แหล่งข่าวในการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 57 นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ได้เซ็นคำสั่งรับอดีตแกนนำสหภาพฯ รฟท. จำนวน 13 คน ที่เคยถูกศาลแรงงานชี้ขาดว่ากระทำผิด พรบ.แรงงาน และการรถไฟได้มีคำสั่งปลดออกจากงานไปเมื่อปี 2552 ให้กลับเข้ามาทำงานใหม่ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากพนังงานการรถไฟฯ ส่วนใหญ่ที่ไม่เห็นด้วย และได้เคลื่อนไหวให้ฝ่ายบริหารทบทวนคำสั่งดังกล่าว แต่ก็ถูกฝ่ายบริหารข่มขู่หากใครขวางจะถูกลงโทษโยกย้ายฟันไม่เลี้ยง
"ที่ผ่านมา มีการสั่งย้ายฟ้าผ่าหัวหน้าสำนักงานอาณาบาล รฟท. ที่ไม่สนองนโยบายมาแล้ว ก่อนแต่งตั้งคนของตนขึ้นมาแทน ทำให้พนักงานรถไฟฯ ที่ไม่เห็นด้วยไม่มีใครกล้าแสดงตัว”
เป็นที่น่าสังเกตว่า การรับอดีตแกนนำสหภาพรถไฟกลับเข้าทำงานครั้งนี้ มีขึ้นภายหลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช ) เข้ายึดอำนาจบริหารประเทศไปแล้ว และมีคำสั่งตรวจสอบโครงการจัดซื้อจัดจ้าง และโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทุกแห่งด้วย จึงมีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่า การรับอดีตแกนนำเหล่านี้กลับเข้ามาทำงาน ก็เพราะเป็นเกราะป้องกันตนเองของฝ่ายบริหารที่ไว้เป็นเครื่องต่อรองกับ คสช. เพราะอดีตแกนนำเหล่านี้มีความใกล้ชิดกับแกนนำ กปปส.เดิม ทำให้สามารถต่อสายเพื่อต่อรองกับ คสช.ได้ หากจะช่วยเหลือกันปกติ ย่อมสามารถดำเนินการเรื่องนี้มาตั้งแต่เมื่อเข้ารับตำแหน่งในช่วงปี 2555-2556 ก่อนหน้านั้นแล้ว
แหล่งข่าวเผยด้วยว่า เมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา แกนนำกลุ่มสหภาพทั้ง 13 คนนั้น ได้เข้ายื่นหนังสือถึง คสช คัดค้านการแต่งตั้งคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. ชุดใหม่ หลังจากมีกระแสข่าวว่า อาจมีการแต่งตั้งฝ่ายตรงข้ามของกลุ่มตัวเอง จึงต้องการกดดันให้ คสช.พิจารณาแต่งตั้งคนที่กลุ่มตนต้องการแทน ขณะที่พนักงานรถไฟส่วนใหญ่ที่ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการของแกนนำกลุ่มนี้ ก็ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการกระทำของแกนนำสหภาพกลุ่มนี้ พร้อมยืนยันว่าทางสหภาพ รฟท. และพนักงานรถไฟส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการปรับเปลี่ยนบอร์ดรถไฟ เพื่อให้ได้คนที่มีความรู้ ความสามารถ เข้าใจการบริหารกิจการรถไฟเข้ามาทำงาน และเห็นด้วยกับ คสช.จะได้เข้ามาตรวจสอบพฤติกรรมการบริหารงานของฝ่ายบริหารในปัจจุบัน เพราะมีหลายโครงการที่ไม่โปร่งใส
เช่น การจัดซื้อตู้โบกี้โดยสาร 115 คันมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท และจัดซื้อหัวรถจักรกว่า 5,000 ล้านบาท ที่ คสช.ตีกลับไปดำเนินการทบทวน รวมทั้งการจ้างเหมาซ่อมบำรุงใหญ่หรือ โอเวอร์ฮอลล์รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ และการจัดซื้อขบวนรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ใหม่อีก 7 ขบวน วงเงินกว่า 4,800 ล้านบาท ซึ่งมีข่าวว่ามีความพยายามจะจัดซื้อจากผู้ผลิตรายเดิมแทนการเปิดประมูลเป็นการทั่วไป
“สถานการณ์ในการรถไฟวันนี้ แสดงให้เห็นถึงการขาดความเป็นเอกภาพของสหภาพฯ ที่สำคัญ ระบบสหภาพฯ ที่ดีนั้น ต้องปราศจากการครอบงำของฝ่ายบริหารและไม่ควรเป็นเบี้ยล่างให้ฝ่ายบริหาร ครั้งนี้ถือเป็นการท้าทายวัดอำนาจ คสช.”
แฉบิ๊กม้าเหล็กมุบมิบรับอดีตแกนนำสหภาพกลับเข้าทำงาน หวังใช้เป็นเครื่องมือต่อรองสืบทอดอำนาจ
"ที่ผ่านมา มีการสั่งย้ายฟ้าผ่าหัวหน้าสำนักงานอาณาบาล รฟท. ที่ไม่สนองนโยบายมาแล้ว ก่อนแต่งตั้งคนของตนขึ้นมาแทน ทำให้พนักงานรถไฟฯ ที่ไม่เห็นด้วยไม่มีใครกล้าแสดงตัว”
เป็นที่น่าสังเกตว่า การรับอดีตแกนนำสหภาพรถไฟกลับเข้าทำงานครั้งนี้ มีขึ้นภายหลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช ) เข้ายึดอำนาจบริหารประเทศไปแล้ว และมีคำสั่งตรวจสอบโครงการจัดซื้อจัดจ้าง และโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทุกแห่งด้วย จึงมีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่า การรับอดีตแกนนำเหล่านี้กลับเข้ามาทำงาน ก็เพราะเป็นเกราะป้องกันตนเองของฝ่ายบริหารที่ไว้เป็นเครื่องต่อรองกับ คสช. เพราะอดีตแกนนำเหล่านี้มีความใกล้ชิดกับแกนนำ กปปส.เดิม ทำให้สามารถต่อสายเพื่อต่อรองกับ คสช.ได้ หากจะช่วยเหลือกันปกติ ย่อมสามารถดำเนินการเรื่องนี้มาตั้งแต่เมื่อเข้ารับตำแหน่งในช่วงปี 2555-2556 ก่อนหน้านั้นแล้ว
แหล่งข่าวเผยด้วยว่า เมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา แกนนำกลุ่มสหภาพทั้ง 13 คนนั้น ได้เข้ายื่นหนังสือถึง คสช คัดค้านการแต่งตั้งคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. ชุดใหม่ หลังจากมีกระแสข่าวว่า อาจมีการแต่งตั้งฝ่ายตรงข้ามของกลุ่มตัวเอง จึงต้องการกดดันให้ คสช.พิจารณาแต่งตั้งคนที่กลุ่มตนต้องการแทน ขณะที่พนักงานรถไฟส่วนใหญ่ที่ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการของแกนนำกลุ่มนี้ ก็ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการกระทำของแกนนำสหภาพกลุ่มนี้ พร้อมยืนยันว่าทางสหภาพ รฟท. และพนักงานรถไฟส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการปรับเปลี่ยนบอร์ดรถไฟ เพื่อให้ได้คนที่มีความรู้ ความสามารถ เข้าใจการบริหารกิจการรถไฟเข้ามาทำงาน และเห็นด้วยกับ คสช.จะได้เข้ามาตรวจสอบพฤติกรรมการบริหารงานของฝ่ายบริหารในปัจจุบัน เพราะมีหลายโครงการที่ไม่โปร่งใส
เช่น การจัดซื้อตู้โบกี้โดยสาร 115 คันมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท และจัดซื้อหัวรถจักรกว่า 5,000 ล้านบาท ที่ คสช.ตีกลับไปดำเนินการทบทวน รวมทั้งการจ้างเหมาซ่อมบำรุงใหญ่หรือ โอเวอร์ฮอลล์รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ และการจัดซื้อขบวนรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ใหม่อีก 7 ขบวน วงเงินกว่า 4,800 ล้านบาท ซึ่งมีข่าวว่ามีความพยายามจะจัดซื้อจากผู้ผลิตรายเดิมแทนการเปิดประมูลเป็นการทั่วไป
“สถานการณ์ในการรถไฟวันนี้ แสดงให้เห็นถึงการขาดความเป็นเอกภาพของสหภาพฯ ที่สำคัญ ระบบสหภาพฯ ที่ดีนั้น ต้องปราศจากการครอบงำของฝ่ายบริหารและไม่ควรเป็นเบี้ยล่างให้ฝ่ายบริหาร ครั้งนี้ถือเป็นการท้าทายวัดอำนาจ คสช.”