สวัสดีค่ะ เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นภาคต่อจากกระทู้
http://pantip.com/topic/31251727 ค่ะ
หลังจากเราช็อคและระบายลงกระทู้นั้น เราก็ยังคงมีการติดต่อพูดคุยกันและได้มีโอกาสเจอกันหลังจากวันนั้นไม่นานที่ กทม และเราก็มีการพูดคุยกันแต่ก็เลี่ยงหัวข้อที่จะทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง เราเก็บอาการเสียใจ คิดแต่เพียงว่าวันนี้อาจได้เจอหน้าเค้าเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต ก็พูดคุยปกติ เค้าเองก็ไม่ยอมปริปากเรื่องวันแต่งงาน บอกแค่เดือน เค้าบอกว่าเค้ากลัวว่าเราจะไปงานแต่งเค้า
แต่พอย่างเข้าเดือนแต่งงานของเค้าคือเดือนมกราคม เราก็ทำการประเมินว่าเค้าน่าจะแต่งงานช่วงวันไหน ก็ทำการดูฤกษ์วันมงคลของเดือนและบอกเค้าว่าใช่ช่วงนี้มั้ย เค้าก็ไม่บอกนะคะ เค้าถามเราว่าจะอยากรู้ไปทำไม เราบอกเค้าไปว่า เราจะไปวัด ไปทำบุญ ไปทำสังฆทาน ไปทำบุญโลงศพ คงทำใจไม่ได้
คือเราก็คุยไลน์ คุยโทรศัพท์กันตลอด จนกระทั่งเค้าก็ยอมบอกว่าแต่งงานวันไหน วันที่เค้าแต่งงาน ในวันนั้นก่อนพิธีจะเริ่มตอนเช้า เค้าก็ยังโทรหาเรา ยังไลน์หาเรา ช่วงระหว่างวันที่จะมีพิธีอื่นๆ เราก็ยังคุยกันตลอด ถามว่าเราเสียใจ ร้องไห้มั้ย คือ ร้องทั้งวัน นอนไม่หลับ ร้องไห้ตาบวม และตัดสินใจเปลี่ยนตัวเอง คือ ตัดผม เราเป็นคนไว้ผมยาวตรงมาตลอดเป็นสิบปี วันที่เค้าแต่งงานเราเลยไปตัดผมสั้น คือสั้นจริงๆ ทำสี และดัดผม (ถามว่าทำไมต้องตัดผม เรารู้สึกว่าเราต้องเปลี่ยน มันจะได้มีอะไรเปลี่ยนไปจากเดิมในชีวิตบ้าง เราทนให้ตัวเองอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้)
ตัดผมเสร็จ เดินกลับเข้าบ้านเปิด fb คือ เพื่อนของเค้าก็เป็น friend ใน fb เรา เค้าไปงานแต่งก็ถ่ายรูปอัพกันแบบ real time (จริงๆ เค้าน่าจะ hide รูปซักนิดไม่ให้เราเห็น น่าจะนึกถึงใจเรา แต่ก็นะ เค้าไม่ใช่เพื่อนสายตรงเราอ่ะ เค้าจะมาอะไรกับเรามากมาย คงลืมนึกถึงความรู้สึกกัน) หลังจากเราเห็นรูปแบบ real time เราก็เสียใจมาก ร้องไห้ต่ออีก แต่เราก็ยังคงดูที่พวกเค้าอัพตลอด เพราะเราคิดว่า จงดู จงร้องไห้ ร้องไห้ให้มันพอใจ ร้องไปเลย วันหน้าจะได้ไม่ร้องอีก ระหว่างที่เราเห็นรูป เราก็โทรหาเค้านะคะ แต่เค้าปิดเครื่อง จนงานแต่งเลิก เค้าก็บอกเราว่าแบตเค้าหมด และตอนนี้ก็เคลียร์เก็บงานอยู่
หลังจากเค้าแต่งงาน มันก็มีความจริงปรากฏในหลายๆ เรื่อง เพราะเรารู้สึกว่า เราต้องรู้ความจริง เราขุดทุกอย่างเท่าที่เราขุดได้ เพื่อให้ตัวเองรู้สึกหายเป็นควาย เช่น ตอนเค้าไปเที่ยวอังกฤษก่อนแต่งงาน เค้าไม่ยอมบอกว่าผู้หญิงคนนั้นก็ไปด้วย พอตอนหลังเราถามเพราะเรารู้แล้ว เค้าเลยยอมบอกว่า เค้าไม่ได้ไปด้วยกันแต่ก็ไปเจอผู้หญิงคนนั้นที่นั่น และเค้าแอบมากทม หลายครั้งกับผู้หญิงคนนั้น โดยที่ไม่บอกเราว่ามา
เค้าเอาแต่พร่ำบอกว่าแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้นเพราะตอบแทนบุญคุณที่บ้าน เพื่อต่อยอดทางธุรกิจ บ้านเค้าค้าขาย ผู้หญิงคนนั้นก็ค้าขาย บ้านใกล้กันรู้จักกัน ตัวเราไม่มีทางจะเข้าใจหรอก ซึ่งแบบตอนนั้นเราก็เห็นว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลเลยนะ แต่เราก็ยอมให้เค้าแต่งงานด้วยเหตุผลตอบแทนบุญคุณที่บ้าน แค่เหตุผลนี้เท่านั้น
แต่.........มีอยู่วันนึงหลังจากเค้าแต่งงานแล้ว เค้าคงเห็นเราไม่ทำอะไรเค้า ไม่ด่า ไม่ว่า ไม่โวยวาย ยังคุยกับเค้าดี ยังปกติ เค้าก็เล่าว่า เหตุที่เค้าแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้นเพราะว่าบ้านเค้าเป็นหนี้ธนาคารเป็นสิบๆ ล้าน และบ้านผู้หญิงช่วยทำให้ไม่มีดอกเบี้ยเพิ่ม เค้าก็เลยต้องแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้
เราฟังแล้วแบบช็อคอ่ะ เค้าเองไม่เคยบอกเราเรื่องเป็นหนี้ เราเองก็เห็นว่าตัวเค้าก็ใช้จ่ายปกติ พี่เค้าก็ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่ได้ดูเหมือนคนเป็นหนี้อ่ะ คือ หนทางชำระหนี้มันมีทางเลือก อสังหาก็มีก็ขายสิ ทำไมเลือกทางนี้ เราถามเค้าว่าทำไมไม่บอกเรา เค้าย้อนกลับมาว่าถ้าบอกแล้วเราจะช่วยได้หรอ เราบอกว่าเราช่วยได้ แต่เค้าก็บอกว่าไม่ได้ ยังไงบ้านเค้าก็ไม่ชอบเรา ถึงยังไงทางนี้ก็ดีสุดแล้ว ที่บ้านเค้าเองก็ชอบผู้หญิงคนนี้ และบ้านผู้หญิงก็อาจช่วยขยายกิจการ โดยไปทำธุรกิจทางบ้านผู้หญิงด้วย
พอเราฟังเหตุผลของเค้า มันเลยคิดมาเป็นวลี ===>"แต่งงาน ตาม กลิ่นเงิน"<===
เราพูดอะไรไม่ออก เราคิดว่าเราคบกันมานานหลายปี ไม่มีความหมายกับเค้าเลย บทเค้าจะเลิก ก็เลิกกันง่ายๆ แบบนี้
เราไม่ไปงานแต่งงานเค้า ทั้งที่รู้วัน ด้วยเหตุผลคือ ไม่อยากทำร้ายใคร ทั้งเค้า และเรา รวมถึงครอบครัวเราด้วย ถ้าเราไปงานแต่งเค้า งานเค้าก็อาจถูกยกเลิก แต่เราคิดแล้วว่าถ้าเราทำแบบนั้นสิ่งที่เราทำมาเพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัว ต้นทุนที่เรามีทั้งหมดมันจะจบลงเพราะแค่นึกถึงแต่ความรู้สึกของตัวเอง แค่เพื่อผู้ชายเพียงคนเดียว
ทุกวันนี้ก็เข้าวัดทำบุญแทบทุกสัปดาห์ แรกๆ ก็ใส่ชื่อเค้าเวลาทำบุญทุกครั้ง เราคิดแค่ว่าการทำบุญร่วมกัน อาจเป็นการต่อบุญระหว่างเรา หรือตัดกรรมกันไป เพราะเจ้ากรรมนายเวร อาจมาในรูปแบบของแฟน
ช่วงที่เราร้องไห้ เสียใจหนักๆ มีคนบอกว่า อย่าเอาความสุขไปแขวนไว้กับคนอื่น อันนี้จริงนะคะ เพราะเมื่อใดก็ตามที่เค้าหายไปจากชีวิตเรา เราก็จะมีแต่ความทุกข์ เราต้องสร้างสุขด้วยตัวเราเอง ตอนนี้ก็ทำบุญไม่ใส่ชื่อเค้าแล้ว ถือว่ากรรมหมด จบกันไป ไม่คุยกับเค้าเลยมา 2 เดือนได้ ทั้งไลน์หรือโทรก็ไม่มี focus กับหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ
เบื่อๆ เครียดๆ ก็หาอะไรทำ mask หน้า ทาครีม ขัดตัว ออกกำลังกาย เต้น T25 (อันนี้เต้นเอาสนุก ให้เหงื่อออก เพื่อให้รู้สึกแข็งแรงขึ้น ไม่ได้ลดน้ำหนักนะคะ เพราะน้ำหนักลดลงไปเยอะแล้ว 55) ไปดูหนัง ไปเดินห้าง ทานข้าว ไปคนเดียวทุกที่ เงยหน้ามองหาความสุขรอบๆ ตัว แม้ว่าในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ แต่มักมีสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่าความสุขซ่อนเสมอ
กระทู้นี้ ตั้งขึ้นมาเพื่อจะบอกกับคนที่อกหักผิดหวังเสียใจว่า เวลาเท่านั้นจะช่วยให้เราดีขึ้น และให้สร้างความสุขด้วยตัวเอง อยู่กับความสุขในปัจจุบัน จงมีชีวิตอยู่เพื่อคนที่เค้ารักเรา แฟนน่ะ ถ้ามีแล้วไม่ดี ไม่มีแฟนชีวิตจะมีความสุขกว่า แต่ถ้าเค้าเติมเต็มในสิ่งที่เราขาดก็ถือว่าโชคดีค่ะ และตอนนี้ จขกท สบายใจ มีความสุขดี เลยสภาวะเครียดมาได้ด้วยตัวเอง ก็มีคนมาจีบบ้าง แต่รู้สึกคุยกันไม่รู้เรื่อง ก็บอกเค้าไปตรงๆ ไม่อยากให้เสียเวลา
ขอบคุณที่อ่านค่ะ ขอให้ทุกคนมีความสุขได้ด้วยตัวเอง อย่าเอาความสุขไปแขวนไว้กับคนอื่นนะคะ
+++เมื่อแฟนเก่าทิ้งเราไปแต่งงานกับคนอื่นด้วยเหตุผลที่เราเรียกว่า "แต่งงาน ตาม กลิ่นเงิน"+++
หลังจากเราช็อคและระบายลงกระทู้นั้น เราก็ยังคงมีการติดต่อพูดคุยกันและได้มีโอกาสเจอกันหลังจากวันนั้นไม่นานที่ กทม และเราก็มีการพูดคุยกันแต่ก็เลี่ยงหัวข้อที่จะทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง เราเก็บอาการเสียใจ คิดแต่เพียงว่าวันนี้อาจได้เจอหน้าเค้าเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต ก็พูดคุยปกติ เค้าเองก็ไม่ยอมปริปากเรื่องวันแต่งงาน บอกแค่เดือน เค้าบอกว่าเค้ากลัวว่าเราจะไปงานแต่งเค้า
แต่พอย่างเข้าเดือนแต่งงานของเค้าคือเดือนมกราคม เราก็ทำการประเมินว่าเค้าน่าจะแต่งงานช่วงวันไหน ก็ทำการดูฤกษ์วันมงคลของเดือนและบอกเค้าว่าใช่ช่วงนี้มั้ย เค้าก็ไม่บอกนะคะ เค้าถามเราว่าจะอยากรู้ไปทำไม เราบอกเค้าไปว่า เราจะไปวัด ไปทำบุญ ไปทำสังฆทาน ไปทำบุญโลงศพ คงทำใจไม่ได้
คือเราก็คุยไลน์ คุยโทรศัพท์กันตลอด จนกระทั่งเค้าก็ยอมบอกว่าแต่งงานวันไหน วันที่เค้าแต่งงาน ในวันนั้นก่อนพิธีจะเริ่มตอนเช้า เค้าก็ยังโทรหาเรา ยังไลน์หาเรา ช่วงระหว่างวันที่จะมีพิธีอื่นๆ เราก็ยังคุยกันตลอด ถามว่าเราเสียใจ ร้องไห้มั้ย คือ ร้องทั้งวัน นอนไม่หลับ ร้องไห้ตาบวม และตัดสินใจเปลี่ยนตัวเอง คือ ตัดผม เราเป็นคนไว้ผมยาวตรงมาตลอดเป็นสิบปี วันที่เค้าแต่งงานเราเลยไปตัดผมสั้น คือสั้นจริงๆ ทำสี และดัดผม (ถามว่าทำไมต้องตัดผม เรารู้สึกว่าเราต้องเปลี่ยน มันจะได้มีอะไรเปลี่ยนไปจากเดิมในชีวิตบ้าง เราทนให้ตัวเองอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้)
ตัดผมเสร็จ เดินกลับเข้าบ้านเปิด fb คือ เพื่อนของเค้าก็เป็น friend ใน fb เรา เค้าไปงานแต่งก็ถ่ายรูปอัพกันแบบ real time (จริงๆ เค้าน่าจะ hide รูปซักนิดไม่ให้เราเห็น น่าจะนึกถึงใจเรา แต่ก็นะ เค้าไม่ใช่เพื่อนสายตรงเราอ่ะ เค้าจะมาอะไรกับเรามากมาย คงลืมนึกถึงความรู้สึกกัน) หลังจากเราเห็นรูปแบบ real time เราก็เสียใจมาก ร้องไห้ต่ออีก แต่เราก็ยังคงดูที่พวกเค้าอัพตลอด เพราะเราคิดว่า จงดู จงร้องไห้ ร้องไห้ให้มันพอใจ ร้องไปเลย วันหน้าจะได้ไม่ร้องอีก ระหว่างที่เราเห็นรูป เราก็โทรหาเค้านะคะ แต่เค้าปิดเครื่อง จนงานแต่งเลิก เค้าก็บอกเราว่าแบตเค้าหมด และตอนนี้ก็เคลียร์เก็บงานอยู่
หลังจากเค้าแต่งงาน มันก็มีความจริงปรากฏในหลายๆ เรื่อง เพราะเรารู้สึกว่า เราต้องรู้ความจริง เราขุดทุกอย่างเท่าที่เราขุดได้ เพื่อให้ตัวเองรู้สึกหายเป็นควาย เช่น ตอนเค้าไปเที่ยวอังกฤษก่อนแต่งงาน เค้าไม่ยอมบอกว่าผู้หญิงคนนั้นก็ไปด้วย พอตอนหลังเราถามเพราะเรารู้แล้ว เค้าเลยยอมบอกว่า เค้าไม่ได้ไปด้วยกันแต่ก็ไปเจอผู้หญิงคนนั้นที่นั่น และเค้าแอบมากทม หลายครั้งกับผู้หญิงคนนั้น โดยที่ไม่บอกเราว่ามา
เค้าเอาแต่พร่ำบอกว่าแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้นเพราะตอบแทนบุญคุณที่บ้าน เพื่อต่อยอดทางธุรกิจ บ้านเค้าค้าขาย ผู้หญิงคนนั้นก็ค้าขาย บ้านใกล้กันรู้จักกัน ตัวเราไม่มีทางจะเข้าใจหรอก ซึ่งแบบตอนนั้นเราก็เห็นว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลเลยนะ แต่เราก็ยอมให้เค้าแต่งงานด้วยเหตุผลตอบแทนบุญคุณที่บ้าน แค่เหตุผลนี้เท่านั้น
แต่.........มีอยู่วันนึงหลังจากเค้าแต่งงานแล้ว เค้าคงเห็นเราไม่ทำอะไรเค้า ไม่ด่า ไม่ว่า ไม่โวยวาย ยังคุยกับเค้าดี ยังปกติ เค้าก็เล่าว่า เหตุที่เค้าแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้นเพราะว่าบ้านเค้าเป็นหนี้ธนาคารเป็นสิบๆ ล้าน และบ้านผู้หญิงช่วยทำให้ไม่มีดอกเบี้ยเพิ่ม เค้าก็เลยต้องแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้
เราฟังแล้วแบบช็อคอ่ะ เค้าเองไม่เคยบอกเราเรื่องเป็นหนี้ เราเองก็เห็นว่าตัวเค้าก็ใช้จ่ายปกติ พี่เค้าก็ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่ได้ดูเหมือนคนเป็นหนี้อ่ะ คือ หนทางชำระหนี้มันมีทางเลือก อสังหาก็มีก็ขายสิ ทำไมเลือกทางนี้ เราถามเค้าว่าทำไมไม่บอกเรา เค้าย้อนกลับมาว่าถ้าบอกแล้วเราจะช่วยได้หรอ เราบอกว่าเราช่วยได้ แต่เค้าก็บอกว่าไม่ได้ ยังไงบ้านเค้าก็ไม่ชอบเรา ถึงยังไงทางนี้ก็ดีสุดแล้ว ที่บ้านเค้าเองก็ชอบผู้หญิงคนนี้ และบ้านผู้หญิงก็อาจช่วยขยายกิจการ โดยไปทำธุรกิจทางบ้านผู้หญิงด้วย
พอเราฟังเหตุผลของเค้า มันเลยคิดมาเป็นวลี ===>"แต่งงาน ตาม กลิ่นเงิน"<===
เราพูดอะไรไม่ออก เราคิดว่าเราคบกันมานานหลายปี ไม่มีความหมายกับเค้าเลย บทเค้าจะเลิก ก็เลิกกันง่ายๆ แบบนี้
เราไม่ไปงานแต่งงานเค้า ทั้งที่รู้วัน ด้วยเหตุผลคือ ไม่อยากทำร้ายใคร ทั้งเค้า และเรา รวมถึงครอบครัวเราด้วย ถ้าเราไปงานแต่งเค้า งานเค้าก็อาจถูกยกเลิก แต่เราคิดแล้วว่าถ้าเราทำแบบนั้นสิ่งที่เราทำมาเพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัว ต้นทุนที่เรามีทั้งหมดมันจะจบลงเพราะแค่นึกถึงแต่ความรู้สึกของตัวเอง แค่เพื่อผู้ชายเพียงคนเดียว
ทุกวันนี้ก็เข้าวัดทำบุญแทบทุกสัปดาห์ แรกๆ ก็ใส่ชื่อเค้าเวลาทำบุญทุกครั้ง เราคิดแค่ว่าการทำบุญร่วมกัน อาจเป็นการต่อบุญระหว่างเรา หรือตัดกรรมกันไป เพราะเจ้ากรรมนายเวร อาจมาในรูปแบบของแฟน
ช่วงที่เราร้องไห้ เสียใจหนักๆ มีคนบอกว่า อย่าเอาความสุขไปแขวนไว้กับคนอื่น อันนี้จริงนะคะ เพราะเมื่อใดก็ตามที่เค้าหายไปจากชีวิตเรา เราก็จะมีแต่ความทุกข์ เราต้องสร้างสุขด้วยตัวเราเอง ตอนนี้ก็ทำบุญไม่ใส่ชื่อเค้าแล้ว ถือว่ากรรมหมด จบกันไป ไม่คุยกับเค้าเลยมา 2 เดือนได้ ทั้งไลน์หรือโทรก็ไม่มี focus กับหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ
เบื่อๆ เครียดๆ ก็หาอะไรทำ mask หน้า ทาครีม ขัดตัว ออกกำลังกาย เต้น T25 (อันนี้เต้นเอาสนุก ให้เหงื่อออก เพื่อให้รู้สึกแข็งแรงขึ้น ไม่ได้ลดน้ำหนักนะคะ เพราะน้ำหนักลดลงไปเยอะแล้ว 55) ไปดูหนัง ไปเดินห้าง ทานข้าว ไปคนเดียวทุกที่ เงยหน้ามองหาความสุขรอบๆ ตัว แม้ว่าในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ แต่มักมีสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่าความสุขซ่อนเสมอ
กระทู้นี้ ตั้งขึ้นมาเพื่อจะบอกกับคนที่อกหักผิดหวังเสียใจว่า เวลาเท่านั้นจะช่วยให้เราดีขึ้น และให้สร้างความสุขด้วยตัวเอง อยู่กับความสุขในปัจจุบัน จงมีชีวิตอยู่เพื่อคนที่เค้ารักเรา แฟนน่ะ ถ้ามีแล้วไม่ดี ไม่มีแฟนชีวิตจะมีความสุขกว่า แต่ถ้าเค้าเติมเต็มในสิ่งที่เราขาดก็ถือว่าโชคดีค่ะ และตอนนี้ จขกท สบายใจ มีความสุขดี เลยสภาวะเครียดมาได้ด้วยตัวเอง ก็มีคนมาจีบบ้าง แต่รู้สึกคุยกันไม่รู้เรื่อง ก็บอกเค้าไปตรงๆ ไม่อยากให้เสียเวลา
ขอบคุณที่อ่านค่ะ ขอให้ทุกคนมีความสุขได้ด้วยตัวเอง อย่าเอาความสุขไปแขวนไว้กับคนอื่นนะคะ