คดีข่มขืนน้องแก้มเป็นคดีที่ผมว่าสะเทือนจิตใจคนส่วนใหญ่ของสังคม โดยไม่แบ่งสีแบ่งฝ่าย โดยเห็นปรากฏการจากการออกมาแสดงความเห็นเรื่องทำอย่างไรเกี่ยวับโทษข่มขืน และก็มีคนเรียกร้องให้ผู้ว่าการรถไฟลาออก ที่เกิดเหตุการณ์นี้ ที่จริงก็เป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบ แต่อันนี้ก็ต้องยอมรับว่าอยู่ที่วัฒนธรรมของประเทศเราที่การลาออกเป็นเรื่องยากมันก็อยู่ที่บุคคล ถามว่าเป็นความรับผิดชอบของผู้ว่าการรถไฟไหม ผมตอบว่าใช่ในส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องมองสภาพการณ์ที่ผ่านมาว่ามันเป้นแบบนี้มาหลายปีแล้ว เป็นที่การรถไฟ เรื่องลาออกไม่ลาออกมันก็แล้วแต่มุมมองแต่ละคนแต่ละฝ่าย และความรับผิดชอบของผู้นำแต่ละคนว่าจะมีมากน้อยแค่ไหน ส่วนนี้ผมไม่ขอไปกล่าวถึง
แต่ผมอยากให้การรถไฟเริ่มปฏิรูป เริ่มจริงจังกับเหตุการร์นี้ที่เป็นบทเรียน ผมเห็นหลังวันที่จับได้มีมาตรการ งดขายเหล้า สิ่งมึนเมาในขบวนรถ มันก้แค่มาตรการณ์ที่เกาไม่ตรงจุดแค่บรรเทา
คนร้ายสารภาพว่าเสพยาบ้าแล้วมาดิ่มเบียร์ แต่วิธีการแก้ไข ไม่ให้ขายเหล้า แล้วเรื่องการเสพยาบ้ายาเสพติดทำไมไม่มีในมาตรการ การรถไฟเห็นในข้อนี้ไหม เริ่มจากระบวนการรับพนักงาน เป็นพนักงานแล้วก็จบ เรื่องยาเสพติดมีทุกที จากเหตุการร์นี้ควรมีมาตรการณ์ตรวนสารเสพติดทุกๆกี่อาทิตย์ก็ว่ากันไป ใครไม่ผ่านก็ส่งบำบัด ให้ออก เนื่องจากเป็นงานบริการประชาชนเรื่องบุคลากรณืเป้นเรื่องสำคัญ
จัดโซนนิ่ง ความเป็นส่วนตัวของผู้โดยสารเช่น ตู้นอนเวลาเท่าไหร่ถึงเท่าไหร่ไม่ควรให้พนักงานเข้าไป แต่ให้ใช้กล้องตรวจสอบแทน ไม่ใช่ว่า ตี่สองคนหลับสนิทแล้ว เอ่อไปทำความสะอาดดีกว่า ผมว่ามันไม่ใช่ระบบที่ดีสักเท่าไหร่ ควรกำหนดเวลาที่แน่ชัดไม่ใช่เข้าไปตอนผู้โดยสารหลับ ในช่วงนี้ควรใช้กล้องเพื่อดูแลความปลอดภัย
สิ่งต่างๆเหล่านี้ผมว่าก็อยู่ที่ vision ของผู้นำองคกรณ์และตัวคุณภาพของบุคลากรด้วย ไม่ใช่แค่การรถไฟแต่อะไรก็ตามที่เป็นองค์กรณ์ที่บริการประชาชนยิ่งเป็นองค์กรของรัฐด้วยแล้ว ควรมีมาตรฐานความปลอดภัยที่สูงกว่านี้ เริ่มตั้งแต่การคัดกรอง และเมื่อมีเหตุการณ์เช่นนี้ต่อไป คนที่มีส่วนรับผิดชอบคือคนที่เป็นผู้นำองค์กรณ์ เพราะตอนนี้คุณมีโอกาสที่จะแก้ไขสิ่งผิดพลาดแล้ว ถ้าแก้แค่ผ่านๆแค่ให้ได้อยู่ในตำแหน่งต่อ ก็สมควรแล้วที่คนจะโทษทั้งองค์กรณ์ไม่ใช่ที่ตัวบุคคลเพราะเวลาออกข่าว เขาออกข่าวว่า เกิดเหตุบนรถไฟ ไม่ได้บอกด้วยซ้ำใครคนขับรถไฟขบวนนั้น เพราะฉะนั้นมันคือภาพรวมที่ปฏิเสธไม่ได้
ส่วรเรื่องโทษข่มขืน แล้วแต่ความเห็นของแต่ละคน ริวจะไม่ยุ่ง หุหุ หัวข้อนี้ไอเดนมาบ่นครับผม
จะโทษผู้ว่าการรถไฟทั้งหมด ผมว่าก็ไม่ใช่แต่ควรโทษองค์กรณ์ จะปฎิเสธคงไม่ได้เพราะมันคือภาพรวม..
แต่ผมอยากให้การรถไฟเริ่มปฏิรูป เริ่มจริงจังกับเหตุการร์นี้ที่เป็นบทเรียน ผมเห็นหลังวันที่จับได้มีมาตรการ งดขายเหล้า สิ่งมึนเมาในขบวนรถ มันก้แค่มาตรการณ์ที่เกาไม่ตรงจุดแค่บรรเทา
คนร้ายสารภาพว่าเสพยาบ้าแล้วมาดิ่มเบียร์ แต่วิธีการแก้ไข ไม่ให้ขายเหล้า แล้วเรื่องการเสพยาบ้ายาเสพติดทำไมไม่มีในมาตรการ การรถไฟเห็นในข้อนี้ไหม เริ่มจากระบวนการรับพนักงาน เป็นพนักงานแล้วก็จบ เรื่องยาเสพติดมีทุกที จากเหตุการร์นี้ควรมีมาตรการณ์ตรวนสารเสพติดทุกๆกี่อาทิตย์ก็ว่ากันไป ใครไม่ผ่านก็ส่งบำบัด ให้ออก เนื่องจากเป็นงานบริการประชาชนเรื่องบุคลากรณืเป้นเรื่องสำคัญ
จัดโซนนิ่ง ความเป็นส่วนตัวของผู้โดยสารเช่น ตู้นอนเวลาเท่าไหร่ถึงเท่าไหร่ไม่ควรให้พนักงานเข้าไป แต่ให้ใช้กล้องตรวจสอบแทน ไม่ใช่ว่า ตี่สองคนหลับสนิทแล้ว เอ่อไปทำความสะอาดดีกว่า ผมว่ามันไม่ใช่ระบบที่ดีสักเท่าไหร่ ควรกำหนดเวลาที่แน่ชัดไม่ใช่เข้าไปตอนผู้โดยสารหลับ ในช่วงนี้ควรใช้กล้องเพื่อดูแลความปลอดภัย
สิ่งต่างๆเหล่านี้ผมว่าก็อยู่ที่ vision ของผู้นำองคกรณ์และตัวคุณภาพของบุคลากรด้วย ไม่ใช่แค่การรถไฟแต่อะไรก็ตามที่เป็นองค์กรณ์ที่บริการประชาชนยิ่งเป็นองค์กรของรัฐด้วยแล้ว ควรมีมาตรฐานความปลอดภัยที่สูงกว่านี้ เริ่มตั้งแต่การคัดกรอง และเมื่อมีเหตุการณ์เช่นนี้ต่อไป คนที่มีส่วนรับผิดชอบคือคนที่เป็นผู้นำองค์กรณ์ เพราะตอนนี้คุณมีโอกาสที่จะแก้ไขสิ่งผิดพลาดแล้ว ถ้าแก้แค่ผ่านๆแค่ให้ได้อยู่ในตำแหน่งต่อ ก็สมควรแล้วที่คนจะโทษทั้งองค์กรณ์ไม่ใช่ที่ตัวบุคคลเพราะเวลาออกข่าว เขาออกข่าวว่า เกิดเหตุบนรถไฟ ไม่ได้บอกด้วยซ้ำใครคนขับรถไฟขบวนนั้น เพราะฉะนั้นมันคือภาพรวมที่ปฏิเสธไม่ได้
ส่วรเรื่องโทษข่มขืน แล้วแต่ความเห็นของแต่ละคน ริวจะไม่ยุ่ง หุหุ หัวข้อนี้ไอเดนมาบ่นครับผม