ฟาร์มไก่ที่แหล่งต้นน้ำบน “ความทุกข์ของชาวบ้าน”

กระทู้คำถาม
“นครนายก” จังหวัดที่พวกเราเกิด เติบโต ทำมาหากินและใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ อยู่กับธรรมชาติ ภูเขา ป่าไม้ ทุ่งหญ้า และสายน้ำ คำขวัญประจำจังหวัดที่ท่องจำกันมาว่า “นครนายก เมืองในฝันที่ใกล้กรุง ภูเขางาม น้ำตกสวย รวยธรรมชาติ ปราศจากมลพิษ” นครนายกเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ พวกเราจึงรวยธรรมชาติ พวกเราควรจะมีความสุขมากกับการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ แต่มันคงกำลังจะกลายเป็นอดีต เริ่มมีโรงงานหลากหลายประเภทมาตั้ง โดยเฉพาะที่ตำบลบ้านนา ชาวบ้านที่บ้านนาร้องเรียนไปก็เท่านั้น ราชการมาควบคุมดูแลอยู่ช่วงหนึ่ง พอเผลอก็กลับไปสภาพเดิมๆ  ก็ได้แต่คิดว่า เอาเถอะ ตำบลบ้านนาอยู่ใกล้ความเจริญ ก็คงต้อง “ทน” กันไป

เรื่องเริ่มเลวร้าย โรงงานต่างๆ รุกคืบเข้ามา จากที่เคยตั้งอยู่แถวๆ ตำบลบ้านนา ก็เริ่มขยายมาสู่ตำบลสาริกา ใกล้น้ำตกสาริกา น้ำตกนางรอง น้ำตกลานรัก ทั้ง 3 แห่งนี้อยู่ในหุบเขาใกล้เขตเขาใหญ่ แต่แย่ที่สุดจนกระทั่งชาวบ้านตำบลสาริกายอมรับไม่ได้โดยเด็ดขาด นั่นก็คือ พวกเรากำลังถูกรุกล้ำสิทธิจากโรงงานฟาร์มไก่ที่ก่อสร้างในบริเวณแหล่งต้นน้ำ อ้างว่าจะเป็นไก่ที่ออกไข่เทวดา เพราะไข่ที่ได้จะนำไปทำวัคซีนโดยส่งให้กับองค์การอาหารและยา บอกพวกเราว่ามันเป็นสิ่งจำเป็น เพราะงั้นพวกเราชาวบ้านตำบลสาริกาต้องเสียสละชีวิตความเป็นอยู่เพื่อมวลมนุษยชาติและอุทิศตัวเองให้กับโครงการวิจัยเหล่านี้

ก่อนจะระบายความอึดอัดอยากให้ทุกท่านได้รับชมคลิปนี้ เพราะกรณีของพวกเราได้ออกสื่อในรายการสถานีประชาชน ทางช่อง THAI PBS ตั้งแต่ปี 2555 จนขณะนี้โรงงานแห่งนี้กำลังจะเสร็จเรียบร้อยแล้ว ยังคงไม่มีความคืบหน้า ยังคงยืนยันว่าจะสร้างต่อไป โดยไม่สนใจชาวบ้านที่อยู่อาศัยในบริเวณนี้

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
หลังจากดูรายการจบแล้ว ท่านทั้งหลายคงรู้สึกว่าทางผู้บริหารฟาร์ม ปศุสัตว์นครนายก และผู้ที่ทางรายการรับเชิญเข้ามาตอบข้อซักถามทางโทรศัพท์คือ “ด็อกเตอร์ นายแพทย์จรุง เมืองชนะ” ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ทั้ง 3 ท่าน พูดได้น่าฟัง ดูดีมีเหตุผล ช่างโลกสวยกันเสียจริง

พวกเรายืนยันตามที่ตัวแทนของเรากล่าว คือ ชาวบ้านไม่ได้ต่อต้านความเจริญ ไม่ได้คัดค้านการพัฒนา ถ้าหากว่าสถานที่ตั้งของโรงงานจะตั้งอยู่ในที่ๆ เหมาะสม ไม่ใช่มาตั้งตรง “แหล่งต้นน้ำ – คลองสาริกา” ที่ห่างไปเพียง 600 เมตร!!! และถัดไปเป็นประปาหมู่บ้าน แหล่งน้ำที่จะนำไปผลิตน้ำประปาให้คนนครนายก แหล่งต้นน้ำที่มีไว้ดื่ม ไว้อาบ ไว้ใช้บริโภค คุณรู้ไหมว่าชาวบ้านอย่างเราๆ ไม่สามารถพึ่งพาน้ำประปาได้ เมื่อยามหน้าแล้งของทุกๆ ปี ชาวบ้านจะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ ทางประปาจะงดส่งน้ำ บางทีเป็นสัปดาห์ พวกเราต้องอาศัยน้ำจากแหล่งน้ำตื้นและน้ำบาดาลเพื่ออุปโภคบริโภค
ผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์อ้างว่าโรงงานฟาร์มแห่งนี้ต้องปลอดจากเชื้อโรคภายนอก ขอให้ชาวบ้านจงวางใจ เพราะถ้าไก่ติดเชื้อ ทางอ.ย. จะไม่สามารถนำไข่ไปผลิตวัคซีนได้ ปลอดจากเชื้อภายนอกเข้าสู่โรงเลี้ยง แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าเชื้อจากภายในโรงเลี้ยงเอาออกสู่ภายนอกไม่ได้

ในการพบกันเพื่อเจรจาครั้งหนึ่ง ทางฟาร์มฯ ส่งตัวแทนระดับคณะกรรมการบริษัทออกมาพูดคุยกับชาวบ้านบอกว่า ไก่ของเค้าจะออกไข่ที่ใหญ่กว่าไข่ทั่วไป เป็นไข่เทวดา ไม่มีการฆ่าไก่ แต่ถ้าไก่ตาย เขาจะเอามาให้ชาวบ้านกิน พวกเราควรดีใจใช่ไหมคะ ที่ได้กินไก่ฟรี สำทับว่าพวกเราชาวบ้านควรให้การสนับสนุนเพราะว่าฟาร์มนี้จะสนับสนุนงานวิจัยป้องกันเชื้อหวัดนก แต่มีคำอธิบายที่หลุดออกมาว่า ฟาร์มจะใช้ฟอร์มาลีน เวลาที่ล้างทำความสะอาดกรงและพื้นที่ภายในโรงงาน แล้วสารเคมีมันจะไปไหนคะ ถึงแม้ท่านจะอ้างว่ามีบ่อบำบัด มีการกักเก็บ แต่คนพื้นที่อย่างเราทราบดีว่าเวลาถึงหน้าน้ำ จะมีน้ำป่าไหลบ่ามาอย่างรวดเร็วลงสู่คลองสาริกา อย่างที่ทุกท่านทราบดีว่าจังหวัดของเรามีน้ำป่าไหลเข้ามาเป็นระยะๆ เพราะต้นไม้ถูกทำลาย บ่อบำบัดน้ำไม่สามารถต้านทานน้ำป่าได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ตั้งของโรงงานอยู่ตรงหุบเขา แล้วน้ำจากบ่อบำบัดจะไหลไปไหนคะ ถ้าไม่ใช่คลองที่ห่างไปเพียง 600 เมตร และประปาหมู่บ้าน

ถึงจะอ้างว่าไม่มีการปล่อยน้ำเสีย มีการล้างทำความสะอาดเพียงปีละไม่กี่ครั้ง แต่มีโรงงานไหนบ้างคะ ที่ไม่มีน้ำเสีย ในนิคมอุตสาหกรรมมีบ่อบำบัดน้ำเสียไหม มีอย่างแน่นอน แต่ทำไมคนจังหวัดระยอง หรือสมุทรปราการจึงออกมาประท้วงเป็นระยะ แล้วเรื่องก็เงียบหายไป

ฟาร์มแห่งนี้อยู่ภายในหุบเขา ใกล้แหล่งท่องเที่ยว ใกล้น้ำตกสาริกา มีที่พักและรีสอร์ทจำนวนมาก ทำไมตอนที่ก่อสร้างโรงงานถึงไม่คิดถึงพวกเราบ้าง ทำไมผู้ว่าราชการจังหวัดจึงอนุญาตให้เปิด ทำไมกรมปศุสัตว์ที่สนับสนุนโครงการไม่ได้มาดูสถานที่ตั้ง ทำไมองค์การอาหารและยาไม่ได้ตรวจสอบการดำเนินการ โรงงานแห่งนี้สร้างได้อย่างไร ในเมื่อชาวบ้านคัดค้าน และไม่ผ่านการเห็นชอบของชาวบ้าน ในหัวของชาวบ้านมีแต่คำถามว่า “ทำไม”

กลุ่มนายทุนที่เข้ามาตั้งโรงงานนี้ไม่ใช่คนนครนายก แต่มีสายสัมพันธ์เป็นเครือญาติกับสนามกอล์ฟแห่งหนึ่งไม่ใกล้ไม่ไกล มีพื้นที่อยู่ในหุบเขา  กว้างใหญ่ไพศาล อากาศก็ดี น่าจะมีพื้นที่เหลือเฟือ ถ้าโรงงานดีอย่างนั้นจริง ไม่ส่งกลิ่นเหม็น ไม่มีรถขนส่งของเข้าๆ ออกๆ มากมาย ไม่มีน้ำเสีย ไม่มีมลภาวะตามที่ท่านได้ชี้แจงในรายการสถานีประชาชน ชาวบ้านก็คิดว่าพื้นที่ในสนามกอล์ฟคงมีเหลือพอที่จะตั้งโรงงานฟาร์มไก่ เราก็อยากให้สิ่งดีๆ เหล่านี้ไปอยู่กับเค้า

ในนาทีที่ 19 ที่ตัวแทนของชาวบ้านคือคุณสมาน ได้ซักถามผู้ที่ทางรายการเชิญมาให้คำตอบทางโทรศัพท์ ท่านว่าหากมีปัญหาอะไร ก็สามารถสั่งปิดโรงงานได้เลย <<< ทุกวันนี้ประเทศไทยของเรา อำนาจต่อรองของประชาชน มีพลังขนาดนั้นเชียวหรือ เรายังไม่เคยเห็นโรงงานไหน ถูกสั่งปิดและห้ามดำเนินการเลยจริงๆ มีแต่ข่าวว่าถูกสั่งปิดแล้วลักลอบเปิด หรือเกิดเป็นคดีความเป็นสิบๆ ปี ระหว่างนี้ก็ยังคงดำเนินการต่อไป พวกเราชาวบ้านก็ต้องดูแลชีวิตตัวเองต่อไป เจ็บป่วยก็ต้องรักษาเอง หรือโรงงานจะออกค่ารักษาให้ คุณได้วัคซีนป้องกันไข้หวัดนก พิทักษ์โลก ส่วนชาวบ้านกินน้ำขี้ไก่ สุขภาพแข็งแรง ทนทาน มีความสุขอย่างนั้นใช่หรือไม่???

นอกจากนี้ ท่านยังยกตัวอย่างว่ามีฟาร์มแบบนี้เพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่โคราช และไม่เกิดปัญหา และได้เรียนเชิญตัวแทนราชการ และชาวบ้านไปดูงาน ชาวบ้านเห็นแล้วงง ท่านเป็นนักวิชาการระดับด็อกเตอร์ เห็นสถานที่ทั้ง 2 แห่ง ไม่ต้องจบด็อกเตอร์ ชาวบ้านอย่างเราไม่ได้เรียนหนังสือ แค่เห็นสถานที่ ก็รู้ ท่านใช้สถานที่ 2 แห่งนี้มาเปรียบเทียบกันได้อย่างไร!!!

ฟาร์มไก่ที่นครนายกบนแหล่งต้นน้ำ กับฟาร์มไก่ของกรมปศุสัตว์ที่โคราชที่มีพื้นที่เป็นพันๆ ไร่ ห่างไกลชุมชนเป็นกิโลๆ ท่านเป็นนักวิชาการ เป็นด็อกเตอร์ เป็นนักวิเคราะห์ ด้านไหนกันคะ ชาวบ้านตาดำๆ ตาสีตาสา ไม่ต้องเรียนถึงป. 6 เรายัง “มองเห็น” ความแตกต่าง ของสภาพพื้นที่การจัดตั้งว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ตั้งฟาร์มไก่เทวดาแบบนี้สิ ห่างไกลชุมชนเป็นกิโลๆ มันถึงจะไม่เกิดปัญหา เรายืนยันว่าเราไม่ได้ต่อต้านโรงงาน เราต่อต้านสถานที่ตั้งโรงงาน ไม่ใช่สักแต่ว่าฉันมีที่ดิน นี่คือที่ดินของฉัน ฉันจะปลูก ฉันจะสร้าง ฉันจะทำอะไรก็ได้ นี่มันเป็นทรัพย์สินของฉัน มันไม่ใช่ค่ะ เมื่อโรงงานอยู่ร่วมกับชุมชนไม่ได้ ท่านมีความสุขหรือคะ ท่านได้เงิน ร่ำรวยกับการผลิตไข่เทวดาให้องค์การอาหารและยา เงินเข้ากระเป๋าท่าน แล้วเวลาเราเจ็บป่วย ท่านออกค่ารักษาให้เราไหม ท่านดูแลบุตรหลานของเราไหม หาใช่ไม่

เอาแค่พวกเราชาวบ้านเดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนที่ศาลากลางฯ ผู้ว่าฯ หรือเรียกว่าพ่อเมืองของจังหวัดยังไม่ลงมารับหนังสือ ให้ลูกบ้านยืนรอกันเป็นชั่วโมงสองชั่วโมง ท่านยังไม่อาทรร้อนใจเลยค่ะ มันถึงเป็นแบบนี้ เวลามีปัญหา ชาวบ้านต้องปิดถนน ต้องเกิดความเดือดร้อน แล้วคนก็มาว่าชาวบ้านว่า เอะอะอะไรก็ปิดถนน ก็มันเป็นเสียอย่างนี้ ต้องทำแบบนี้ พ่อเมืองถึงจะลงมาเจอหน้าชาวบ้าน เหมือนลูกต้องเรียกร้องความสนใจ พ่อแม่ถึงจะเหลียวแล

คำขวัญประจำตำบลสาริกาคือ “พ่อเมืองปล่อยปลา ชาวบ้านปล่อยไก่ ฟาร์มเสือเส้นใหญ่ ฟาร์มไก่เทวดา” ท่านทั้งหลายเชื่อไหมคะว่า มีคนเปิดฟาร์มเสือเลี้ยงเสือ ซึ่งเป็นสัตว์ป่าสงวนไว้เป็นร้อยตัว แต่กฎหมายเอาผิดไม่ได้ ไม่มีหน่วยราชการเข้าไปตรวจสอบ ตัวอย่างนี้เห็นชัดเจน ว่าทำอะไรไม่ได้ ส่วนฟาร์มไก่ก็ยังสร้างต่อได้ทั้งๆ ที่มันอยู่แหล่งต้นน้ำ ชาวบ้านดิ้นรนไปติดต่อหน่วยราชการเช่น กรมควบคุมมลพิษ ก็ได้คำตอบว่า “ปัญหายังไม่เกิด” แล้วตรงบ้านนาที่มีฟาร์มหมู ขี้หมูไหลลงแม่น้ำ ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่ว สภาพน้ำตามธรรมชาติไม่เหลือความสะอาด ปัญหาเกิดแล้วค่ะ ท่านปิดหู ปิดตาอะไรกันอยู่

เราปฏิเสธความเจริญไม่ได้ เมื่อบ้านเมืองพัฒนา สังคมชนบทก็ต้องเปลี่ยนไปตามเวลา พวกเราไม่ได้ต่อต้านความเจริญ แต่มันต้องมีการแบ่ง “โซน” พื้นที่นี้คืออุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ห้ามมีสิ่งปลูกสร้าง ประเทศไทยเรากำลังแบ่งโซนนิ่ง แล้วยังไง พอถึงเวลา ใครมีที่ดิน จะทำอะไรก็ทำได้หรือคะ

เราทราบดีค่ะว่ากรณีของพวกเราอาจจะไม่ใช่ปัญหาเดือดร้อน เพราะอย่างที่เค้าบอก “ปัญหายังไม่เกิด” ปัญหาของชุมชนอื่นนั้นมีมากกว่าเราเยอะ เพราะปล่อยให้เค้าทำ ตอนนี้ปัญหาเกิดแล้ว ไม่ว่าจะกรณีเหมืองแร่ทองคำวังสะพุงในจังหวัดเลย หรือปัญหาสารตะกั่วในห้วยคลิตี้ที่ทองผาภูมิในจังหวัดกาญจนบุรี กรณีเหล่านี้เป็นเรื่องที่พิสูจน์มาแล้วจริง เป็นข่าวดัง มีผลกระทบเกิดขึ้นแล้ว สุขภาพของชาวบ้านแย่ พวกเขาเจ็บป่วย แล้วใครบ้างที่ช่วยเหลือพวกเค้า หน่วยงานราชการทำอะไรบ้างคะ ก็ปล่อยผ่านเลยไป ด้วยความรู้สึกว่าเค้าเป็นนายทุน เค้าลงทุน “สร้าง” ไปแล้ว และก็พยายามไกล่เกลี่ยด้วยคำง่ายๆ ว่า สั่งปิดโรงงาน (แต่โรงงานแอบเปิดหลังจากนั้น) และหาแผนป้องกัน บางเรื่องเห็นแล้วว่าอาจจะเกิดปัญหา แต่กลับยังไม่ทำอะไร ไม่มีการห้ามให้หยุดดำเนินการก่อสร้างโรงงาน ไม่มีการออกคำสั่งให้หยุดแผนงาน ทั้งๆ ที่ชาวบ้านคัดค้านกันทั้งตำบล แต่กลับปล่อยให้เค้า “ลงทุน” เมื่อลงทุนไปแล้วก็ต้องพยายามทำให้ได้ทุนคืนมา ถึงตอนนั้นมันก็สายไปแล้ว ทุกอย่างวนเวียนเป็นวัฏจักร สุดท้ายชาวบ้านต้องดูแลตัวเอง ไม่เคยที่จะคิดหาทางป้องกันที่ต้นเหตุ พวกเรามัวแต่รอการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ปล่อยปละละเลยให้มันเกิดขึ้นก่อน

คุณเห็นพวกเราไหม ชาวบ้านไม่มีเงินต่อสู้กับกลุ่มนายทุน แต่เราพยายามปกป้องบ้านของเรา นครนายกเป็นพื้นที่สีเขียว ไม่ควรมีโรงงาน หรือกิจการใดๆ ที่เข้าข่ายอุตสาหกรรมมาจัดตั้ง แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว เริ่มมีโรงงานรุกคืบเข้ามาในเขตท่องเที่ยว ห่างไปไม่ถึง 5 กิโลเมตรถึงน้ำตก เค้าจัดตั้งได้อย่างไร กรณีนี้อาจจะเป็นเพียงกรณีเล็กๆ สำหรับบางคน เป็นเพียงเรื่องของชาวบ้าน เรื่องของชุมชนหนึ่ง แต่สักวันหนึ่ง เหตุการณ์อย่างนี้ หากเกิดในชุมชนอื่นๆ บ้าง ประเทศไทยเราจะเหลือทรัพยากรอะไรให้ลูกหลานเราอีก พวกเรากำลังต่อสู้กับเรื่องนี้ในทุกๆ หนทางเท่าที่พวกเราจะทำได้ ประเทศนี้กำลังตอกย้ำให้พวกเราตระหนักว่า “เสียงและสิทธิของพวกเราถึงจะรวมพลังกันแค่ไหน ก็คงไม่สู้เสียงและสิทธิของนายทุนเพียงเสียงเดียว”

ขอไว้อาลัยให้แก่ราชการท่านทุกท่านที่ไม่มีใจเป็นธรรม

หมายเหตุ: ขอขอบคุณเจ้าของล็อกอิน "Leno" ที่ให้ยืมมาใช้เพื่อการตั้งกระทู้นี้
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่