วันนี้ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. สนามบินน้ำ นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ระบุในการจัดอบรมหลักสูตรนิติเศรษฐศาสตร์ระยะสั้นแก่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.และ ป.ป.ท.รุ่น 1 ในหัวข้อ "ปัญหาคอรัปชั่นในประเทศไทย: บทบาทนักกฎหมายและนักเศรษฐศาสตร์" ว่า กฎหมายสามารถปรับมาใช้กับผู้คนโดยมีทฤษฏีมาสนับสนุน
เมื่อกฎหมายออกมาแล้วจะต้องสามารถใช้ได้แม้จะไม่เป็นธรรมกับทุกคน อย่างกรณีนางสาวยิ่งลักษณ์ ที่ออกมาตอบโต้และเรียกร้องความเป็นธรรมหลัง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดในคดีโครงการรับจำนำข้าว
ซึ่งการกระทำที่นางสาวยิ่งลักษณ์ออกมาตอบโต้ ป.ป.ช.นั้น ถือเป็นการกระทำที่ไม่เป็นไปตามหลักรัฏฐาธิปัตย์ที่จะต้องตอบสนองความต้องการของคนในสังคม
และกฎหมายเป็นสิ่งที่กระทบต่อคนมหาศาล กฎหมายจึงต้องมีเหตุมีผล ไม่ใช่เกิดโดยอำเภอใจ ต้องตอบสนองความเป็นธรรม ความยุติธรรมให้กับสังคมไทย ซึ่งความยุติธรรมคือความเสมอภาคภายใต้หลักกฎหมายเดียวกัน และกฎหมายต้องระลึกถึงความเป็นมาของคนในสังคม จารีตประเพณีในสังคมรวมทั้งนำมาปรับใช้อย่างยุติธรรม เช่นในประเทศอังกฤษ ที่มีจารีตประเพณีเป็นรากฐานของกฎหมาย เราจึงต้องทำความเข้าใจกับจารีตประเพณี นอกจากรัฐ และนโยบายสาธารณะ เนื่องจากหากรัฐมุ่งหาผลประโยชน์มากกว่าความเจ็บปวดของประชาชนนั้นคือความตายของรัฐบาล
และตัวอย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในด้านอุตสาหกรรมที่มีกฎหมายที่ดีคือประเทศเยอรมัน
ไม่ใช่สหรัฐอเมริกาที่สนับสนุนให้คนเป็นหนี้และออกกฎหมายเกี่ยวกับการล้มละลาย และกฎหมายช่วยเหลือมาใช้ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจซึ่งต่างจากประเทศอื่น
ทั้งนี้กฎหมายเมื่อออกมาแล้วมีผลสมบูรณ์จะมีผลกระทบในทุกส่วนไม่ว่าดีหรือไม่ซึ่งหากปราศจากการมองอย่างรอบด้านอาจทำให้เกิดความเสียหายได้จึงมีการเตือนว่า
อย่าออกกฎหมายมาแบบประหลาดหรือตีความในแบบศรีธนชัย เช่น ห้ามเดินลัดสนาม แต่สามารถกลิ้งได้ ต้องดูที่เจตนาคือห้ามผ่านสนามเป็นหลัก
ขณะเดียวกันใน
โครงการจำนำข้าวจะไม่สามารถเอาผิดกับนางสาวยิ่งลักษณ์ได้หากสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทยหรือ ทีดีอาร์ไอไม่มีการศึกษาวิจัยตามหลักเศรษฐศาสตร์ในโครงการจำนำข้าว เช่น โครงการศึกษามาตรการแทรกแซงตลาดข้าวเพื่อป้องกันการทุจริต การแสวงหาคำตอบส่วนเกินและเศรษฐศาสตร์การเมืองของโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ของนายนิพนธ์ พัวพงศกร เพราะฉะนั้นยืนยันได้ว่านิติเศรษฐศาสตร์จะมีความสำคัญในอนาคต และกระบวนการต่อไปนี้จะเป็นการผนึกกำลังเพื่อป้องกันปราบปรามการทุจริตได้
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1405916043
อืมม ทีนี้เข้าใจละ แต่สงสัยว่าทำไมโยนให้ TDRI รับไปเต็มๆ
"วิชา" บรรยาย ระบุ กฎหมายออกมาแล้วจะต้องสามารถใช้ได้แม้จะไม่เป็นธรรมกับทุกคน
วันนี้ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. สนามบินน้ำ นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ระบุในการจัดอบรมหลักสูตรนิติเศรษฐศาสตร์ระยะสั้นแก่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.และ ป.ป.ท.รุ่น 1 ในหัวข้อ "ปัญหาคอรัปชั่นในประเทศไทย: บทบาทนักกฎหมายและนักเศรษฐศาสตร์" ว่า กฎหมายสามารถปรับมาใช้กับผู้คนโดยมีทฤษฏีมาสนับสนุน เมื่อกฎหมายออกมาแล้วจะต้องสามารถใช้ได้แม้จะไม่เป็นธรรมกับทุกคน อย่างกรณีนางสาวยิ่งลักษณ์ ที่ออกมาตอบโต้และเรียกร้องความเป็นธรรมหลัง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดในคดีโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งการกระทำที่นางสาวยิ่งลักษณ์ออกมาตอบโต้ ป.ป.ช.นั้น ถือเป็นการกระทำที่ไม่เป็นไปตามหลักรัฏฐาธิปัตย์ที่จะต้องตอบสนองความต้องการของคนในสังคม
และกฎหมายเป็นสิ่งที่กระทบต่อคนมหาศาล กฎหมายจึงต้องมีเหตุมีผล ไม่ใช่เกิดโดยอำเภอใจ ต้องตอบสนองความเป็นธรรม ความยุติธรรมให้กับสังคมไทย ซึ่งความยุติธรรมคือความเสมอภาคภายใต้หลักกฎหมายเดียวกัน และกฎหมายต้องระลึกถึงความเป็นมาของคนในสังคม จารีตประเพณีในสังคมรวมทั้งนำมาปรับใช้อย่างยุติธรรม เช่นในประเทศอังกฤษ ที่มีจารีตประเพณีเป็นรากฐานของกฎหมาย เราจึงต้องทำความเข้าใจกับจารีตประเพณี นอกจากรัฐ และนโยบายสาธารณะ เนื่องจากหากรัฐมุ่งหาผลประโยชน์มากกว่าความเจ็บปวดของประชาชนนั้นคือความตายของรัฐบาล
และตัวอย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในด้านอุตสาหกรรมที่มีกฎหมายที่ดีคือประเทศเยอรมันไม่ใช่สหรัฐอเมริกาที่สนับสนุนให้คนเป็นหนี้และออกกฎหมายเกี่ยวกับการล้มละลาย และกฎหมายช่วยเหลือมาใช้ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจซึ่งต่างจากประเทศอื่น
ทั้งนี้กฎหมายเมื่อออกมาแล้วมีผลสมบูรณ์จะมีผลกระทบในทุกส่วนไม่ว่าดีหรือไม่ซึ่งหากปราศจากการมองอย่างรอบด้านอาจทำให้เกิดความเสียหายได้จึงมีการเตือนว่าอย่าออกกฎหมายมาแบบประหลาดหรือตีความในแบบศรีธนชัย เช่น ห้ามเดินลัดสนาม แต่สามารถกลิ้งได้ ต้องดูที่เจตนาคือห้ามผ่านสนามเป็นหลัก
ขณะเดียวกันในโครงการจำนำข้าวจะไม่สามารถเอาผิดกับนางสาวยิ่งลักษณ์ได้หากสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทยหรือ ทีดีอาร์ไอไม่มีการศึกษาวิจัยตามหลักเศรษฐศาสตร์ในโครงการจำนำข้าว เช่น โครงการศึกษามาตรการแทรกแซงตลาดข้าวเพื่อป้องกันการทุจริต การแสวงหาคำตอบส่วนเกินและเศรษฐศาสตร์การเมืองของโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ของนายนิพนธ์ พัวพงศกร เพราะฉะนั้นยืนยันได้ว่านิติเศรษฐศาสตร์จะมีความสำคัญในอนาคต และกระบวนการต่อไปนี้จะเป็นการผนึกกำลังเพื่อป้องกันปราบปรามการทุจริตได้
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1405916043
อืมม ทีนี้เข้าใจละ แต่สงสัยว่าทำไมโยนให้ TDRI รับไปเต็มๆ