เดียรถีย์ หมายถึง .........................

ความนำ

ที่จริงแล้ว กระทู้นี้ ก็มิได้มีอะไรที่มากไปกว่า การแสดงหลักฐานว่า เดียรถีย์ แปลว่า อะไร เท่านั้นเอง
ส่วนประเด็นที่ว่า เมื่อทราบความหมายที่แท้จริง โดยอ้างอิงหลักฐานชั้นต้นที่เชื่อถือได้แล้ว
หลังจากนี้ จะเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง นั่นย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ประเด็นหนึ่ง ต่างหาก นะครับ

จบความนำ

***********************************************************************************

จากหลักฐานข้อความ ของท่านพุทธทาส ที่มีการนำมาแสดงนั้น ผมเห็นว่า มันไม่มีอะไรที่มากไปกว่า
การที่ท่านพุทธทาส อธิบายความว่า ติตฺถิยะ หรือ เดียรถีย์ หมายความว่าอะไร ?

ซึ่งคำอธิบายของท่านพุทธทาส ก็มิได้แตกต่างไปจากคำอธิบายของ ท่านปยุตโต แต่อย่างใดเลย



แต่ถ้าฟังคำอธิบายของ ท่านปยุตโต แล้วยังรู้สึก ไม่ได้ดังใจ
ก็ลองพิจารณาคำของ อรรถกถาจารย์ ดูบ้าง ก็ได้ นะครับ โดยท่านอธิบายความว่า

(๑) ติตถะ แปลว่า ท่า หมายถึง ลัทธิ
(๒) เหตุที่เรียกว่า ท่า ก็เพราะ เป็นทางมุ่งสู่พระนิพพาน
(๓) แต่หาก ท่า นั้นประกอบด้วย ทิฐิ ก็เรียกว่า ท่าอื่น (หรือลัทธิอื่น) คือคำว่า อัญญติตถะ(อัญเดียรถีย์)



สรุป ก็คือ คำว่า ติตถะ แปลว่า ท่า หรือ หมายถึง ลัทธิ ซึ่งเป็นคำกลางๆ ไม่บวก ไม่ลบ
หากจะระบุถึง ลัทธิอื่น ก็เติมคำว่า อัญญ เข้าไปเป็นคำว่า อัญญเดียรถีย์ แปลว่า ท่าอื่น หรือ ลัทธิอื่น
แต่ในฝ่ายพุทธเถรวาท โดยเฉพาะลัทธิลังกาวงศ์ มักใช้คำว่า เดียรถีย์ เรียก ลัทธิอื่น โดยไม่มีคำว่า อัญญ
ดังนั้น คำว่า เดียรถีย์ ในภาษาไทย จึงหมายถึง ลัทธิอื่น ที่เป็นพวกมิจฉาทิฐิ ไปโดยปริยาย ด้วยประการฉะนี้แล

******************************************************************

แต่ถ้าคำอธิบายในชั้นอรรถกถา ยังไม่เป็นน่าพอใจอีก ผมขอเสนอหลักฐานชั้นพุทธพจน์ นะครับ

ประการแรก

ปรากฏหลักฐานอยู่อย่างน้อย ๒ แห่ง(เท่าที่ผมทราบ) พระพุทธเจ้าได้ตรัส
เปรียบเทียบ ศีล ว่าเป็น ท่า(ติตถะ) กล่าวคือ เป็นที่เตรียมตัว สำหรับการขึ้นไปยัง ฝั่งโน้น(นิพพาน)



มีท่านใด เห็นว่า เดียรถีย์(ท่า) ในที่นี้ จะหมายถึง ลัทธิอื่น หรือ มิจฉาทิฐิ บ้างหรือไม่ครับ ?

ประการที่ ๒

พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึง ภิกษุผู้ไม่รู้จักท่า(ติตถะ) ว่าหมายถึง ........ ภิกษุผู้ที่ไม่เข้าไปหาแล้วสอบถาม กับภิกษุทั้งหลาย
ที่เป็นเถระ เป็นพหูสูตร เป็นผู้รู้หลัก ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา ฯลฯ

ทั้งนี้ อรรถกถาจารย์ ได้ไขความเอาไว้ว่า คำว่า ท่า(ติตถะ) นี้หมายถึง
ภิกษุทั้งหลาย ที่เป็นเถระ เป็นพหูสูตร เป็นผู้รู้หลัก ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา ตามที่ตรัสไว้ นั่นหละ !



ก็ถ้าหากคำว่า (๑) ท่า คำว่า (๒) ติตถะ คำว่า (๓) เดียรถีย์ จะต้องหมายถึง ลัทธินอกพระพุทธศาสนา หรือ จักต้องหมายถึง
พวกมิจฉาทิฐิ เท่านั้น ตามความเข้าใจของพวก บุรุษเปล่า ที่กำลังกล่าวร้ายป้ายสีท่านพุทธทาส อยู่ในขณะนี้ แล้วไซร้

นั่นก็ต้องหมายความว่า พระเถระ ผู้เป็นพหูสูตร เป็นผู้รู้หลัก ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา
ตามความจาก พระสูตร และ อรรถกถา จากหลักฐานดังกล่าวนี้ ก็ต้องเป็น มิจฉาทิฐิ นอกพระพุทธศาสนา ไปด้วย น่ะสิ !

หรือมิใช่ ?

ประการที่ ๓

จำเพาะตัวของคำศัพท์ ปรากฏหลักฐานจาก พระวินัย และ พระสูตร อยู่หลายแห่ง ระบุถึงคำว่า "โคตมติตฺถํ"
แปลว่า "ท่าพระโคดม" แต่คำว่า ท่าพระโคดม นี้หมายถึง ท่าน้ำจริงๆ ณ ริมฝั่งคงคา มิได้เป็นศัพท์ทางธรรม แต่ประการใด
ผมก็แค่เพียงนำมาแสดง เพื่อให้ท่านทั้งหลาย ได้รับทราบเอาไว้ ประดับความรู้ ในฐานะที่เป็น ชาวพุทธ เท่านั้น นะครับ



สรุป

คำว่า เดียรถีย์ แปลว่า ท่า หมายถึง ลัทธิ ซึ่งเป็นคำกลางๆ ใช้กันอยู่ทั่วไปในสมัยพุทธกาล
ถ้าจักกล่าวถึง ลัทธิอื่น ก็ใช้คำว่า อัญญเดียรถีย์ แต่เป็นเพราะคนไทยคุ้นเคยกับ คัมภีร์ชั้นอรรถกถา
มากกว่า พระไตรปิฎก จึงเข้าใจผิดไปว่า เดียรถีย์ ต้องหมายถึง พวก มิจฉาทิฐินอกศาสนา เท่านั้น

แต่ในความเป็นจริง กลับพบว่า พระพุทธเจ้า ได้ตรัสใช้คำว่า เดียรถีย์ หรือ ท่า เปรียบได้กับ ศีล
หรือไม่ก็ หมายถึง พระเถระ ผู้เป็นพหูสูตร ฯลฯ ตามที่แสดงหลักฐานให้เห็นแล้ว เป็นต้น

ด้วยเหตุดังนี้ ผมจึงไม่เห็นว่า ข้อกล่าวหา ที่พวกบุรุษเปล่า นำมาใช้โจมตีกล่าวร้ายท่านพุทธทาส
จะมีความสมเหตุสมผล แต่อย่างใดเลย นอกไปเสียจาก การคิดเองเออเอง ตามประสาโง่
ของพวกที่ชอบแอบอ้างพระคัมภีร์ แบบเปลือกๆ แต่ไม่เคยศึกษาอย่างจริงจัง เท่านั้นเอง



ก็เป็นอันว่า ผมได้แสดงหลักฐานอย่างครบถ้วน ในทุกระดับชั้นของการอ้างอิงแล้วนะครับ
ต่อไปนี้ ก็คงถึงคราว ที่ผู้กล่าวหาท่านพุทธทาส โดยจ้วงจาบหยาบช้า ถึงขั้นเรียกท่านเป็น นายนั่นนายนี่
จักต้องแสดงความรับผิดชอบ ในการกระทำชั่วช้าของพวกมัน เสียที นะครับ

แล้วผม จะรอดูว่า .......
พวกมันจะรับผิดชอบ การกระทำของตนเอง ด้วยวิธีการเยี่ยงไร ?



สวัสดี
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่