ตอนที่ ๕
http://pantip.com/topic/32311398
พรีมยืนอยู่หน้าประตูห้องของรพีพัฒน์ สับสนกับการกระทำของตัวเอง “มันจะน่าเกลียดหรือเปล่านะ ขนมนี่เราก็ได้มาฟรี แล้วให้ของผู้ชายแบบนี้เขาจะคิดกับเรายังไงนะ” พรีมกำกุญแจห้องแน่น หญิงสาวสูดลมหายใจ กดกริ่งและรอ
รพีพัฒน์ออกมาจากห้องน้ำพอดีกับที่เสียงกริ่งดังขึ้น ชายหนุ่มใช้ผ้าเช็ดตัวผืนเล็กซับผม แล้วเอาผ้าพาดบ่า เขาอยู่ในชุดเสื้อคลุมอาบน้ำ นึกไม่ออกว่าใครที่จะมาพบเขาในเวลานี้ ชายหนุ่มนึกอยากย้อนเวลากลับไปได้ ถ้ารู้ว่าใครยืนรออยู่หน้าห้อง หน้าตาหญิงสาวดูตกใจเล็กน้อย ชายหนุ่มรีบยกมือกอดอก
“ฉันมีขนมมาฝากค่ะ” พรีมรีบยื่นถุงผ้าให้ชายหนุ่ม
“ขอบคุณครับ” รพีพัฒน์รับถุงด้วยมือทั้งสองข้าง “ไปเที่ยวมาหรือครับ”
“ไปทานข้าวบ้านเพื่อนค่ะ ฉันเข้าบ้านนะคะ” พูดจบเธอก็หันหลัง ไขกุญแจห้องด้วยความว่องไว
“ขอบคุณครับ” รพีพัฒน์ตะโกนตามหลังไป
พรีมถอนหายใจ ใช่ว่าเธอจะไม่เคยเห็นผู้ชายในสภาพแบบนั้นมาก่อน แต่กับชายหนุ่มห้องตรงข้าม ทำไมหัวใจเธอต้องเต้นแรงด้วยนะ พรีมพยายามคิดหาเหตุผล
รพีพัฒน์วางถุงผ้าลงบนโต๊ะรับประทานอาหาร หยิบหม้อหุงข้าวใบเล็กออกมา เขายิ้มเล็กน้อย
“คงไม่ได้ทำเอง” ชายหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบช้อน “อืม บัวลอยเผือก หน้าตาดูน่ากิน” พูดจบชายหนุ่มก็ใช้ช้อนตักบัวลอยเผือกสูตรเฉพาะของลำดวน ใส่มะพร้าวอ่อน เผือก และแปะก๊วย
“รสชาติแบบนี้ คุ้นลิ้นแฮะ เหมือนเคยกินที่ไหนมาก่อน” ไม่ถึงห้านาทีขนมก็หมด รพีพัฒน์ล้างกล่องเก็บอาหารรูปหม้อหุงข้าว
พรีมนั่งรอรถมารับเช่นทุกวัน หญิงสาวไม่มีสมาธิอ่านหนังสือ เธอพะวงว่าเพื่อนบ้านจะมาถึงเมื่อไหร่ อยากรู้ว่าขนมที่เธอนำไปฝากเมื่อคืนอร่อยหรือเปล่า เธอชะเง้อมองไปทางคอนโดมิเนียมหลายครั้ง แปลกใจว่าทำไมต้องอยากเห็นหน้าเขามากขนาดนี้
รพีพัฒน์นั่งดื่มกาแฟอยู่ในร้าน มุมที่เขานั่งมองเห็นหญิงสาวได้ถนัดตา ชายหนุ่มยิ้มกับตัวเอง เขากำลังลุกเดินไปหาเธอ รถที่มารับพรีมทุกวันก็มาถึงพอดี รพีพัฒน์จึงนั่งลงดังเดิม
พรีมสั่งให้คนขับรถแวะส่งเธอที่ห้างสรรพสินค้า หญิงสาวอยากดูภาพยนตร์ แต่ภูวดลไม่ว่าง เธอจึงมาดูคนเดียว หญิงสาวไม่ได้สั่งให้คนขับรถรอเพราะเกรงใจ ระหว่างนั่งรอเวลาฉาย เธอจึงหยิบนิตยสารที่เพิ่งซื้อมาเปิดดูผ่านๆ
“มาดูหนังเหมือนกันหรือครับ”
พรีมเงยหน้ามอง รพีพัฒน์นั่งลงข้างเธอ หญิงสาวหันมามองเขาพลางกระพริบตา เพราะคิดว่าตัวเองอาจจะตามัว
“มีอะไรเข้าตาหรือครับ”
“ไม่มีค่ะ” พรีมเก็บนิตยสารใส่ถุง
“ดูเรื่องอะไรหรือครับ” ชายหนุ่มถาม
หญิงสาวไม่ตอบ แต่ชี้ไปที่โปสเตอร์ภาพยนตร์ที่อยู่ตรงข้ามเก้าอี้
“เรื่องเดียวกันเลย”
“หรือคะ” พรีมรำพึงด้วยความแปลกใจ “เพิ่งรู้ว่าชอบหนังแนวนี้ด้วย”
“ผมชอบหนังอาร์ตของฝั่งยุโรปครับ เสียดายโรงฉายน้อย เสร็จงานแล้วผมรีบมาเลย” รพีพัฒน์ไม่เข้าใจว่าจะต้องบอกเธอทำไม
“ทำงาน” พรีมทวนในใจ “จริงสิ จนป่านนี้เราก็ยังไม่รู้ว่าเขาทำงานอะไร อืม แต่เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราทำงานอะไร แบบนี้ดีกว่า” พรีมคิด หญิงสาวลุกจากเก้าอี้ รพีพัฒน์เห็นจึงลุกตาม
“จะไปไหนครับ” ชายหนุ่มถามเพราะเห็นว่าเธอเดินไปอีกทางของโรงภาพยนตร์ที่หนังฉาย
“เข้าห้องน้ำค่ะ”
“ผมจะรอนะครับ”
พรีมไม่คิดว่าชายหนุ่มจะยืนรอตามที่พูด หญิงสาวรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง ด้วยความที่อยู่คนเดียว ไปไหนมาไหนคนเดียวมาตลอดสิบกว่าปี เธอจึงไม่คุ้นที่มีคนมาคอยเป็นห่วงเป็นใย
“ป็อบคอร์นกับน้ำครับ” ชายหนุ่มยื่นถุงป็อบคอร์นกับน้ำอัดลมให้เธอ
“ขอบคุณค่ะ” พรีมรับมาอย่างเกรงใจ
“ได้เวลาแล้ว เข้าไปกันเถอะครับ”
พรีมกับรพีพัฒน์เข้าโรงภาพยนตร์พร้อมกัน เขาและเธอนั่งแถวเดียวกัน ชายหนุ่มนั่งริมขวาสุด ส่วนเธอนั่งริมซ้ายสุดตรงกลางโรง หนังฉายไปได้ประมาณยี่สิบนาที รพีพัฒน์ก็มานั่งข้างเธอ เนื่องจากแถวที่พวกเขานั่งมีกันแค่สองคน ชายหนุ่มกระซิบให้ได้ยินกันสองคนว่า
“ตรงโน้นแอร์หนาวครับ”
พรีมหันไปมองชายหนุ่มแวบหนึ่ง เห็นรอยยิ้มใส่ซื่อเหมือนเด็กๆ ของเขาก็ใจเต้นแรง เธอรีบหันไปสนใจเรื่องราวที่กำลังดำเนินอยู่บนหน้าจอ
“สนุกดีนะครับ” รพีพัฒน์พูดเมื่อทั้งสองเดินออกมา
“ค่ะ”
“เข้าห้องน้ำก่อนไหมครับ”
“ค่ะ”
รพีพัฒน์ยืนรอเธอหน้าห้องน้ำ พอเธอเดินไปหา ชายหนุ่มก็ดึงถุงใส่หนังสือไปถือ
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันถือได้”
“ผมถือให้ รถผมจอดอยู่ชั้นนี้แหละครับ” พูดจบเขาก็เดินนำหน้าเธอ หญิงสาวได้แต่เดินตาม
ชายหนุ่มเปิดประตูรถให้หญิงสาวขึ้นไปนั่งก่อน แล้วค่อยเดินอ้อมไปฝั่งคนขับ เขาวางถุงหนังสือไว้ที่เบาะด้านหลัง รพีพัฒน์จอดรถจากัวร์ไว้ที่บ้านเพื่อน แล้วเช่ารถญี่ปุ่นมาขับแทนเพราะกลัวว่าการขับรถราคาแพงจะเป็นที่สังเกต พรีมคาดเข็มขัดนิรภัย หญิงสาวเริ่มรู้สึกง่วงเล็กน้อย เธอกระพริบตาเพื่อขับไล่ความง่วง รพีพัฒน์ถามขณะขับรถลงไปชั้นล่างว่า
“หิวหรือเปล่าครับ”
“ไม่ค่ะ” พรีมพูดปด เธอหิว แต่นี่มันเกือบเที่ยงคืนแล้ว
“แต่ผมหิว แวะทานข้าวต้มก่อนกลับบ้านนะครับ ข้าวต้มถ้วยเดียว ไม่อ้วนหรอก” รพีพัฒน์ไม่ได้มองมาที่เธอจึงไม่เห็นสายตาของหญิงสาวค้อนขวับ
รพีพัฒน์จอดรถริมถนนหน้าร้านขายข้าวต้มที่เปิดตลอดทั้งคืน พรีมลงจากรถ ลมเย็นๆ ทำให้เธอสดชื่นขึ้นมาบ้าง
“อยากนั่งข้างนอกหรือข้างในครับ”
“นั่งตรงไหนก็ได้ค่ะ”
“งั้นนั่งข้างนอกแล้วกัน ลมเย็นดี” พูดจบชายหนุ่มก็เลือกโต๊ะริมฟุตบาท พรีมนั่งลงฝั่งตรงข้าม
“คุณพิมอยากทานอะไรครับ” รพีพัฒน์รับเมนูจากเด็กเสิร์ฟยื่นส่งให้เธอ
“อะไรก็ได้ค่ะ” หญิงสาววางแผ่นเมนูลงบนโต๊ะ สายตาเริ่มสำรวจบรรยากาศโดยรอบ รพีพัฒน์มองหน้าเธอพลางคิดว่า “หน้างออีกแล้ว ทำไมชอบทำหน้าบึ้งหน้างอจังนะ” ชายหนุ่มหันไปสั่งอาหาร
“ปกติดูหนังบ่อยไหมครับ”
“อยากดูให้บ่อยกว่านี้ค่ะ แต่งานยุ่ง” พรีมพูดจากใจจริง
“ผมไม่ค่อยได้ดูหนังในโรง ส่วนมากจะซื้อดีวีดีไปดูที่บ้าน”
“งานยุ่งหรือคะ” พรีมถาม
“ไม่ยุ่งหรอกครับ แต่กว่าจะขับรถไปขับรถกลับ ผมเสียดายเวลา” รพีพัฒน์พูดจบก็รินน้ำเก๊กฮวยใส่แก้วให้เธอ
“ขอบคุณค่ะ” พรีมได้แต่นึกสงสัยคำพูดของชายหนุ่ม “พูดแปลกๆ เหมือนกับว่าอยู่ชานเมืองอย่างนั้นแหละ”
ทั้งคู่คุยกันถึงหนังที่เพิ่งดูมา สักพักอาหารก็ทยอยมาตั้งบนโต๊ะ ชายหนุ่มสั่งข้าวต้มข้าวกล้องให้เธอ พรีมคิดว่าเธอจะทานนิดหน่อย ปรากฎว่าหญิงสาวทานข้าวต้มไปสองชาม ส่วนชายหนุ่มทานข้าวสวยสองถ้วย ข้าวต้มหนึ่งถ้วย
“ปกติทานข้าวดึกสุดกี่โมงครับ” ชายหนุ่มถามพลางตักยำตะวันแดงใส่ชามข้าวหญิงสาว
“ขอบคุณค่ะ ดึกสุดก็สี่ทุ่มค่ะ” พรีมตอบ
“ตอนแรกผมกลัวว่าคุณจะไม่ทานอาหารที่ร้านแบบนี้ซะอีก” รพีพัฒน์พูดพลางอมยิ้ม
“ฉันทานได้หมดแหละคะ” พรีมพูดด้วยน้ำเสียงเคืองเล็กน้อย “เราไม่ใช่ลูกคุณหนูซะหน่อย” หญิงสาวคิดในใจ
“คุณลองทานปลาน้ำดอกไม้ทอดจิ้มเต้าเจี้ยวสิครับ” พูดจบก็คีบเนื้อปลาให้เธอ พลางยิ้มประจบ “จริงสิ ร้านหมูจุ่มยังนั่งทานด้วยกันมาแล้ว แถมคุณพิมยังสั่งส้มตำปูปลาร้ามาทานอีก”
“พรุ่งนี้ตื่นไปทำงานไหวหรือครับ”
“พรุ่งนี้เข้าสายได้ค่ะ”
รพีพัฒน์ไม่ได้ชวนเธอคุยอีก พรีมเองเพลินกับอาหารที่อยู่ตรงหน้า ตอนที่เธอกลับมาอยู่กับพ่อ พ่อมักจะพามาทานอาหารมื้อเย็นที่ร้านข้าวต้มแบบนี้ เธอจำไม่ได้ว่าคุยเรื่องอะไรกับพ่อบ้างตอใช้เวลาอาหารเย็นร่วมกัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวที่พ่อสามารถให้เธอได้ เหมือนจะไม่ได้คุยกันเท่าไหร่ อย่างมากพ่อจะถามแค่ว่าวันนี้เรียนหนังสือเป็นอย่างไรบ้าง แค่นั้น แล้วต่างคนต่างก็กินข้าวของตัวเอง
รพีพัฒน์รีบรับบิลจากเด็กเสิร์ฟ แล้วยื่นธนบัตรส่งให้ จากนั้นก็รีบไปขึ้นรถโดยไม่รอเงินทอน พรีมออกจากห้องน้ำไม่เห็นชายหนุ่มที่โต๊ะ ก็สอดส่ายสายตามองหา
“แฟนคุณไปรอที่รถแล้วครับ” เด็กเสิร์ฟพยักเพยิดไปที่รถซึ่งติดเครื่องรออยู่
พรีมรีบเดินไปขึ้นรถ หญิงสาวเคาะกระจก ล็อคประตูถูกปลด เธอเปิดประตูขึ้นไปนั่ง รพีพัฒน์หันมายิ้มให้เธอ
“กลับบ้านกันดีกว่า” พูดจบก็ออกรถ
พรีมเปิดกระเป๋าเพื่อจะแชร์ค่าอาหาร รพีพัฒน์เหลือบมาเห็นพอดีจึงถามว่า
“ถ้าวันนี้เราไม่เจอกัน ดูหนังดึกแบบนี้กลับยังไงครับ” ชายหนุ่มเปิดเพลงจากแฟลชไดร์ฟที่เสียบอยู่ เสียงเพลง Are You Lonesome Tonight เสียงร้องของเอลวิส เพรสลีย์ ดังไปทั่วรถ
“กลับรถแท็กซี่ค่ะ” พรีมตอบ เธอเกลียดเพลงนี้ แต่ไม่ได้บอกเขา
“ดึกๆ แบบนี้ขึ้นรถแท็กซี่คนเดียวอันตรายนะครับ” รพีพัฒน์พูดด้วยน้ำเสียงที่แสดงความเป็นห่วงเป็นใย “คุณน่าจะเรียกคนขับรถมารับ”
“มันเลยเวลางานของเขาแล้วค่ะ” พรีมชี้แจง
“ให้แฟนคุณมารับก็ได้” รพีพัฒน์พูดถึงแฟนเธอ เพราะอยากรู้จักแฟนของเธอ ไม่ใช่สิ น่าจะคู่หมั้น
“แฟน” พรีมหันมาถามพร้อมกับเลิกคิ้ว แล้วหญิงสาวก็รู้สึกผิดกับภูวดล จนป่านนี้เธอยังคิดว่าเธอ
“ไม่มีใคร”
รพีพัฒน์เห็นเธอเงียบไปจึงรุกต่อ
“ผมว่าคงไม่ใช่ แฟน ผมหมายถึงคู่หมั้นคุณน่ะครับ”
“คู่หมั้นฉัน เขางานยุ่งค่ะ” พรีมเริ่มอึดอัด
“เขาคงรวยมาก แต่ก็น่าจะมารับมาส่งคุณบ้าง ไม่ใช่ให้เป็นหน้าที่ของคนขับรถตลอดเวลา” รพีพัฒน์พูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“เดือนหน้าเราจะแต่งงานกันค่ะ” พรีมหลุดปากเพราะเริ่มไม่พอใจ
“แต่งงาน” ชายหนุ่มทวนคำ “คุณดูไม่เหมือนผู้หญิงที่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์”
“ฉันดูเป็นยังไงคะ” พรีมขึ้นเสียง มองชายหนุ่มด้วยแววตาวาวโรจน์ราวกับมีประกายไฟในลูกตา
“ผู้หญิงที่กำลังจะแต่งงาน คงไม่ไปไหนมาไหนคนเดียว กินข้าวคนเดียว ทำงานแล้วก็กลับบ้าน เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่สุงสิงกับใคร หน้าก็ไม่ยิ้ม ไม่ติดโทรศัพท์มือถือ แถมยังดูหนังรอบดึกคนเดียว คุณใช้ชีวิตเหมือนสาวแก่” รพีพัฒน์พูดสิ่งที่อยู่ในใจนับแต่วันแรกที่ได้พบเธอ แล้วก็นึกเสียใจ
พรีมนั่งนิ่ง ที่เธอไม่ตอบโต้เพราะมันเป็นเรื่องจริง และอีกเหตุผลหนึ่งคือเธอกำลังโกรธมาก โกรธจนพูดไม่ออก เพิ่งรู้จักกันแค่สองสัปดาห์ แต่เขาพูดถึงเธอเหมือนรู้จักกันมาทั้งชีวิต รพีพัฒน์หันมามองหญิงสาวที่นั่งข้างๆ ถ้าเธอระเบิดอารมณ์ด่าเขากลับ ชายหนุ่มคงรู้สึกดีกว่านี้ อย่างน้อยเธอก็มีความรู้สึกเหมือนคนอื่น พอเห็นเธอนั่งนิ่ง ทำให้เขาเริ่มโกรธเธอและโกรธตัวเอง
“ที่เงียบเพราะคุณเถียงผมไม่ออกใช่ไหมล่ะ”
พรีมยังนั่งนิ่ง นึกอยากลงจากรถเสียตอนนั้น การจราจรหลังเที่ยงคืนไม่ติดขัด ชายหนุ่มขับรถค่อนข้างเร็ว ไม่นานก็มาถึงคอนโด รถจอดสนิท พรีมรีบลงจากรถ รพีพัฒน์ลงตาม เขาคว้าข้อมือเธอไว้ทัน
“ปล่อยนะ” หญิงสาวตวาด ลานจอดรถมีพวกเขาอยู่แค่สองคน อีกทั้งยังอยู่ห่างจากตึก
“ทนฟังไม่ได้หรือไงครับ คุณพิม”
“กล้าดียังไงมาตัดสินชีวิตคนอื่น อย่ามายุ่งกับฉันอีก” พรีมสะบัดแขนอย่างแรง แล้วรีบเดินเข้าคอนโด รพีพัฒน์กำลังจะเดินตาม แต่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเสียก่อน
“บ้าเอ๊ย” ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกง
“มีอะไร” รพีพัฒน์กรอกเสียงอย่างไม่สบอารมณ์ สายตาชะเง้อมองไปทางตัวตึก
“นายน้อย รีบย้ายออกจากคอนโดด่วนเลยครับ” ปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล
“มีคนสอดแนมฉันหรือไง”
“ครับ”
“นายระวังหลังให้ฉันแล้วกัน ฉันไม่ย้ายไปไหนทั้งนั้น” พูดจบก็รีบกดสายทิ้งพร้อมปิดเครื่อง
****************************************************
หนามหัวใจ โดย กัณฐมาศ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้เพลิงสุมทรวง ตีพิมพ์แล้วกับสำนักพิมพ์ทัช
หนามหัวใจ ตอนที่ ๖
พรีมยืนอยู่หน้าประตูห้องของรพีพัฒน์ สับสนกับการกระทำของตัวเอง “มันจะน่าเกลียดหรือเปล่านะ ขนมนี่เราก็ได้มาฟรี แล้วให้ของผู้ชายแบบนี้เขาจะคิดกับเรายังไงนะ” พรีมกำกุญแจห้องแน่น หญิงสาวสูดลมหายใจ กดกริ่งและรอ
รพีพัฒน์ออกมาจากห้องน้ำพอดีกับที่เสียงกริ่งดังขึ้น ชายหนุ่มใช้ผ้าเช็ดตัวผืนเล็กซับผม แล้วเอาผ้าพาดบ่า เขาอยู่ในชุดเสื้อคลุมอาบน้ำ นึกไม่ออกว่าใครที่จะมาพบเขาในเวลานี้ ชายหนุ่มนึกอยากย้อนเวลากลับไปได้ ถ้ารู้ว่าใครยืนรออยู่หน้าห้อง หน้าตาหญิงสาวดูตกใจเล็กน้อย ชายหนุ่มรีบยกมือกอดอก
“ฉันมีขนมมาฝากค่ะ” พรีมรีบยื่นถุงผ้าให้ชายหนุ่ม
“ขอบคุณครับ” รพีพัฒน์รับถุงด้วยมือทั้งสองข้าง “ไปเที่ยวมาหรือครับ”
“ไปทานข้าวบ้านเพื่อนค่ะ ฉันเข้าบ้านนะคะ” พูดจบเธอก็หันหลัง ไขกุญแจห้องด้วยความว่องไว
“ขอบคุณครับ” รพีพัฒน์ตะโกนตามหลังไป
พรีมถอนหายใจ ใช่ว่าเธอจะไม่เคยเห็นผู้ชายในสภาพแบบนั้นมาก่อน แต่กับชายหนุ่มห้องตรงข้าม ทำไมหัวใจเธอต้องเต้นแรงด้วยนะ พรีมพยายามคิดหาเหตุผล
รพีพัฒน์วางถุงผ้าลงบนโต๊ะรับประทานอาหาร หยิบหม้อหุงข้าวใบเล็กออกมา เขายิ้มเล็กน้อย
“คงไม่ได้ทำเอง” ชายหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบช้อน “อืม บัวลอยเผือก หน้าตาดูน่ากิน” พูดจบชายหนุ่มก็ใช้ช้อนตักบัวลอยเผือกสูตรเฉพาะของลำดวน ใส่มะพร้าวอ่อน เผือก และแปะก๊วย
“รสชาติแบบนี้ คุ้นลิ้นแฮะ เหมือนเคยกินที่ไหนมาก่อน” ไม่ถึงห้านาทีขนมก็หมด รพีพัฒน์ล้างกล่องเก็บอาหารรูปหม้อหุงข้าว
พรีมนั่งรอรถมารับเช่นทุกวัน หญิงสาวไม่มีสมาธิอ่านหนังสือ เธอพะวงว่าเพื่อนบ้านจะมาถึงเมื่อไหร่ อยากรู้ว่าขนมที่เธอนำไปฝากเมื่อคืนอร่อยหรือเปล่า เธอชะเง้อมองไปทางคอนโดมิเนียมหลายครั้ง แปลกใจว่าทำไมต้องอยากเห็นหน้าเขามากขนาดนี้
รพีพัฒน์นั่งดื่มกาแฟอยู่ในร้าน มุมที่เขานั่งมองเห็นหญิงสาวได้ถนัดตา ชายหนุ่มยิ้มกับตัวเอง เขากำลังลุกเดินไปหาเธอ รถที่มารับพรีมทุกวันก็มาถึงพอดี รพีพัฒน์จึงนั่งลงดังเดิม
พรีมสั่งให้คนขับรถแวะส่งเธอที่ห้างสรรพสินค้า หญิงสาวอยากดูภาพยนตร์ แต่ภูวดลไม่ว่าง เธอจึงมาดูคนเดียว หญิงสาวไม่ได้สั่งให้คนขับรถรอเพราะเกรงใจ ระหว่างนั่งรอเวลาฉาย เธอจึงหยิบนิตยสารที่เพิ่งซื้อมาเปิดดูผ่านๆ
“มาดูหนังเหมือนกันหรือครับ”
พรีมเงยหน้ามอง รพีพัฒน์นั่งลงข้างเธอ หญิงสาวหันมามองเขาพลางกระพริบตา เพราะคิดว่าตัวเองอาจจะตามัว
“มีอะไรเข้าตาหรือครับ”
“ไม่มีค่ะ” พรีมเก็บนิตยสารใส่ถุง
“ดูเรื่องอะไรหรือครับ” ชายหนุ่มถาม
หญิงสาวไม่ตอบ แต่ชี้ไปที่โปสเตอร์ภาพยนตร์ที่อยู่ตรงข้ามเก้าอี้
“เรื่องเดียวกันเลย”
“หรือคะ” พรีมรำพึงด้วยความแปลกใจ “เพิ่งรู้ว่าชอบหนังแนวนี้ด้วย”
“ผมชอบหนังอาร์ตของฝั่งยุโรปครับ เสียดายโรงฉายน้อย เสร็จงานแล้วผมรีบมาเลย” รพีพัฒน์ไม่เข้าใจว่าจะต้องบอกเธอทำไม
“ทำงาน” พรีมทวนในใจ “จริงสิ จนป่านนี้เราก็ยังไม่รู้ว่าเขาทำงานอะไร อืม แต่เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราทำงานอะไร แบบนี้ดีกว่า” พรีมคิด หญิงสาวลุกจากเก้าอี้ รพีพัฒน์เห็นจึงลุกตาม
“จะไปไหนครับ” ชายหนุ่มถามเพราะเห็นว่าเธอเดินไปอีกทางของโรงภาพยนตร์ที่หนังฉาย
“เข้าห้องน้ำค่ะ”
“ผมจะรอนะครับ”
พรีมไม่คิดว่าชายหนุ่มจะยืนรอตามที่พูด หญิงสาวรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง ด้วยความที่อยู่คนเดียว ไปไหนมาไหนคนเดียวมาตลอดสิบกว่าปี เธอจึงไม่คุ้นที่มีคนมาคอยเป็นห่วงเป็นใย
“ป็อบคอร์นกับน้ำครับ” ชายหนุ่มยื่นถุงป็อบคอร์นกับน้ำอัดลมให้เธอ
“ขอบคุณค่ะ” พรีมรับมาอย่างเกรงใจ
“ได้เวลาแล้ว เข้าไปกันเถอะครับ”
พรีมกับรพีพัฒน์เข้าโรงภาพยนตร์พร้อมกัน เขาและเธอนั่งแถวเดียวกัน ชายหนุ่มนั่งริมขวาสุด ส่วนเธอนั่งริมซ้ายสุดตรงกลางโรง หนังฉายไปได้ประมาณยี่สิบนาที รพีพัฒน์ก็มานั่งข้างเธอ เนื่องจากแถวที่พวกเขานั่งมีกันแค่สองคน ชายหนุ่มกระซิบให้ได้ยินกันสองคนว่า
“ตรงโน้นแอร์หนาวครับ”
พรีมหันไปมองชายหนุ่มแวบหนึ่ง เห็นรอยยิ้มใส่ซื่อเหมือนเด็กๆ ของเขาก็ใจเต้นแรง เธอรีบหันไปสนใจเรื่องราวที่กำลังดำเนินอยู่บนหน้าจอ
“สนุกดีนะครับ” รพีพัฒน์พูดเมื่อทั้งสองเดินออกมา
“ค่ะ”
“เข้าห้องน้ำก่อนไหมครับ”
“ค่ะ”
รพีพัฒน์ยืนรอเธอหน้าห้องน้ำ พอเธอเดินไปหา ชายหนุ่มก็ดึงถุงใส่หนังสือไปถือ
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันถือได้”
“ผมถือให้ รถผมจอดอยู่ชั้นนี้แหละครับ” พูดจบเขาก็เดินนำหน้าเธอ หญิงสาวได้แต่เดินตาม
ชายหนุ่มเปิดประตูรถให้หญิงสาวขึ้นไปนั่งก่อน แล้วค่อยเดินอ้อมไปฝั่งคนขับ เขาวางถุงหนังสือไว้ที่เบาะด้านหลัง รพีพัฒน์จอดรถจากัวร์ไว้ที่บ้านเพื่อน แล้วเช่ารถญี่ปุ่นมาขับแทนเพราะกลัวว่าการขับรถราคาแพงจะเป็นที่สังเกต พรีมคาดเข็มขัดนิรภัย หญิงสาวเริ่มรู้สึกง่วงเล็กน้อย เธอกระพริบตาเพื่อขับไล่ความง่วง รพีพัฒน์ถามขณะขับรถลงไปชั้นล่างว่า
“หิวหรือเปล่าครับ”
“ไม่ค่ะ” พรีมพูดปด เธอหิว แต่นี่มันเกือบเที่ยงคืนแล้ว
“แต่ผมหิว แวะทานข้าวต้มก่อนกลับบ้านนะครับ ข้าวต้มถ้วยเดียว ไม่อ้วนหรอก” รพีพัฒน์ไม่ได้มองมาที่เธอจึงไม่เห็นสายตาของหญิงสาวค้อนขวับ
รพีพัฒน์จอดรถริมถนนหน้าร้านขายข้าวต้มที่เปิดตลอดทั้งคืน พรีมลงจากรถ ลมเย็นๆ ทำให้เธอสดชื่นขึ้นมาบ้าง
“อยากนั่งข้างนอกหรือข้างในครับ”
“นั่งตรงไหนก็ได้ค่ะ”
“งั้นนั่งข้างนอกแล้วกัน ลมเย็นดี” พูดจบชายหนุ่มก็เลือกโต๊ะริมฟุตบาท พรีมนั่งลงฝั่งตรงข้าม
“คุณพิมอยากทานอะไรครับ” รพีพัฒน์รับเมนูจากเด็กเสิร์ฟยื่นส่งให้เธอ
“อะไรก็ได้ค่ะ” หญิงสาววางแผ่นเมนูลงบนโต๊ะ สายตาเริ่มสำรวจบรรยากาศโดยรอบ รพีพัฒน์มองหน้าเธอพลางคิดว่า “หน้างออีกแล้ว ทำไมชอบทำหน้าบึ้งหน้างอจังนะ” ชายหนุ่มหันไปสั่งอาหาร
“ปกติดูหนังบ่อยไหมครับ”
“อยากดูให้บ่อยกว่านี้ค่ะ แต่งานยุ่ง” พรีมพูดจากใจจริง
“ผมไม่ค่อยได้ดูหนังในโรง ส่วนมากจะซื้อดีวีดีไปดูที่บ้าน”
“งานยุ่งหรือคะ” พรีมถาม
“ไม่ยุ่งหรอกครับ แต่กว่าจะขับรถไปขับรถกลับ ผมเสียดายเวลา” รพีพัฒน์พูดจบก็รินน้ำเก๊กฮวยใส่แก้วให้เธอ
“ขอบคุณค่ะ” พรีมได้แต่นึกสงสัยคำพูดของชายหนุ่ม “พูดแปลกๆ เหมือนกับว่าอยู่ชานเมืองอย่างนั้นแหละ”
ทั้งคู่คุยกันถึงหนังที่เพิ่งดูมา สักพักอาหารก็ทยอยมาตั้งบนโต๊ะ ชายหนุ่มสั่งข้าวต้มข้าวกล้องให้เธอ พรีมคิดว่าเธอจะทานนิดหน่อย ปรากฎว่าหญิงสาวทานข้าวต้มไปสองชาม ส่วนชายหนุ่มทานข้าวสวยสองถ้วย ข้าวต้มหนึ่งถ้วย
“ปกติทานข้าวดึกสุดกี่โมงครับ” ชายหนุ่มถามพลางตักยำตะวันแดงใส่ชามข้าวหญิงสาว
“ขอบคุณค่ะ ดึกสุดก็สี่ทุ่มค่ะ” พรีมตอบ
“ตอนแรกผมกลัวว่าคุณจะไม่ทานอาหารที่ร้านแบบนี้ซะอีก” รพีพัฒน์พูดพลางอมยิ้ม
“ฉันทานได้หมดแหละคะ” พรีมพูดด้วยน้ำเสียงเคืองเล็กน้อย “เราไม่ใช่ลูกคุณหนูซะหน่อย” หญิงสาวคิดในใจ
“คุณลองทานปลาน้ำดอกไม้ทอดจิ้มเต้าเจี้ยวสิครับ” พูดจบก็คีบเนื้อปลาให้เธอ พลางยิ้มประจบ “จริงสิ ร้านหมูจุ่มยังนั่งทานด้วยกันมาแล้ว แถมคุณพิมยังสั่งส้มตำปูปลาร้ามาทานอีก”
“พรุ่งนี้ตื่นไปทำงานไหวหรือครับ”
“พรุ่งนี้เข้าสายได้ค่ะ”
รพีพัฒน์ไม่ได้ชวนเธอคุยอีก พรีมเองเพลินกับอาหารที่อยู่ตรงหน้า ตอนที่เธอกลับมาอยู่กับพ่อ พ่อมักจะพามาทานอาหารมื้อเย็นที่ร้านข้าวต้มแบบนี้ เธอจำไม่ได้ว่าคุยเรื่องอะไรกับพ่อบ้างตอใช้เวลาอาหารเย็นร่วมกัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวที่พ่อสามารถให้เธอได้ เหมือนจะไม่ได้คุยกันเท่าไหร่ อย่างมากพ่อจะถามแค่ว่าวันนี้เรียนหนังสือเป็นอย่างไรบ้าง แค่นั้น แล้วต่างคนต่างก็กินข้าวของตัวเอง
รพีพัฒน์รีบรับบิลจากเด็กเสิร์ฟ แล้วยื่นธนบัตรส่งให้ จากนั้นก็รีบไปขึ้นรถโดยไม่รอเงินทอน พรีมออกจากห้องน้ำไม่เห็นชายหนุ่มที่โต๊ะ ก็สอดส่ายสายตามองหา
“แฟนคุณไปรอที่รถแล้วครับ” เด็กเสิร์ฟพยักเพยิดไปที่รถซึ่งติดเครื่องรออยู่
พรีมรีบเดินไปขึ้นรถ หญิงสาวเคาะกระจก ล็อคประตูถูกปลด เธอเปิดประตูขึ้นไปนั่ง รพีพัฒน์หันมายิ้มให้เธอ
“กลับบ้านกันดีกว่า” พูดจบก็ออกรถ
พรีมเปิดกระเป๋าเพื่อจะแชร์ค่าอาหาร รพีพัฒน์เหลือบมาเห็นพอดีจึงถามว่า
“ถ้าวันนี้เราไม่เจอกัน ดูหนังดึกแบบนี้กลับยังไงครับ” ชายหนุ่มเปิดเพลงจากแฟลชไดร์ฟที่เสียบอยู่ เสียงเพลง Are You Lonesome Tonight เสียงร้องของเอลวิส เพรสลีย์ ดังไปทั่วรถ
“กลับรถแท็กซี่ค่ะ” พรีมตอบ เธอเกลียดเพลงนี้ แต่ไม่ได้บอกเขา
“ดึกๆ แบบนี้ขึ้นรถแท็กซี่คนเดียวอันตรายนะครับ” รพีพัฒน์พูดด้วยน้ำเสียงที่แสดงความเป็นห่วงเป็นใย “คุณน่าจะเรียกคนขับรถมารับ”
“มันเลยเวลางานของเขาแล้วค่ะ” พรีมชี้แจง
“ให้แฟนคุณมารับก็ได้” รพีพัฒน์พูดถึงแฟนเธอ เพราะอยากรู้จักแฟนของเธอ ไม่ใช่สิ น่าจะคู่หมั้น
“แฟน” พรีมหันมาถามพร้อมกับเลิกคิ้ว แล้วหญิงสาวก็รู้สึกผิดกับภูวดล จนป่านนี้เธอยังคิดว่าเธอ “ไม่มีใคร”
รพีพัฒน์เห็นเธอเงียบไปจึงรุกต่อ
“ผมว่าคงไม่ใช่ แฟน ผมหมายถึงคู่หมั้นคุณน่ะครับ”
“คู่หมั้นฉัน เขางานยุ่งค่ะ” พรีมเริ่มอึดอัด
“เขาคงรวยมาก แต่ก็น่าจะมารับมาส่งคุณบ้าง ไม่ใช่ให้เป็นหน้าที่ของคนขับรถตลอดเวลา” รพีพัฒน์พูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“เดือนหน้าเราจะแต่งงานกันค่ะ” พรีมหลุดปากเพราะเริ่มไม่พอใจ
“แต่งงาน” ชายหนุ่มทวนคำ “คุณดูไม่เหมือนผู้หญิงที่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์”
“ฉันดูเป็นยังไงคะ” พรีมขึ้นเสียง มองชายหนุ่มด้วยแววตาวาวโรจน์ราวกับมีประกายไฟในลูกตา
“ผู้หญิงที่กำลังจะแต่งงาน คงไม่ไปไหนมาไหนคนเดียว กินข้าวคนเดียว ทำงานแล้วก็กลับบ้าน เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่สุงสิงกับใคร หน้าก็ไม่ยิ้ม ไม่ติดโทรศัพท์มือถือ แถมยังดูหนังรอบดึกคนเดียว คุณใช้ชีวิตเหมือนสาวแก่” รพีพัฒน์พูดสิ่งที่อยู่ในใจนับแต่วันแรกที่ได้พบเธอ แล้วก็นึกเสียใจ
พรีมนั่งนิ่ง ที่เธอไม่ตอบโต้เพราะมันเป็นเรื่องจริง และอีกเหตุผลหนึ่งคือเธอกำลังโกรธมาก โกรธจนพูดไม่ออก เพิ่งรู้จักกันแค่สองสัปดาห์ แต่เขาพูดถึงเธอเหมือนรู้จักกันมาทั้งชีวิต รพีพัฒน์หันมามองหญิงสาวที่นั่งข้างๆ ถ้าเธอระเบิดอารมณ์ด่าเขากลับ ชายหนุ่มคงรู้สึกดีกว่านี้ อย่างน้อยเธอก็มีความรู้สึกเหมือนคนอื่น พอเห็นเธอนั่งนิ่ง ทำให้เขาเริ่มโกรธเธอและโกรธตัวเอง
“ที่เงียบเพราะคุณเถียงผมไม่ออกใช่ไหมล่ะ”
พรีมยังนั่งนิ่ง นึกอยากลงจากรถเสียตอนนั้น การจราจรหลังเที่ยงคืนไม่ติดขัด ชายหนุ่มขับรถค่อนข้างเร็ว ไม่นานก็มาถึงคอนโด รถจอดสนิท พรีมรีบลงจากรถ รพีพัฒน์ลงตาม เขาคว้าข้อมือเธอไว้ทัน
“ปล่อยนะ” หญิงสาวตวาด ลานจอดรถมีพวกเขาอยู่แค่สองคน อีกทั้งยังอยู่ห่างจากตึก
“ทนฟังไม่ได้หรือไงครับ คุณพิม”
“กล้าดียังไงมาตัดสินชีวิตคนอื่น อย่ามายุ่งกับฉันอีก” พรีมสะบัดแขนอย่างแรง แล้วรีบเดินเข้าคอนโด รพีพัฒน์กำลังจะเดินตาม แต่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเสียก่อน
“บ้าเอ๊ย” ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกง
“มีอะไร” รพีพัฒน์กรอกเสียงอย่างไม่สบอารมณ์ สายตาชะเง้อมองไปทางตัวตึก
“นายน้อย รีบย้ายออกจากคอนโดด่วนเลยครับ” ปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล
“มีคนสอดแนมฉันหรือไง”
“ครับ”
“นายระวังหลังให้ฉันแล้วกัน ฉันไม่ย้ายไปไหนทั้งนั้น” พูดจบก็รีบกดสายทิ้งพร้อมปิดเครื่อง
****************************************************
หนามหัวใจ โดย กัณฐมาศ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้