จุดประสงค์ของการลงโทษทางกฎหมาย (เอาไว้ทำความเข้าใจเรื่องบทลงโทษกรณีข่มขืน)

สืบเนื่องจากการที่ปัจจุบัน สังคมแห่แหนกันรณรงค์ให้มีการแก้ไขบทลงโทษในคดีข่มขืน และมีการไปหยิบยกกรณีต่างๆ เข้ามาเทียบอย่างสะเปะสะปะ

เราคงต้องมาทำความเข้าใจเรื่องของการกำหนดโทษของกฎหมายอาญากันเสียก่อนครับ


1. กฎหมายอาญาเป็นกฎหมายที่ละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ(ในกรณีที่มีใช้)จะกระทำได้เฉพาะเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของคนในสังคม โดยเท่าที่จำเป็น

2. วัตถุประสงค์ ในการลงโทษทางอาญา เพื่อ
2.1 แก้ไข เยียวยาผู้กระทำผิด ให้สำนึกและกลับตัวเป็นคนดี (การควบคุมความประพฤติ ริบทรัพย์ ปรับ)
2.2 แบ่งแยกบุคคลที่เป็นอันตรายออกไปจากสังคม (กักขัง จำคุก)
2.3 กำจัดบุคคลที่เป็นอันตรายออกไปจากสังคม (จำคุกตลอดชีวิต ประหาร)

3. การกำหนดโทษทางอาญานั้น ต้องลงโทษสมควรกับความชั่วร้ายในการกระทำผิด ไม่ใช่ความร้ายแรง คือ ดูที่ เจตนา ไม่เจตนา หรือประมาท

การกระทำผิดโดยเจตนา ไม่เจตนา หรือประมาท ก็จะมีการลงโทษต่างกัน
การกระทำผิดโดยเจตนา ถือได้ว่ากระทำไปเพราะจงใจทำผิด มีความชั่วร้ายเป็นพื้น กฎหมายจึงลงโทษหนัก เช่น ฆ่าคนตายต้องลงโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี

แต่หากไม่ได้เจตนาแล้วกฎหมายจะไม่เอาผิดเว้นแต่ในกรณ๊ที่กฎหมายเห็นว่าผลที่เกิดมันร้ายแรงมาก ก็จะกำหนดให้ต้องรับโทษจากการกระทำนั้นๆฐานประมาท ซึ่งการกระทำโดยประมาทหรือไม่เจตนานี้ กฎหมายเห็นว่า ไม่ได้กระทำผิดเพราะจงใจทำผิด หรือมีความชั่วร้ายเป็นพื้น การลงโทษจึงลงโทษเพียงแค่ให้หลาบจำ โทษจึงเบาลง เช่น กระทำการโดนประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย (ฆ่าคนโดยประมาท) โทษ คือจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

ซึ่ง หากกฎหมายไปบัญญัติให้ การกระทำโดยเจตนา กับประมาทมีโทษเท่ากัน เชื่อว่าน่าจะเกิดความไม่เป็นธรรมกับสังคม เพราะบางครั้งข้อเท็จจริงความสูญเสียนั้น ไม่ควรเกิดขึ้นเลยแต่เกิดเพราะอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึง
เช่น นาย ก เหยีบยเปลือกกล้วยลื่นล้ม ไถลไปอยู่ใต้ล้อรถยนต์ นาย ข. ซึ่งขับมาด้วยความเร็วเพียง 40 กม./ชม  นาย ข. ตกใจเหยียบเบรคทันที ปรากฎรถ หยุดขณะที่ ล้อรถ ทับตัวนาย ก. พอดี นาย ก. ได้รับบาดเจ็บสาหัส ทนพิษบาดแผลไม่ไหว ตายขณะนำส่งโรงพยาบาล เช่นนี้  คุณคิดว่า นาย ข. ควรรับโทษ ประหารชีวิต จากการที่ทำให้ นาย ก. ตายหรือไม่

ฉะนั้น ในข้อนี้ การกำหนดโทษทางกฎหมาย จึงไม่ได้กำหนดตามใจได้แต่ต้องคำนึงถึงความยุติธรรมเป็นเกณฑ์

4. การกำหนดโทษทางอาญานั้น ต้องลงโทษสมควรกับการกระทำผิด เช่น การลักทรัพย์ เป็นการประทุษร้ายต้องสิ่งของ ไม่ใช่ชีวิตและร่างกาย จะไปลงโทษต่อชีวิตเขาไม่ได้ (ลักทรัพย์จึงมีโทษสูงสุด เพียงจำคุก ไม่มีประหารชีวิต)

การที่กำหนดโทษร้ายแรงในความผิดที่ไม่ร้ายแรง จะเป็นตัวผลักให้ บุคคลที่กระทำ เลือกไปกระทำที่ร้ายแรงยิ่งขึ้น กรณีเช่น

หากกฎหมายไปบัญญัติว่า การไปข่มขู่ แสดงความอาฆาตมาดร้าย บุคคลอื่น ให้รับโทษ เท่ากับการ ไปทำร้ายบุคคลอื่น เช่นนี้ ความผิดฐานข่มขู่ แสดงความอาฆาตมาดร้าย บุคคลอื่น ก็จะลดลง แต่จะไปเพิ่ม การทำร้ายบุคคลอื่น แทน เพราะไหนๆ ก็ผิดเท่ากัน จะขอทำในสิ่งที่คุ้มกับการกระทำผิดมากที่สุดแทน

ดังนั้น การกำหนดโทษทางอาญาจึงต้องพิจารณษเรื่องนี้ประกอบด้วย

5. กฎหมายไม่ใช่เครื่องมือสำหรับการแก้แค้น เนื่องจากกฎหมายอาญา มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของคนในสังคม จึงไม่ได้กำหนดโทษเพื่อแก้แค้นใคร การเรียกร้องให้กำหนดโทษหนักขึ้น เพียงเพราะโทสะคติ จึงถือว่า ไม่เป็นความยุติธรรม เพราะหากกฎหมายถูกสถาปนาขึ้นเพราะต้องการแก้แค้นเท่านั้น สังคมนี้น่าจะวุ่นวายจากการตามล้างแค้นกันไม่สิ้นสุดของคู่ขัดแย้งตลอดเวลา (ซึ่งเราก็เห็นชัด ในห้วงสิบปีที่ผ่านมา)

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่