สรุปคง VAT 7% หลัง 30 กย. 58 ปรับเป็น 10%

ถ้าไม่มีประกาศอะไรเพิ่มเติมในปีหน้า VAT เป็น 10 % เว้นแต่จะมีประกาศแบบนี้ออกมาทุกปีอีก

จาก posttoday เมื่อปี 2553

ท่าน ใดที่ติดตามข่าวสารจากสื่อต่างๆ จะพบว่ามีการออกข่าวว่าจะคงจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราที่จัดเก็บใน ปัจจุบันไปอีก 2 ปี เราๆ ท่านๆ จะได้ยินบ่อยครั้งว่าอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บในปัจจุบันจัดเก็บใน อัตราร้อยละ 7 แต่พอดูกฎหมายที่ออกมาบังคับใช้ทีไรหลายคนดีอกดีใจมักคิดว่ารัฐใจดีที่ลด อัตราภาษีจัดเก็บเพียงร้อยละ 6.3 มันผิดหรือถูก หรืออย่างไรกันแน่ คำถามมีมากมาย หนำซ้ำลือกันไปอีกต่างหาก โดยเฉพาะการส่ง e- mail ให้กัน ผู้เขียนยังเคยได้รับข้อความจากเพื่อนๆ ที่ดีใจคิดว่าเสียภาษีอัตราร้อยละ 6.3

     ก่อนอื่น ขอเกริ่นให้ทราบก่อนว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บจากการขายสินค้าในประเทศ การให้บริการในประเทศ และการนำเข้า ซึ่งจะจัดเก็บในอัตราเดียวกันหมด หากดูประมวลรัษฎากร บทบัญญัติมาตรา 80 อัตราภาษีจะระบุร้อยละ 10 แต่รัฐเห็นว่าควรจัดเก็บภาษีอัตราต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงได้มีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 465 ให้จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 6.3 โดยใช้บังคับตั้งแต่ 1 ต.ค. 2550 ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2551 คนทั่วไปและเพื่อนๆ ของผู้เขียนอ่านดูแล้ว จะว่าเข้าใจผิดก็ไม่ได้ จริงๆ เข้าใจถูกแล้วล่ะ แต่เมื่อยื่นแบบเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) หรือซื้อสินค้าและใช้บริการ ไฉนต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 7 มันยังไงกันแน่

     สาเหตุที่ว่า ทำไมเมื่อยื่นแบบเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือเมื่อซื้อสินค้าและใช้บริการการต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ทั้งๆ ที่ดูกฎหมายแล้ว จะระบุให้จัดเก็บในอัตราร้อยละ 6.3 ก็เนื่องมาจากตามกฎหมายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งได้แก่ กรุงเทพมหานคร พัทยา เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัดและองค์การบริหารส่วนตำบล มีบทบัญญัติให้เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มขึ้นอีก 1/9 ของอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่กรมสรรพากรจัดเก็บตามประมวลรัษฎากร ทำให้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องเสียเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 0.70 (1/9 x 6.3 = 0.70) ดังนั้น เมื่อรวมกับอัตราที่จัดเก็บตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 465 ในอัตราร้อยละ 6.3 ทำให้ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจริงๆ ในอัตราร้อยละ 7 ทีนี้ คงทราบแล้วนะครับ หากเห็นกฎหมายที่ออกมาจะได้หายสงสัย

     นอกจากจะใช้อัตราภาษีดังกล่าวจัดเก็บภาษีในปัจจุบันแล้ว ตามบทบัญญัติตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากร ยังมีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 สำหรับกิจการที่ส่งออกสินค้า การให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักรและได้มีการใช้บริการในต่างประเทศ การใช้บริการที่กระทำในราชอาณาจักรเพื่อผลิตสินค้าในเขตปลอดอากรเพื่อส่งออก การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศโดยอากาศยานหรือเรือเดินทะเล การขายสินค้าหรือการให้บริการกับกระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนท้องถิ่นหรือรัฐวิสาหกิจ ตามโครงการเงินกู้และเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ และอัตราร้อยละ 0 สำหรับกรณีอื่นๆ ที่กฎหมายระบุไว้

     ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เสียภาษีในอัตราร้อยละ 7 และอัตราร้อยละ 0 จะต้องคำนวณภาษีขายจากยอดขายและคำนวณภาษีซื้อจากยอดซื้อในแต่ละเดือนภาษี แล้วนำภาษีขายหักออกด้วยภาษีซื้อ หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อก็ต้องชำระภาษี แต่ถ้าภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ก็ขอคืนภาษีเป็นเงินสดหรือยกไปเครดิตภาษีในเดือนถัดไปได้ ดังนั้น ผู้ส่งออก ฯลฯ ที่เสียภาษีอัตราร้อยละ 0 จึงได้รับคืนภาษีมากกว่าที่จะชำระภาษี

     สำหรับกิจการที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มกับกิจการที่เสียภาษี มูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 0 นั้น มีข้อที่เหมือนกัน กล่าวคือ ผู้ประกอบการไม่ต้องเรียกเก็บภาษีเป็นตัวเงินจริงๆ ส่วนข้อที่แตกต่างกันนั้น ผู้ประกอบการที่เสียภาษีอัตราร้อยละ 0 จะขอคืนภาษีซื้อได้ แต่กิจการที่ยกเว้นภาษีจะขอคืนภาษีซื้อไม่ได้

     ครับ อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการต้องใส่ใจเพื่อใช้วางแผน ธุรกิจเมื่อเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือนำไปใช้ในการเจรจาต่อรองการทำสัญญาซื้อสินค้าหรือบริการ ว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะต้องเสีย

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่