เก็บไฟล์เพลงเป็นสกุลอะไรดีระหว่าง .mp3 กับ .m4a อันไหนดีกว่ากันครับ

ผมจะเก็บไว้เล่นเพลงในคอมกับมือถือ android ครับ
ปกติผมฟังเพลง bitrate ประมาณ 256-320 ครับ ใช้สกุล .mp3 เป็นหลัก แต่หลังๆ เริ่มเห็นคนใช้ .m4a เยอะเลยสงสัย

- แตกต่างกันยังไง
- อันไหนเก็บไฟล์เพลงได้คุณภาพดีกว่ากัน
ขอบคุณครับ อัศวินขี่ม้าขาว
แก้ไขข้อความเมื่อ
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 4
m4a คือ mpeg-4 audio ครับ ส่วนใหญ่จะใช้แทน *.mp4 (mp4 ก็มีนะ ก็ ตัวเดียวกันแหละ โดยหลักการ ขึ้นอยุ่กับจะใช้โปรแกรมไรทำ) จริงๆ .m4a มันแค่นามสกุลไฟล์ ซึ่งจะเข้ารหัสด้วย mpeg-4 (aac) หรือ จะใช้ apple loseless ก็ได้
ถ้าเทียบกันระหว่าง 2 ไฟล์นี้ ผมแนะนำ Flac ครับ
พอจะจำได้ว่าไฟล์ Apple ครอบคุมความถี่ได้ไม่ครบมั้งครับ

ไฟล์ M4a เป็นไฟล์ที่มีการบีบอัดข้อมูลลงมาแล้ว เสียงดีกว่า MP4(ACC) แต่ไม่เท่าไฟล์ Flac กับ Apple ครับ เพราะมีการสูญเสียข้อมูล

อันล่างนี้เป็นข้อมูลที่ผมมีในเครื่องครับ จำไม่ได้แล้วว่า Copy มาจากไหน จากใน Wab ต่าง ๆ นี่ล่ะครับ เห็นดี ก็เก็บไว้ หากท่านเจ้าของข้อมูลมาอ่านเจอ ผมขออุญาติ โพส นะครับเป็นวิทยาทานสำหรับท่านที่ยังไม่ทราบ...

ขอแนะนำไฟล์ Lossless สักหน่อยนะครับ

การบีบอัดแบบ Lossless
ผมเขียนมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่าบทความนี้มันยาวจังเ ลย
คุณผู้อ่านจะยังอยู่กับผมถึงตรงนี้รึปล่าวนะ แล้วทั่น บก.
จะหั่นบทความผมไปเยอะรึปล่าวก็ไม่รู้ 555 ทำตัวไม่สนใจแล้วเล่าเรื่องต่อ
เรามาถึงส่วนของ Lossless แล้วครับ เป็นส่วนของผู้รักเสียงเพลงอย่างแท้จริง
ในส่วนนี้ผมจะไม่พูดถึงคุณภาพเสียงของรูปแบบต่างๆ นะครับ เพราะแบบ Lossless
จะให้คุณภาพเสียงเหมือนต้นฉบับในทุกรูปแบบไฟล์ต่างๆ
แต่จุดที่ทำให้แต่ละรูปแบบแตกต่างกันจะอยู่ที่ความสา มารถในการบีบอัด
และการรองรับจากอุปกรณ์และโปรแกรมต่างๆ งั้นเราไปเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

FLAC (Free Lossless Audio Codec)
(.flac)
เป็นรูปแบบของ Lossless ที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดตัวหนึ่งครับ
ด้วยความที่เป็นรูปแบบฟรี ไม่มีค่าใช้สิทธิ์ใดๆ แล้วยังเป็น open source อีกด้วย
ในต่างประเทศ FLAC จึงได้รับความนิยมค่อนข้างสูง ข้อดีของมันนอกจากที่ฟรีแล้ว
ยังทำงานได้รวดเร็ว แล้วก็มีโปรแกรมและอุปกรณ์รองรับมากมาย เช่น Winamp รุ่น 5.5
ก็สามารถเปิด FLAC และ rip เพลงเป็น FLAC ได้โดยไม่ต้องติดตั้งอะไรเพิ่ม หรือ iPod
ก็รองรับ แต่จะต้องใช้ fireware พิเศษที่ชื่อว่า rockbox
(ตัวเดียวกับที่ทำให้รองรับ ogg Vorbis) ก็จะเล่นไฟล์ชนิดนี้ได้ แต่ข้อเสียของ FLAC
ก็อยู่ที่ความสามารถในการบีบอัดเพลงน้อยกว่ารูปแบบอื ่นๆ อย่าง monkey’s audio
อยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากนัก
FLAC รองรับ sample rate ตั้งแต่ 1 Hz ถึง 1048.57 kHz
ครับ bit depth ก็ใช้ได้ถึง 32 bit ครับ ปัจจุบัน FLAC อยู่ที่รุ่น 1.2.1
แล้วก็ถือเป็นหนึ่งในรูปแบบของ xiph.org ไปแล้ว บางทีจึงอยู่ใน container OGG
ได้

WavPack (.wv)
เป็นรูปแบบฟรีคล้ายๆ กับ FLAC นะครับ
แต่เด่นกว่าตรงที่สามารถทำไฟล์แบบ Hybrid/lossy ได้ ก็คือมันสามารถสร้างไฟล์แบบ
lossy ได้ พร้อมกับไฟล์อีก 1 ไฟล์ที่เรียกว่า correction file เราสามารถนำไฟล์แบบ
lossy ที่มันสร้างไปใช้ได้เลย โดยไม่ต้องมี correction file
แต่ก็จะได้คุณภาพเสียงแบบ lossy ถ้าเราอยากได้ระดับ lossless เราก็เอา correction
file ไปใส่ไว้ในห้องของ lossy file นั้น โปรแกรมเล่นเพลงก็จะจัดการรวมกันให้เป็นแบบ
lossless ครับ แต่ข้อเสียของ WavPack ก็คืออุปกรณ์ที่รองรับยังไม่มากเท่า FLAC ครับ
การใช้งานจึงยังไม่กว้างเท่า FLAC
WavPack รองรับ sample rate ได้ตั้งแต่ 1 ถึง
16777.216 kHz ครับ ส่วน bit rate ของ lossless จะเป็น VBR แต่ในส่วนของ lossy
จะใช้ที่ 192 kbps ครับ

Apple Lossless
(ALAC) (.mp4, .m4a)
Apple พัฒนารูปแบบนี้ขึ้นมาเพื่อใช้กับระบบของ Apple
เช่น iPod จึงมีแต่ iTunes ที่สร้างไฟล์ชนิดนี้ได้ครับ ข้อดีของ ALAC
คือการที่ใช้กับ iPod ได้สมบูรณ์ครับ ความสามารถก็ไม่ได้ดีเด่นไปกว่ารูปแบบอื่นๆ
แต่ข้อเสียคือยืดหยุ่นน้อยเพราะ Apple ไม่ปล่อยชุดของโปรแกรมถอดรหัส ALAC
ให้กับผู้พัฒนา software อื่นๆ จึงโปรแกรมไม่กี่โปรแกรมที่เล่นไฟล์ชนิดนี้ได้ หลักๆ
คือ iTunes ส่วนโปรแกรมอื่นๆ ที่เล่นได้อย่าง foobar2000 ก็เพราะมีคนไปวิจัยโค้ดที่
apple ใช้แล้วก็ reverse-engineered จนได้โปรแกรมถอดรหัสออกมาครับ
ซึ่งก็ไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่ แล้ว ALAC รองรับ sample rate แค่ 44,100 และ 48,000
Hz สรุปคือเหมาะเฉพาะผู้ใช้ iPod เท่านั้น

Windows Media Audio Lossless (.wma)
หลายคนอาจจะคิดว่า WMA ก็น่าจะมีอย่างเดียวนิน่า
เพราะเราก็เห็น WMA มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่จริงๆ แล้ว WMA แยกย่อยเป็น 4
เทคโนโลยีดังนี้ครับ
Windows Media Audio (WMA)
เป็นรูปแบบไฟล์ WMA ดั้งเดิมที่พวกเรารู้จักกันครับ สามารถเล่นกับเครื่องเล่นที่รองรับ WMA
ได้มากที่สุด แต่ประสิทธิภาพนั้นเท่าๆ กับ mp3 แต่ mp3 (โดยเฉพาะ LAME รุ่นล่าสุด)
จะทำได้ดีกว่าใน bit rate ที่มากกว่า 128 kbps รุ่นล่าสุดคือ 9.2 ที่มากับ Windows
media player 11
WMA รองรับ sample rate สูงสุดที่ 48,000 Hz ครับ แล้วเพิ่งใช้
VBR ได้ในรุ่น 9 นี้เอง ผมจึงไม่แนะนำให้ใช้ WMA แบบนี้
เพราะประสิทธิภาพไม่ดีเท่าไหร่ แถมการใช้งานยังไม่กว้างเท่า mp3
ด้วยครับ

Windows Media Audio Professional
(WMA pro)
เป็นรูปแบบที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ครับ ไม่รองรับกับมาตรฐาน WMA
เดิม เริ่มมีพร้อมกับ Windows media player 9 ปัจจุบันเป็นรุ่น WMA 10 pro
ข้อดีของรูปแบบนี้ให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่า WMA มาก ในทุกด้าน ทั้งที่ bit rate
สูงและต่ำ แล้วยังรองรับ sample rate ได้ถึง 96,000 Hz ที่ 24 bit แล้วยังทำได้ถึง
8 ช่องสัญญาณ (7.1 channel) ความสามารถของ WMA pro จึงสามารถเทียบชั้นกับ Vorbis,
AAC ได้ และเหนือกว่า mp3 ครับ
แต่ข้อเสียของ WMA pro
นี้คือการที่ไม่รองรับกับมาตรฐาน WMA เดิม ทำให้อุปกรณ์ที่เคยเล่น WMA
เดิมได้ไม่สามารถเล่น WMA pro นี้ได้ จึงมีอุปกรณ์ไม่กี่ชนิดที่รองรับ
เช่นโทรศัพท์มือถือที่ใช้ Windows mobile ที่มี windows media player 10
เป็นต้น

Windows Media Audio Lossless (WMA lossless)
รูปแบบนี้ก็เพิ่งมาใหม่ใน Windows media player 9 ครับ
เป็นรูปแบบไฟล์ที่จัดเก็บแบบไม่มีการสูญเสียข้อมูลใด ๆ ครับ
ความสามารถก็จัดอยู่ในระดับที่ดี แต่ก็ยังมีอุปกรณ์ที่รองรับน้อยอยู่
อุปกรณ์ที่รองรับก็เช่นโทรศัพท์มือถือที่ใช้ Windows mobile ที่มี Windows media
player 10 หรือ Zune 2 ครับ

Windows Media Audio Voice (WMA voice)
เป็นรูปแบบที่ออกแบบมาเพื่อจัดเก็บเสียงพูดโดยเฉพาะค รับ ใช้ bit
rate ต่ำมาก แต่คุณภาพเสียงพูดยังใช้ได้อยู่
ทำงานโดยการตัดความถี่ที่ไม่เกี่ยวกับเสียงพูดทิ้งทั ้งหมด
ทำให้มีพื้นที่เก็บข้อมูลในส่วนของเสียงพูดมาก รูปแบบนี้รองรับ sample rate แค่
22,050 Hz เป็นเสียง mono อย่างเดียว แล้วก็ใช้ bit rate สูงสุดแค่ 20 kbps ครับ
ไม่แนะนำให้ใช้กับงานอย่างอื่นนอกจะเสียงพูดครับ
อุปกรณ์ที่รองรับก็ยังเป็นโทรศัพท์มือถือที่ใช้ Windows mobile เหมือนเดิมครับ
คู่แข่งของ WMA voice ก็คือ speex รูปแบบบีบอัดเสียงพูดฟรีๆ จาก xiph.org
ครับ

ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถสร้างได้จาก Windows media player รุ่น 10
ขึ้นไปครับ

สรุปเจ้า WMA นะครับ ผมไม่แนะนำให้ใช้ WMA ครับ ใช้ mp3 ดีกว่า
ยกเว้นว่าถ้าเครื่องของคุณรองรับ WMA pro ก็ใช้เป็น WMA pro ก็ได้ครับ ใช้ที่ bit
rate ราวๆ 128 kbps หรือ 160 kbps ก็ให้เสียงโอเคแล้วครับ

Monkey’s audio
(.ape)
เป็นอีกรูปแบบไฟล์ที่เห็นกันบ้างบนอินเตอร์เน็ตครับ
แต่ไม่นิยมเท่า FLAC ข้อดีของมันก็คือบีบอัดเสียงได้เล็กกว่ารูปแบบอื่นๆ
แต่ว่าความเร็วจะไม่สูงเท่า FLAC หรือ WavPack แล้วจำนวนอุปกรณ์ที่รองรับก็น้อยกว่า
FLAC ครับ ซึ่งไฟล์ชนิดนี้ก็ใช้เปิดให้ใช้ได้ฟรีเช่นกันครับ
เราสามารถเข้าไปดูรายละเอียดของไฟล์ชนิดนี้ได้ที่นี้ ครับ
http://www.monkeysaudio.com/

เปรียบเทียบ Lossless

เปรียบเทียบความสามารถของไฟล์รูปแบบต่างๆ ซึ่งเราจะเห็นว่า monkey
จะให้ขนาดไฟล์ที่เล็กที่สุดครับ (ดูในช่อง Compression) ก็คือเหลือ %
ของไฟล์ต้นฉบับน้อยที่สุดครับ แล้วก็สามารถเปรียบเทียบความสามารถต่างๆ เช่นการใช้
ReplayGain ว่าไฟล์ประเภทไหนที่รองรับ RG ได้ หรือความสามารถ Hybrid/Lossy
ได้จากตารางนี้ครับ

(http://ear-hifi.net/forum/images/review/voice/9.png)

สรุปการใช้ Lossless นะครับ สำหรับคนทั่วๆ ไปที่ต้องการใช้
Lossless ผมแนะนำให้ใช้ FLAC เพราะมีโปรแกรมและอุปกรณ์จำนวนมากรองรับ
จนสามารถนำไฟล์นี้ไปใช้งานได้แพร่หลายที่สุดครับ
ส่วนคนที่จะใช้ไฟล์กับอุปกรณ์ที่รองรับไฟล์อื่นๆ อย่าง Apple Lossless หรือ Windows
media audio lossless ก็ใช้ไฟล์รูปแบบนั้นๆ ครับ

-------------------------------------------------------------------------------------------------------

จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่า ไฟล์ Apple Lossless จะรองรับ sample rate แค่ 44,100 และ 48,000 Hz ซึ่ง FLAC รองรับ sample rate ตั้งแต่ 1 Hz ถึง 1048.57 kHz ครับ
ผมจึงไม่ได้เลือกที่จะเก็บเป็นไฟล์ดังกล่าวหากไม่ได้ใช้ iPod ครับ

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่