยชอบใจว่าต้องกันกับทิฐิของตัว
อย่าได้ยึดถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้
อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา
เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล
ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว
เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรละธรรมเหล่านั้นเสีย ฯลฯ

ถ้าเราจะไปยึดเอาใครคนใดคนหนึ่งว่าเป็นผู้รู้ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นผู้รู้จริง? เพราะต่างคนก็ต่างความเห็น ใครชอบก็บอกว่าถูก ใครไม่ชอบเขาก็ต้องบอกว่าผิด หรือแม้จะมีผู้รู้จริง แต่ถ้าเขาพูดความจริงแล้วแต่เราไม่ยอมรับความจริง เราก็จะไม่ชอบใจเขา แล้วเราก็ไม่ยอมรับเขาอยู่ดี คือสรุปว่า ถ้าเราจะมาหาตัวผู้รู้นั้น ในทางปฏิบัติมันทำไม่ได้ เพราะเราก็ไม่รู้ว่าใครคือผู้รู้จริง (เพราะหลักกาลามสูตรก็บอกอยู่แล้วว่า อย่าได้ยึดถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้ และอย่าได้ยึดถือโดยความนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา)

แต่ถ้าเราจะมานิยามคำว่าผู้รู้ว่าหมายถึง ผู้ที่มีปัญญา (รอบรู้สิ่งที่ควรรู้ มีเหตุผล) และมีใจเป็นกลาง (ไม่มีอคติ) อย่างนี้เราจะยอมรับหรือไม่? ถ้าไม่ยอมรับ ก็ตัดเรื่องผู้รู้ออกไป ไม่ต้องให้มีอยู่ในหลักกาลามสูตร แต่ถ้ายอมรับ เราก็ต้องมาหาดูว่า ใครบ้างที่เป็นผู้ที่มีปัญญาและมีใจเป็นกลาง?

ผู้ที่มีใจเป็นกลาง ก็คือผู้ที่ไม่เอนเอียงไปในทางรัก หรือชัง หรือกลัว หรือโง่ ซึ่งเท่านี้ก็หายากแล้ว ต้องเป็นผู้ที่ไม่มีกิเลสจริงๆจึงจะไม่มีอคติ ซึ่งก็จะเกิดคำถามขึ้นมาว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครไม่มีกิเลสจริง?

ส่วนผู้ที่มีปัญญา ก็คือผู้ที่มีความรอบรู้ในสิ่งที่ควรรู้  แล้วอะไรคือสิ่งที่ควรรู้? ซึ่งก็ต้องมาหากันว่า คำว่า ควร นี้หมายถึงอะไร?

คำว่า ควร ก็หมายถึงว่า มันมีประโยชน์แก่เราและคนอื่นด้วย ถ้ามีโทษไม่ว่าจะแก่เราหรือคนอื่น ก็เรียกว่า ไม่ควร

แล้วอะไรคือโทษ อะไรคือประโยชน์? บางคนที่มองชีวิตลึกซึ้งก็จะบอกว่า สิ่งที่เป็นโทษก็คือ สิ่งทำแล้วเกิดความทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ทางกายหรือความทุกข์ทางใจ ส่วนสิ่งที่ป็นประโยชน์ก็คือ สิ่งที่ทำแล้วไม่เกิดความทุกข์ทั้งแก่ร่างกายและจิตใจ

แต่คนส่วนใหญ่ที่มองโลกผิวเผินก็จะบอกว่า ประโยชน์ก็คือการได้ กามารมณ์ (คือสิ่งที่ให้ความสุขที่รุนแรงโดยมีเรื่องเพศตรงข้ามเป็นกามารมณ์ชนิดสูงสุด) และวัตถุสิ่งของ (เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ ทรัพย์สมบัติ เป็นต้น) รวมทั้งเกียรติยศ ชื่อเสียง อำนาจ  ซึ่งในทางตรงกันข้าม คนส่วนใหญ่ก็จะบอกว่า เมื่อไม่ได้สิ่งเหล่านี้ก็คือโทษ ดังนั้นการมีความเห็นไม่ตรงกันระหว่างคนที่มองโลกผิวเผินกับคนที่มองโลกลึกซึ้งเช่นนี้ จึงทำให้การยอมรับคำว่า ประโยชน์ และ โทษ ไม่ตรงกัน

เมื่อมีความเห็นว่า คำว่า ประโยชน์ และ โทษ ไม่ตรงกัน ก็จะทำให้ความเห็นว่า ควร ไม่ตรงกัน

เมื่อมีความเห็นว่า ควร ไม่ตรงกัน ก็จะทำให้เข้าใจคำว่า ปัญญา ไม่ตรงกัน

ดังนั้นก็จะทำให้ความเห็นว่า ผู้มีปัญญา หรือ ผู้รู้ ไม่ตรงกันขึ้นมา และเมื่อมีความเห็นไม่ตรงกันเช่นนี้ ก็จะทำให้มีการตีความในหลักกาลามสูตรไม่ตรงกันขึ้นมาในที่สุด แล้วอย่างนี้เรายังจะมายึดถือให้มี ผู้รู้ เกิดขึ้นมาตัดสินคำสอนอยู่ในหลักกาลามสูตรกันอยู่อีกหรือ?
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่