เนื่องจากเห็นกระทู้สรรเสริญเยอรมันเยอะมาก น้องอวบเอย พี่ชไวเอย และเยอรมันนีทั้งทีม ในความดีมีน้ำใจนักกีฬาของเค้าที่ทำเอาแฟนอาเจนอย่างเราแทบจะเปลี่ยนข้างเชียร์ (โดยเฉพาะชไวนี่ แอร๊ย) เลยอยากโหนกระแสอินเทรนด์กะเค้าบ้าง โดยจะขอดูมีสาระวิชาการบ้างเล็กน้อย(ยังไง?)ด้วยการย้อนรอยดูประวัติศาสตร์ความเป็นมาของ good sportsmanship ของเมืองเบียร์กันค่ะ ในสิ่งที่รู้จักกันในนาม the Christmas Truce of 1914 เนื้อหาผิดพลาดหรือขาดไปตรงไหน ช่วยบอกกล่าวตักเตือน จักเป็นพระคุณอย่างยิ่ง จุ๊บุ
ในเดือนสิงหาคม 1914 ยุโรปได้แตกเป็นสองฝ่ายค่ายการเมือง คือ Allies(mainly England, France and later USA)กับ Central powers (Germany, Austria-Hungary etc.) เยอรมันนีได้ประกาศสงครามกับหลายประเทศในยุโรป สืบเนื่องมาจากความขัดแย้งที่ซับซ้อนสุดๆจนขอไม่อธิบายในที่นี้เพราะพูด 3 วันก็ไม่จบ เอาเป็นว่าความคัดแย้งทางการเมืองที่เริ่มตั้งแต่การได้พายุโรปไปสู่ความขัดแย้งที่ unprecedented ในทั้งด้านการทำลายล้างและความเกลียดชังที่ทั้งสองฝ่ายมีให้กัน เกลียดกันจนอังกฤษเปลี่ยนชื่อราชวงศ์และชื่อหมา จาก German shepherdเป็นAlsatian และ Saxe Coburg Gotha เป็น Windsor (Alsatian ชื่อหมานะ ไม่ใช่ราชวงศ์ 555) และเยอรมันนีขึ้นสโลแกนว่า Gott staffe England หรือ ขอให้พระเป็นเจ้าลงโทษอังกฤษ
อารัมพบทมานานละ เข้าเรื่องเลยละกัน หลังจากที่รบกันมาได้ 2-3เดือน ทหารทั้งสองฝ่ายตายไปเป็นเบือ ผู้บังคับบัญชาทั้งสองฝ่ายกรอกหูลูกน้องว่า อีกฝ่ายมันเป็นปิศาจนะ มันฆ่าเพื่อนเอ็ง จงเกลียดๆๆๆๆๆๆเกลียดมันเข้าไป ก็มาถึงคริสต์มาสของปี 1914
ในคืนวันคริสต์มาสอีฟที่อากาศหนาวม๊วก ในสนามรบแห่งหนึ่งในฝรั่งเศสที่สมองอันน้อยนิดของ จขกท จำชื่อบ่ได้แล้ว พลทหารอังกฤษวัยละอ่อนจำนวนหนึ่งถูกส่งออกไปวางกับดักใน No man's land หรือที่ไทยเรียก สนามเพาะ(ป่าวฟะ?) ขณะที่กำลังปฏิบัติการอยู่นั้น พวกหนุ่มๆเมืองผู้ดีเหล่านี้ก็เห็นเงาตะคุ่มๆถืออะไรในมือมีไฟวาบๆ โอ้พระเจ้าจอร์จ มันต้องเป็นศัตรูจะบุกเราแน่นอน ก็รีบคว้าปืน มา กะว่าคงได้เปิด open fire กับไอ้พวกฮั่นส์เหล่านี้แน่นอน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นทำให้พวกเขาประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะแทนที่จะเป็นเสียงปืน กลับเป็นเสียงเพลง Stille nacht (หรือเรียกว่าSilent nightในภาษาอังกฤษนั่นเอง) จากเงาตะคุ่มเหล่านั้นดังก้องไปทั่วสนามรบ และแม้เงาตะคุ่มนั้นจะเป็นเหล่าทหารเยอรมันจริงๆ ในมือกลับไม่ใช่ปืน แต่เป็นคบไฟวันคริสต์มาส พร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า และภาษาอังกฤษแปร่งๆว่า 'สุขสันต์วันคริสต์มาสนะเกลอเอ๋ย เรามาวางปืนกันชั่วคราวและมาเป็นเพื่อนกันในวันที่น่ายินดีนี้เถิด' ทั้งสองฝ่ายก็ได้ตกลงกันว่า จะเลิกรบกันหนึ่งวันและจะมาฉลองวันเกิดของพระคริสต์ด้วยกันใน no man's land
เช้าวันคริสต์มาส โลกก็ได้ประจักกับภาพที่เหลือเชื่อยิ่ง คือทหารทั้งสองฝ่าย ออกมาฉลองด้วยกัน มีการแลกของขวัญ ซิการ์ และเสื้อผ้า พร้อมทั้งร่วมกอดคอกันดื่มทั้ง เบียร์และวิสกี้ ที่สำคัญที่สุด
ได้เตะฟุตบอลแข่งกันด้วย !!! (แต่เนื่องจาก จขกท เป็นสัตว์สมองเซลเดียวเลยจำไม่ได้ว่าใครชนะ แต่จากรูปการปัจจุบันน่าจะเป็น เยอรมัน หุๆๆ)
แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่มิตรภาพนั้นไร้พรมแดน และไม่ต้องถูกจำกัดด้วยเชื้อชาติและภาษา จากความเคียดแค้นที่เห็นอีกฝ่ายฆ่าเพื่อนร่วมชาติมานานกว่า 3 เดือน พวกเขากลายมาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน แลกที่อยู่กัน และสัญญาว่าจะไปเที่ยวบ้านของอีกฝ่ายเมื่อสงครามสิ้นสุดลง เพราะมหารเยอรมันบางคนก็เคยทำงานและมีแฟนเป็นสาวอังกฤษก่อนสงคราม พวกเขารู้สึกดีต่อกันจนถึงขั้นว่ามีทหารเยอรมันประกาศว่า 'หากท่านไม่ยิงอีก เราก็จะไม่ยิงท่าน เพราะไม่มีใครต้องการสงครามนี้ พวกเราอยากกลับบ้าน พวกเราอยากได้เพื่อน ไม่ใช่ศัตรู'
(ชาติอัลไล หล่อทั้งกายและใจ ><)
น่าเสียดายที่มิตรภาพนี้ต้องจบลงกับเช้าวันใหม่หลังวันคริสต์มาส สงครามสิ้นสุดลงพร้อมกับความสูญเสียของทั้งสอยฝ่าย England: 1,012,075 Germany: 2,800,720
แต่!!! คืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมาก็เป็นบทพิสูจน์ว่า สิ่งเหล่านี้ยังอยู่ในสายเลือดเยอรมัน ที่คงจะทำให้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับเมื่อครั้งนั้น ภูมิใจมากทีเดียว
จากฟุตบอลกลางสนามรบสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสู่น้ำใจนักกีฬา(กระทู้ฟินเยอรมัน)
ในเดือนสิงหาคม 1914 ยุโรปได้แตกเป็นสองฝ่ายค่ายการเมือง คือ Allies(mainly England, France and later USA)กับ Central powers (Germany, Austria-Hungary etc.) เยอรมันนีได้ประกาศสงครามกับหลายประเทศในยุโรป สืบเนื่องมาจากความขัดแย้งที่ซับซ้อนสุดๆจนขอไม่อธิบายในที่นี้เพราะพูด 3 วันก็ไม่จบ เอาเป็นว่าความคัดแย้งทางการเมืองที่เริ่มตั้งแต่การได้พายุโรปไปสู่ความขัดแย้งที่ unprecedented ในทั้งด้านการทำลายล้างและความเกลียดชังที่ทั้งสองฝ่ายมีให้กัน เกลียดกันจนอังกฤษเปลี่ยนชื่อราชวงศ์และชื่อหมา จาก German shepherdเป็นAlsatian และ Saxe Coburg Gotha เป็น Windsor (Alsatian ชื่อหมานะ ไม่ใช่ราชวงศ์ 555) และเยอรมันนีขึ้นสโลแกนว่า Gott staffe England หรือ ขอให้พระเป็นเจ้าลงโทษอังกฤษ
อารัมพบทมานานละ เข้าเรื่องเลยละกัน หลังจากที่รบกันมาได้ 2-3เดือน ทหารทั้งสองฝ่ายตายไปเป็นเบือ ผู้บังคับบัญชาทั้งสองฝ่ายกรอกหูลูกน้องว่า อีกฝ่ายมันเป็นปิศาจนะ มันฆ่าเพื่อนเอ็ง จงเกลียดๆๆๆๆๆๆเกลียดมันเข้าไป ก็มาถึงคริสต์มาสของปี 1914
ในคืนวันคริสต์มาสอีฟที่อากาศหนาวม๊วก ในสนามรบแห่งหนึ่งในฝรั่งเศสที่สมองอันน้อยนิดของ จขกท จำชื่อบ่ได้แล้ว พลทหารอังกฤษวัยละอ่อนจำนวนหนึ่งถูกส่งออกไปวางกับดักใน No man's land หรือที่ไทยเรียก สนามเพาะ(ป่าวฟะ?) ขณะที่กำลังปฏิบัติการอยู่นั้น พวกหนุ่มๆเมืองผู้ดีเหล่านี้ก็เห็นเงาตะคุ่มๆถืออะไรในมือมีไฟวาบๆ โอ้พระเจ้าจอร์จ มันต้องเป็นศัตรูจะบุกเราแน่นอน ก็รีบคว้าปืน มา กะว่าคงได้เปิด open fire กับไอ้พวกฮั่นส์เหล่านี้แน่นอน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นทำให้พวกเขาประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะแทนที่จะเป็นเสียงปืน กลับเป็นเสียงเพลง Stille nacht (หรือเรียกว่าSilent nightในภาษาอังกฤษนั่นเอง) จากเงาตะคุ่มเหล่านั้นดังก้องไปทั่วสนามรบ และแม้เงาตะคุ่มนั้นจะเป็นเหล่าทหารเยอรมันจริงๆ ในมือกลับไม่ใช่ปืน แต่เป็นคบไฟวันคริสต์มาส พร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า และภาษาอังกฤษแปร่งๆว่า 'สุขสันต์วันคริสต์มาสนะเกลอเอ๋ย เรามาวางปืนกันชั่วคราวและมาเป็นเพื่อนกันในวันที่น่ายินดีนี้เถิด' ทั้งสองฝ่ายก็ได้ตกลงกันว่า จะเลิกรบกันหนึ่งวันและจะมาฉลองวันเกิดของพระคริสต์ด้วยกันใน no man's land
เช้าวันคริสต์มาส โลกก็ได้ประจักกับภาพที่เหลือเชื่อยิ่ง คือทหารทั้งสองฝ่าย ออกมาฉลองด้วยกัน มีการแลกของขวัญ ซิการ์ และเสื้อผ้า พร้อมทั้งร่วมกอดคอกันดื่มทั้ง เบียร์และวิสกี้ ที่สำคัญที่สุด ได้เตะฟุตบอลแข่งกันด้วย !!! (แต่เนื่องจาก จขกท เป็นสัตว์สมองเซลเดียวเลยจำไม่ได้ว่าใครชนะ แต่จากรูปการปัจจุบันน่าจะเป็น เยอรมัน หุๆๆ)
แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่มิตรภาพนั้นไร้พรมแดน และไม่ต้องถูกจำกัดด้วยเชื้อชาติและภาษา จากความเคียดแค้นที่เห็นอีกฝ่ายฆ่าเพื่อนร่วมชาติมานานกว่า 3 เดือน พวกเขากลายมาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน แลกที่อยู่กัน และสัญญาว่าจะไปเที่ยวบ้านของอีกฝ่ายเมื่อสงครามสิ้นสุดลง เพราะมหารเยอรมันบางคนก็เคยทำงานและมีแฟนเป็นสาวอังกฤษก่อนสงคราม พวกเขารู้สึกดีต่อกันจนถึงขั้นว่ามีทหารเยอรมันประกาศว่า 'หากท่านไม่ยิงอีก เราก็จะไม่ยิงท่าน เพราะไม่มีใครต้องการสงครามนี้ พวกเราอยากกลับบ้าน พวกเราอยากได้เพื่อน ไม่ใช่ศัตรู'
(ชาติอัลไล หล่อทั้งกายและใจ ><)
น่าเสียดายที่มิตรภาพนี้ต้องจบลงกับเช้าวันใหม่หลังวันคริสต์มาส สงครามสิ้นสุดลงพร้อมกับความสูญเสียของทั้งสอยฝ่าย England: 1,012,075 Germany: 2,800,720
แต่!!! คืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมาก็เป็นบทพิสูจน์ว่า สิ่งเหล่านี้ยังอยู่ในสายเลือดเยอรมัน ที่คงจะทำให้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับเมื่อครั้งนั้น ภูมิใจมากทีเดียว