ก่อนอื่น
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของผมโดยตรงนะครับ เป็นเรื่องที่พี่เจ้าของรถเช่าคันนี้มาขอความช่วยเหลือผมโดยตรงถึงบ้าน ผมเองคยเป็นนักข่าวท้องถิ่นอยู่ในวงการก็หลายปี แต่ปัจจุบัน (ไม่นานมานี้)ผมมาทำงานในหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง รถเจ้าปัญหาคันนี้เป็นรถ Toyota Altis 1.8 ESport ซึ่งผมเคยเช่าเมื่อ 2 เดือนก่อน (ถ้าจำไม่ผิด) ก่อนเกิดเหตุการณ์ เป็นรถใหม่มาก วิ่งแค่หลักพันกิโล ความจริงรถรุ่นใหญ่ขนาดนี้น่าจะเช่ากันที่วันละ 2,000 บาท ขึ้นไป แต่รู้มั้ย รถคันนี้ปล่อยให้เช่าเพียง วันละ 1,400 บาท เท่านั้น และหลักฐานที่พี่เจ้าของรถคันนี้เอาไว้ก็ไม่มากนัก ไม่มีการรูดบัตรเครดิตค้ำประกันไม่มีการวางเงินค้ำประกัน ใช้แค่บัตรประชาชนเน้นที่การเชื่อใจ แถมยังมาส่งรถด้วยตัวเอง แล้วนั่งสองแถวกลับ ที่ผมเล่าให้ฟังเพราะว่า พี่เจ้าของอาจจะใจดีเกินไป แล้ว คนที่เชิดรถคันนี้ไปก็อาศัยความใจดีตรงนี้มาทำร้ายพี่เจ้าของรถคันนี้ โดยอ้างว่าเป็นนักข่าว....ในมุมนี้อย่าเอามาเป็นประเด็นทำร้ายพี่เขาอีกเลยครับ แค่นี้พี่เขาก็เจ็บพอแล้ว เพราะรถก็ยังผ่อนไม่หมด
เริ่มประเด็น
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พี่เจ้าของรถได้รับการติดต่อว่ามีลูกค้าต้องการจะเช่ารถคันหนึ่งเพื่อใช้งาน ซึ่งเบอร์โทรติดต่อของพี่เขาหาไม่ยาก ถ้าต้องการเช่ารถในสงขลาค้นในกูเกิลก็จะเจอ เพราะเป็นบริษัทรับเช่ารถที่มีลูกค้ามาใช้บริการค่อนข้างมาก ลูกค้าแจ้งว่าจะขอการเช่าระยะยาวประมาณ 10 วัน จากการสอบถามเบื้องต้น ในตอนนั้นก็ทราบว่า เป็น ผอ. หนังสือพิมพ์ประชามติ ต้องการเช่ารถเพื่อทำข่าวในพื้นที่ และต้องการ โตโยต้า แคมรี่ ด้วย ซึ่งพี่เขาไม่มี จึงได้แจ้งไปว่ามีแต่ โตโยต้า อัลติส จะพอได้มั้ย ถึงตรงนี้ตอนที่พี่เขาเล่าให้ผมฟัง ผมถามกลับไปว่าทำไมต้องระบุรถรุ่งสูงๆด้วย และก็ไม่ใช่คนในพื้นที่ทำไมพี่เขาถึงปล่อยรถให้ไปได้ พี่เขาบอกว่า เห็นว่าเป็น ผอ.หนังสือพิมพ์ อาจต้องการใช้รถให้เหมาะสมกับตำแหน่ง เพื่อไว้รับเจ้านาย และอีกอย่างด้วยตำแหน่งเท่าที่เข้าใจในตอนนั้นน่าจะมีความรับผิดชอบพอ ไม่น่าจะหนี

ท้ายที่สุดจึงได้ตกลงทำสัญญาเช่ารถ Toyota Altis 1.8 ESport สีขาว หมายเลขทะบียน ขฉ -6276 สงขลา เป็นระยะเวลา 10 วันในเบื้องต้น คือตั้งแต่วันที่ 13 -23 พฤษภาคม 2557 โดยพี่เจ้าของรถคิดค่าเช่าเพียง 1,100 บาท ต่อวันเท่านั้น เพราะเห็นว่าเช่าระยะยาวเลยลดให้รวมเป็นเงิน 11,000 ผู้เช่าชื่อ นายจตุพร สุตะพร ตำแหน่งผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ประชามติ โดยการเช่าครั้งนี้ไม่มีค่ามัดจำใดๆทั้งสิ้น และพี่เจ้าของรถก็ได้ทำรถไปส่งที่โรงแรมด้วยตัวเองด้วย
มาถึงประเด็นปัญหา
เมื่อถึงกำหนดระยะเวลาการส่งรถในวันที่23 พฤษภาคม 2557 พี่เจ้าของรถได้โทรติดต่อกลับไปเพื่อติดตามรถให้นำมาส่งคืน นายจตุพร สุตะพร รับสายแล้วอ้างว่าต้องเข้าไปทำข่าวในประเทศมาเลเซียจึงยังไม่สามารถส่งคืนรถได้ขอเช่าต่อเป็นระยะเวลา 5 วัน และได้โอนเงินเข้าบัญชีมาจ่ายเป็นค่าเช่า
ครั้งที่ 1 จำนวน 5,500 บาท ในวันที่ 28 พ.ค. 2557
ครั้งที่ 2 จำนวน 5,500 บาท ในวันที่ 2 มิ.ย.. 2557
ครั้งที่ 3 จำนวน จำนวน 5,500 บาท ในวันที่ 6 มิ.ย. 2557
ครั้งที่ 4 จำนวนเงิน 6,000 บาท ในวันที่ 22 มิ.ย. 2557 ที่โอนเกินมา 500 บาทเพราะมีใบสั่งขับรถเร็ว ส่งมาถึงพี่เจ้าของรถ และ ได้โทรไปบอก นายจตุพร ให้ทราบจึงได้โอนเงินค่าปรับมาให้
ทุกการติดต่อเพื่อติดตามรถกลับคืนจะได้รับการบ่ายเบี่ยงตลอด อ้างว่าต้องไปทำข่าวในประเทศมาเลเซีย บางครั้งก็ไม่รับสาย ปิดเครื่องหนี จนท้ายที่สุดก็ไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย จนต้องลงบันทึกประวันวันไว้ ที่ สภ. หาดใหญ่เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยได้รวบรวมหลักฐานทั้งหมด ยื่นต่อเจ้าพนักงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ข้อพิรุษ..เจตนายักยอก
1. นายจตุพร สุตะพร อ้างว่าเป็นนักข่าว ตำแหน่งผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ประชามติ จากประสบการณ์ของผม และจากการตรวจสอบข้อมูลแล้วพบว่า หนังสือพิมพ์ฉบับนี้เป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น มีสำนักงานอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดพิษณุโลก และไม่มีสำนักงานอยู่ในจังหวัดสงขลา (เช็คจากผู้ใหญ่ในวงการแล้ว) ซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องลงมาหาข่าวถึงจังหวัดสงขลา เท่ากับว่าตั้งใจมาหาเหยื่อจริงๆ
2. นายจตุพร สุตะพร เช่ารถคันนี้แล้วอ้างว่า ขับเข้าไปทำข่าวในประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะนายจตุพร ไม่ใช่เจ้าของรถ เอกสารหลักฐานต่างๆก็ไม่มี และการนำรถเข้าประเทศมาเลเซียมีอีกหลายขั้นตอน และต้องใช้เอกสารอีกหลายอย่างไม่ใช่ขับเข้าไปง่ายๆ
3.จากใบสั่งของเจ้าพนักงานจราจรที่ส่งมาถึงพี่เจ้าของรถ ในข้อหาขับรถเร็วกว่าที่กฎหมายกำหนด จำนวน 3 ครั้ง
ครั้งที่1 วันที่ 19 พฤษภาคม 2557 ตรวจจับความเร็ว ได้ที่ถนนเพชรเกษม จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ครั้งที่2 วันที่ 28 พฤษภาคม 2557 ตรวจจับความเร็ว ในพื้นที่อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี
ครั้งที่ 3 วันที่ 9 มิถุนายน 2557 ตรวจจับความเร็ว ได้ที่ถนนเพชรเกษม จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ครั้งนี้ซิ่งมาก ความเร็วที่จับได้คือ 157 กม./ชม.
เท่ากับว่านายจตุพร สุตะพร เช่ารถคันนี้แล้ว อยู่ในจังหวัดสงขลาไม่กี่วัน แล้วขับรถกลับขึ้นไปเลย ไม่ได้ไปประเทศมาเลเซียตามที่อ้าง เท่ากับว่ามีเจตนายักยอกมาตั้งแต่ต้น พูดง่ายๆคือลงมาหาเหยื่อโดยใช้อาชีพนักข่าว และตำแหน่งของต้นมาเป็นข้ออ้าง
การติดตาม
ถึงปัจจุบันพี่เจ้าของรถก็ยังติดตามรถคันนี้กลับคืนมาอยู่ เพราะยังเพราะไม่หมด และเป็นเครื่องมือในการสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว ไม่ใช่ให้ใครมาโกงกันง่ายๆ ผมว่าการหากินแบบนี้มันง่ายไป เสียชื่อนักข่าวคนอื่นหมด พี่เจ้าของรถโทรไปที่มือถือส่วนตัวก็ไม่รับส่งline ไปก็ไม่ตอบ โทรไปที่สำนักงานก็อ้างโน่นนี่นั่น บ่ายเบี่ยงตลอด
อยากจะขอความช่วยเหลือพี่น้อง เพื่อนๆ ในพันทิพย์ หน่อย ช่วยชี้เบาะแสและติดตามคนโกงคนนี้ กลับมาดำเนินคดีให้ได้ ความจริงแล้วพี่เจ้าของรถแค่อยากได้รถกลับคืนเท่านั้น ไม่อยากให้เป็นคดีใหญ่ แต่มันก็เลยเถิดมาแล้ว และอีกอย่างคดีแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก จนหลายแหล่งท่องเที่ยวในประเทศเริ่มไม่กล้าให้คนไทยเช่ารถกันแล้ว ปลาเน่าด้วยเดียวอย่าให้เสียทั้งหมด
หลักฐานทั้งหมดก็ตามที่นำรูปมาลงให้ดูแล้วนะครับใครมีข้อมูลยังไงก็บอกกันได้ ร่วมด้วยช่วยกันนะครับ อีกอย่างพี่เจ้าของรถกลัวว่านายจตุพร จะนำรถไม่ใช้ในทางที่ไม่ดี แล้วจะส่งผลถึงพี่เขาและครอบครัว ตอนนี้ครอบครัวพี่เขาเครียดกันมาก ช่วยกันหน่อยนะ
[เตือนภัย] อ้างเป็นผอ. หนังสือพิมพ์ เช่ารถแล้วเชิดหนี ช่วยกันตามหาหน่อย
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของผมโดยตรงนะครับ เป็นเรื่องที่พี่เจ้าของรถเช่าคันนี้มาขอความช่วยเหลือผมโดยตรงถึงบ้าน ผมเองคยเป็นนักข่าวท้องถิ่นอยู่ในวงการก็หลายปี แต่ปัจจุบัน (ไม่นานมานี้)ผมมาทำงานในหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง รถเจ้าปัญหาคันนี้เป็นรถ Toyota Altis 1.8 ESport ซึ่งผมเคยเช่าเมื่อ 2 เดือนก่อน (ถ้าจำไม่ผิด) ก่อนเกิดเหตุการณ์ เป็นรถใหม่มาก วิ่งแค่หลักพันกิโล ความจริงรถรุ่นใหญ่ขนาดนี้น่าจะเช่ากันที่วันละ 2,000 บาท ขึ้นไป แต่รู้มั้ย รถคันนี้ปล่อยให้เช่าเพียง วันละ 1,400 บาท เท่านั้น และหลักฐานที่พี่เจ้าของรถคันนี้เอาไว้ก็ไม่มากนัก ไม่มีการรูดบัตรเครดิตค้ำประกันไม่มีการวางเงินค้ำประกัน ใช้แค่บัตรประชาชนเน้นที่การเชื่อใจ แถมยังมาส่งรถด้วยตัวเอง แล้วนั่งสองแถวกลับ ที่ผมเล่าให้ฟังเพราะว่า พี่เจ้าของอาจจะใจดีเกินไป แล้ว คนที่เชิดรถคันนี้ไปก็อาศัยความใจดีตรงนี้มาทำร้ายพี่เจ้าของรถคันนี้ โดยอ้างว่าเป็นนักข่าว....ในมุมนี้อย่าเอามาเป็นประเด็นทำร้ายพี่เขาอีกเลยครับ แค่นี้พี่เขาก็เจ็บพอแล้ว เพราะรถก็ยังผ่อนไม่หมด
เริ่มประเด็น
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พี่เจ้าของรถได้รับการติดต่อว่ามีลูกค้าต้องการจะเช่ารถคันหนึ่งเพื่อใช้งาน ซึ่งเบอร์โทรติดต่อของพี่เขาหาไม่ยาก ถ้าต้องการเช่ารถในสงขลาค้นในกูเกิลก็จะเจอ เพราะเป็นบริษัทรับเช่ารถที่มีลูกค้ามาใช้บริการค่อนข้างมาก ลูกค้าแจ้งว่าจะขอการเช่าระยะยาวประมาณ 10 วัน จากการสอบถามเบื้องต้น ในตอนนั้นก็ทราบว่า เป็น ผอ. หนังสือพิมพ์ประชามติ ต้องการเช่ารถเพื่อทำข่าวในพื้นที่ และต้องการ โตโยต้า แคมรี่ ด้วย ซึ่งพี่เขาไม่มี จึงได้แจ้งไปว่ามีแต่ โตโยต้า อัลติส จะพอได้มั้ย ถึงตรงนี้ตอนที่พี่เขาเล่าให้ผมฟัง ผมถามกลับไปว่าทำไมต้องระบุรถรุ่งสูงๆด้วย และก็ไม่ใช่คนในพื้นที่ทำไมพี่เขาถึงปล่อยรถให้ไปได้ พี่เขาบอกว่า เห็นว่าเป็น ผอ.หนังสือพิมพ์ อาจต้องการใช้รถให้เหมาะสมกับตำแหน่ง เพื่อไว้รับเจ้านาย และอีกอย่างด้วยตำแหน่งเท่าที่เข้าใจในตอนนั้นน่าจะมีความรับผิดชอบพอ ไม่น่าจะหนี
ท้ายที่สุดจึงได้ตกลงทำสัญญาเช่ารถ Toyota Altis 1.8 ESport สีขาว หมายเลขทะบียน ขฉ -6276 สงขลา เป็นระยะเวลา 10 วันในเบื้องต้น คือตั้งแต่วันที่ 13 -23 พฤษภาคม 2557 โดยพี่เจ้าของรถคิดค่าเช่าเพียง 1,100 บาท ต่อวันเท่านั้น เพราะเห็นว่าเช่าระยะยาวเลยลดให้รวมเป็นเงิน 11,000 ผู้เช่าชื่อ นายจตุพร สุตะพร ตำแหน่งผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ประชามติ โดยการเช่าครั้งนี้ไม่มีค่ามัดจำใดๆทั้งสิ้น และพี่เจ้าของรถก็ได้ทำรถไปส่งที่โรงแรมด้วยตัวเองด้วย
มาถึงประเด็นปัญหา
เมื่อถึงกำหนดระยะเวลาการส่งรถในวันที่23 พฤษภาคม 2557 พี่เจ้าของรถได้โทรติดต่อกลับไปเพื่อติดตามรถให้นำมาส่งคืน นายจตุพร สุตะพร รับสายแล้วอ้างว่าต้องเข้าไปทำข่าวในประเทศมาเลเซียจึงยังไม่สามารถส่งคืนรถได้ขอเช่าต่อเป็นระยะเวลา 5 วัน และได้โอนเงินเข้าบัญชีมาจ่ายเป็นค่าเช่า
ครั้งที่ 1 จำนวน 5,500 บาท ในวันที่ 28 พ.ค. 2557
ครั้งที่ 2 จำนวน 5,500 บาท ในวันที่ 2 มิ.ย.. 2557
ครั้งที่ 3 จำนวน จำนวน 5,500 บาท ในวันที่ 6 มิ.ย. 2557
ครั้งที่ 4 จำนวนเงิน 6,000 บาท ในวันที่ 22 มิ.ย. 2557 ที่โอนเกินมา 500 บาทเพราะมีใบสั่งขับรถเร็ว ส่งมาถึงพี่เจ้าของรถ และ ได้โทรไปบอก นายจตุพร ให้ทราบจึงได้โอนเงินค่าปรับมาให้
ทุกการติดต่อเพื่อติดตามรถกลับคืนจะได้รับการบ่ายเบี่ยงตลอด อ้างว่าต้องไปทำข่าวในประเทศมาเลเซีย บางครั้งก็ไม่รับสาย ปิดเครื่องหนี จนท้ายที่สุดก็ไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย จนต้องลงบันทึกประวันวันไว้ ที่ สภ. หาดใหญ่เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยได้รวบรวมหลักฐานทั้งหมด ยื่นต่อเจ้าพนักงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ข้อพิรุษ..เจตนายักยอก
1. นายจตุพร สุตะพร อ้างว่าเป็นนักข่าว ตำแหน่งผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ประชามติ จากประสบการณ์ของผม และจากการตรวจสอบข้อมูลแล้วพบว่า หนังสือพิมพ์ฉบับนี้เป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น มีสำนักงานอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดพิษณุโลก และไม่มีสำนักงานอยู่ในจังหวัดสงขลา (เช็คจากผู้ใหญ่ในวงการแล้ว) ซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องลงมาหาข่าวถึงจังหวัดสงขลา เท่ากับว่าตั้งใจมาหาเหยื่อจริงๆ
2. นายจตุพร สุตะพร เช่ารถคันนี้แล้วอ้างว่า ขับเข้าไปทำข่าวในประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะนายจตุพร ไม่ใช่เจ้าของรถ เอกสารหลักฐานต่างๆก็ไม่มี และการนำรถเข้าประเทศมาเลเซียมีอีกหลายขั้นตอน และต้องใช้เอกสารอีกหลายอย่างไม่ใช่ขับเข้าไปง่ายๆ
3.จากใบสั่งของเจ้าพนักงานจราจรที่ส่งมาถึงพี่เจ้าของรถ ในข้อหาขับรถเร็วกว่าที่กฎหมายกำหนด จำนวน 3 ครั้ง
ครั้งที่1 วันที่ 19 พฤษภาคม 2557 ตรวจจับความเร็ว ได้ที่ถนนเพชรเกษม จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ครั้งที่2 วันที่ 28 พฤษภาคม 2557 ตรวจจับความเร็ว ในพื้นที่อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี
ครั้งที่ 3 วันที่ 9 มิถุนายน 2557 ตรวจจับความเร็ว ได้ที่ถนนเพชรเกษม จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ครั้งนี้ซิ่งมาก ความเร็วที่จับได้คือ 157 กม./ชม.
เท่ากับว่านายจตุพร สุตะพร เช่ารถคันนี้แล้ว อยู่ในจังหวัดสงขลาไม่กี่วัน แล้วขับรถกลับขึ้นไปเลย ไม่ได้ไปประเทศมาเลเซียตามที่อ้าง เท่ากับว่ามีเจตนายักยอกมาตั้งแต่ต้น พูดง่ายๆคือลงมาหาเหยื่อโดยใช้อาชีพนักข่าว และตำแหน่งของต้นมาเป็นข้ออ้าง
การติดตาม
ถึงปัจจุบันพี่เจ้าของรถก็ยังติดตามรถคันนี้กลับคืนมาอยู่ เพราะยังเพราะไม่หมด และเป็นเครื่องมือในการสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว ไม่ใช่ให้ใครมาโกงกันง่ายๆ ผมว่าการหากินแบบนี้มันง่ายไป เสียชื่อนักข่าวคนอื่นหมด พี่เจ้าของรถโทรไปที่มือถือส่วนตัวก็ไม่รับส่งline ไปก็ไม่ตอบ โทรไปที่สำนักงานก็อ้างโน่นนี่นั่น บ่ายเบี่ยงตลอด
อยากจะขอความช่วยเหลือพี่น้อง เพื่อนๆ ในพันทิพย์ หน่อย ช่วยชี้เบาะแสและติดตามคนโกงคนนี้ กลับมาดำเนินคดีให้ได้ ความจริงแล้วพี่เจ้าของรถแค่อยากได้รถกลับคืนเท่านั้น ไม่อยากให้เป็นคดีใหญ่ แต่มันก็เลยเถิดมาแล้ว และอีกอย่างคดีแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก จนหลายแหล่งท่องเที่ยวในประเทศเริ่มไม่กล้าให้คนไทยเช่ารถกันแล้ว ปลาเน่าด้วยเดียวอย่าให้เสียทั้งหมด
หลักฐานทั้งหมดก็ตามที่นำรูปมาลงให้ดูแล้วนะครับใครมีข้อมูลยังไงก็บอกกันได้ ร่วมด้วยช่วยกันนะครับ อีกอย่างพี่เจ้าของรถกลัวว่านายจตุพร จะนำรถไม่ใช้ในทางที่ไม่ดี แล้วจะส่งผลถึงพี่เขาและครอบครัว ตอนนี้ครอบครัวพี่เขาเครียดกันมาก ช่วยกันหน่อยนะ