***เราคิดว่าไม่มีสปอยด์ แต่ถ้าใครยังไม่เคยรู้เนื้อเรื่องเลย และละเอียดอ่อนกับการสปอยด์ รอดูก่อนก็ได้ค่ะ
9/10
Directed by
Josh Boone
Cast
Shailene Woodley
Ansel Elgort
“It’s a love story about two kids with cancer but it’s not about cancer.” – Shailene Woodley
หนังเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับมะเร็ง มันแค่เป็นเรื่องราวความรักของเด็กสองคนที่เป็นมะเร็ง …
เชลีนเคยพูดไว้ กระตุกคนอย่างเรา มนุษย์ผู้ปฏิเสธหนังดราม่าว่าด้วยความป่วยไข้ดูจงใจเรียกน้ำตา เอาไว้ได้ดี … โชคดีแล้วที่ได้ดู หนังดีๆ พาหัวใจเราไปเรียนรู้สิ่งสำคัญๆ ได้หลายอย่าง ในแบบที่ถ้าพลาดไปคงเสียดายจริงๆ
The Fault in Our Stars สร้างมาจากหนังสือนิยายขายดีมาก ของ John Green ตัวหนังสือเปิดตัวขึ้นอันดับ 1 ใน The New York Times Best Seller list (ฉบับภาษาไทย ‘ดาวบันดาล โดย Classact Publishing ) พล็อตเรื่องง่ายๆ ธรรมดา ว่าด้วยวัยรุ่นสองคนที่เจอกันในกลุ่มบำบัดเด็กผู้ป่วยมะเร็ง ปิ๊งกัน รักกัน พยายามใช้ชีวิตที่ยังมีอยู่ไปด้วยกัน
ความพิเศษคือ นอกเหนือจากความรักแล้วมันยังเป็นเรื่อง ความสำคัญ ความหมาย มุมมองต่อชีวิต และเรื่องอื่นๆ ที่ร่วมประกอบสร้างมาเป็นชีวิต
อย่างที่บอกไปข้างต้น เราเป็นมนุษย์รอมคอม ที่ปกติแล้วจะมีปัญหากับหนังที่ดูมีทีท่าจะพาให้ร้องให้ เลี่ยงได้เป็นเลี่ยง เลือกได้จะไม่ดู
แต่สำหรับหนังเรื่องนี้ … เป็นการร้องไห้ที่เต็มใจเป็นอย่างยิ่งทีเดียวเชียว
เฮเซล… ( aka เฮเซล เกรซ ของกัส) เป็นเด็กผู้หญิงอายุ 16 เจ้าของโรคมะเร็งปอด ที่ทำให้เธอมีปัญหากับเรื่องสามัญของชีวิตมนุษย์อย่างการหายใจ เฮเซลป่วยมานานและเคยทรมานมากมาซะจนความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัวแต่เป็นเรื่องที่รู้ดีว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ ประเด็นที่เป็นปัญหาคือเธอรู้ว่า ชีวิตมนุษย์ไม่ได้เกิดมาแล้วเป็นของเราเพียงลำพัง เราเกิดมาพร้อมคนรอบตัว และชีวิตของเราส่งผลกับหัวใจของคนเหล่านั้นอย่างลึกซึ้งเสมอ
กัส …เด็กหนุ่มอายุ 18 อดีตนักกีฬาบาสเก็ตบอลผู้เสียขาไปแล้วข้างหนึ่งจากมะเร็งกระดูก แต่ยังดูร่าเริง ตลก ฉลาดเฉลียว มีเสน่ห์ และทุ่มเทจริงจังกับความรัก ในแบบที่ผู้หญิงหลายๆ คนจะฝันถึง แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั่นก็อาจจะเป็นการพยายามตอบโจทย์ประเด็นปัญหาในจิตใจของกัสเอง… เรื่องกลัวการถูกลืม
ความดีงานอย่างหนึ่งที่เราประทับใจคือ … หนังไม่ได้ทรีทตัวละครสองคนนี้ในฐานะเด็กอายุไม่ถึง 20.. แต่ให้ความเข้าใจในฐานะมนุษย์ ที่มีปมประเด็น เรื่องราวความคิด เหตุผล อารมณ์ความรู้สึก และปัญหาเป็นของตัวเอง มนุษย์เราต่อให้ปราดเปรื่องแค่ไหน ต่อให้อายุเท่าไหร่ก็ต้องเรียนรู้กันทั้งนั้น และจังหวะการเรียนรู้ใหญ่ๆ มักมาพร้อมกับคนที่จะสำคัญกับชีวิตเราไปจนตายเสมอ
ความประทับใจอย่างที่สองคือ หนังบอกให้รู้ได้อยู่ตลอดเวลาว่าความหม่นเศร้าเป็นเรื่องปกติธรรมดาสามัญที่เราต้องจัดการกับมัน และเราจะจัดการกับมันได้ ความผิดหวังก็เป็นเรื่องที่แฝงตัวอยู่ในทุกจังหวะ เราจะน้ำตาไหลไปยิ้มไปก็ไม่ใช่เรื่องพิสดารแต่ประการใด ทุกอย่างมันก็คือชีวิต ความเศร้าไม่ได้ทำให้มันสวยงามน้อยลง
ชอบจัง… ที่หนังไม่ได้บิวท์ถึงขั้นบดขยี้ให้ร้องไห้หัวใจพัง
ในมุมการเล่าเรื่องของหนัง.. ที่โดดเด่นเป็นพิเศษในความรู้สึก คือซีน
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ไปเที่ยว พิพิธภัณฑ์บ้านแอนน์ แฟรงค์ (Anne Frank House) ตอนทั้งคู่อยู่ที่อัมสเตอร์ดัม มันไม่ได้มีอะไรหวือหวา แต่เรารู้สึกว่ามันพาความคิดเราได้จังหวะกำลังดี
นักแสดง ….. ที่เขาว่ากันว่า Shailene Woodley มีลุ้นถึงชิงออสการ์ของปีนี้ น่ะใช่เลย ( ไม่ควรชมมากสินะ น้องเช น่ะ 1 ในนางเอกลูกรักเราอยู่แล้ว > < )
เพลง …. สวยงามตามจังหวะ และหนังพึ่งพาเพลงในฐานะตัวพาอารมณ์น้อยกว่าเราที่คิดไว้ ซึ่งดีแล้ว
ใครที่ยังไม่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ แต่ติดตามข่าวคราวของหนังเรื่องนี้มาบ้าง คงเคยผ่านตากับประโยค “ ‘Okay?’ ‘Okay’ “ , สัญลักษณ์ อินฟินิตี้ กับวลีว่าด้วย ‘ชั่วนิรันดร์’ และประโยคสวยๆ อื่นๆ อีกหลายอัน … ถ้าใครเคยเจอแล้วรู้สึกโดนใจ พอได้ดูแบบร้อยเรียงกันทั้งหมดแล้วจะโดนมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว
หนังเข้าฉายวันที่ 24 กรกฎาคม 57 อย่าลืมรีบไปดูนะ ใครดูหนังแล้วร้องไห้ง่าย เตรียมผ้าซับน้ำตาไปเผื่อด้วย
http://romcomsociety.com/
https://www.facebook.com/RomComSociety
[SR] รีวิว : The Fault in Our Stars ดาวบันดาล กับ นิรันดรเล็กๆ ของชีวิต
***เราคิดว่าไม่มีสปอยด์ แต่ถ้าใครยังไม่เคยรู้เนื้อเรื่องเลย และละเอียดอ่อนกับการสปอยด์ รอดูก่อนก็ได้ค่ะ
9/10
Directed by
Josh Boone
Cast
Shailene Woodley
Ansel Elgort
“It’s a love story about two kids with cancer but it’s not about cancer.” – Shailene Woodley
หนังเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับมะเร็ง มันแค่เป็นเรื่องราวความรักของเด็กสองคนที่เป็นมะเร็ง …
เชลีนเคยพูดไว้ กระตุกคนอย่างเรา มนุษย์ผู้ปฏิเสธหนังดราม่าว่าด้วยความป่วยไข้ดูจงใจเรียกน้ำตา เอาไว้ได้ดี … โชคดีแล้วที่ได้ดู หนังดีๆ พาหัวใจเราไปเรียนรู้สิ่งสำคัญๆ ได้หลายอย่าง ในแบบที่ถ้าพลาดไปคงเสียดายจริงๆ
The Fault in Our Stars สร้างมาจากหนังสือนิยายขายดีมาก ของ John Green ตัวหนังสือเปิดตัวขึ้นอันดับ 1 ใน The New York Times Best Seller list (ฉบับภาษาไทย ‘ดาวบันดาล โดย Classact Publishing ) พล็อตเรื่องง่ายๆ ธรรมดา ว่าด้วยวัยรุ่นสองคนที่เจอกันในกลุ่มบำบัดเด็กผู้ป่วยมะเร็ง ปิ๊งกัน รักกัน พยายามใช้ชีวิตที่ยังมีอยู่ไปด้วยกัน
ความพิเศษคือ นอกเหนือจากความรักแล้วมันยังเป็นเรื่อง ความสำคัญ ความหมาย มุมมองต่อชีวิต และเรื่องอื่นๆ ที่ร่วมประกอบสร้างมาเป็นชีวิต
อย่างที่บอกไปข้างต้น เราเป็นมนุษย์รอมคอม ที่ปกติแล้วจะมีปัญหากับหนังที่ดูมีทีท่าจะพาให้ร้องให้ เลี่ยงได้เป็นเลี่ยง เลือกได้จะไม่ดู
แต่สำหรับหนังเรื่องนี้ … เป็นการร้องไห้ที่เต็มใจเป็นอย่างยิ่งทีเดียวเชียว
เฮเซล… ( aka เฮเซล เกรซ ของกัส) เป็นเด็กผู้หญิงอายุ 16 เจ้าของโรคมะเร็งปอด ที่ทำให้เธอมีปัญหากับเรื่องสามัญของชีวิตมนุษย์อย่างการหายใจ เฮเซลป่วยมานานและเคยทรมานมากมาซะจนความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัวแต่เป็นเรื่องที่รู้ดีว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ ประเด็นที่เป็นปัญหาคือเธอรู้ว่า ชีวิตมนุษย์ไม่ได้เกิดมาแล้วเป็นของเราเพียงลำพัง เราเกิดมาพร้อมคนรอบตัว และชีวิตของเราส่งผลกับหัวใจของคนเหล่านั้นอย่างลึกซึ้งเสมอ
กัส …เด็กหนุ่มอายุ 18 อดีตนักกีฬาบาสเก็ตบอลผู้เสียขาไปแล้วข้างหนึ่งจากมะเร็งกระดูก แต่ยังดูร่าเริง ตลก ฉลาดเฉลียว มีเสน่ห์ และทุ่มเทจริงจังกับความรัก ในแบบที่ผู้หญิงหลายๆ คนจะฝันถึง แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั่นก็อาจจะเป็นการพยายามตอบโจทย์ประเด็นปัญหาในจิตใจของกัสเอง… เรื่องกลัวการถูกลืม
ความดีงานอย่างหนึ่งที่เราประทับใจคือ … หนังไม่ได้ทรีทตัวละครสองคนนี้ในฐานะเด็กอายุไม่ถึง 20.. แต่ให้ความเข้าใจในฐานะมนุษย์ ที่มีปมประเด็น เรื่องราวความคิด เหตุผล อารมณ์ความรู้สึก และปัญหาเป็นของตัวเอง มนุษย์เราต่อให้ปราดเปรื่องแค่ไหน ต่อให้อายุเท่าไหร่ก็ต้องเรียนรู้กันทั้งนั้น และจังหวะการเรียนรู้ใหญ่ๆ มักมาพร้อมกับคนที่จะสำคัญกับชีวิตเราไปจนตายเสมอ
ความประทับใจอย่างที่สองคือ หนังบอกให้รู้ได้อยู่ตลอดเวลาว่าความหม่นเศร้าเป็นเรื่องปกติธรรมดาสามัญที่เราต้องจัดการกับมัน และเราจะจัดการกับมันได้ ความผิดหวังก็เป็นเรื่องที่แฝงตัวอยู่ในทุกจังหวะ เราจะน้ำตาไหลไปยิ้มไปก็ไม่ใช่เรื่องพิสดารแต่ประการใด ทุกอย่างมันก็คือชีวิต ความเศร้าไม่ได้ทำให้มันสวยงามน้อยลง
ชอบจัง… ที่หนังไม่ได้บิวท์ถึงขั้นบดขยี้ให้ร้องไห้หัวใจพัง
ในมุมการเล่าเรื่องของหนัง.. ที่โดดเด่นเป็นพิเศษในความรู้สึก คือซีน[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
นักแสดง ….. ที่เขาว่ากันว่า Shailene Woodley มีลุ้นถึงชิงออสการ์ของปีนี้ น่ะใช่เลย ( ไม่ควรชมมากสินะ น้องเช น่ะ 1 ในนางเอกลูกรักเราอยู่แล้ว > < )
เพลง …. สวยงามตามจังหวะ และหนังพึ่งพาเพลงในฐานะตัวพาอารมณ์น้อยกว่าเราที่คิดไว้ ซึ่งดีแล้ว
ใครที่ยังไม่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ แต่ติดตามข่าวคราวของหนังเรื่องนี้มาบ้าง คงเคยผ่านตากับประโยค “ ‘Okay?’ ‘Okay’ “ , สัญลักษณ์ อินฟินิตี้ กับวลีว่าด้วย ‘ชั่วนิรันดร์’ และประโยคสวยๆ อื่นๆ อีกหลายอัน … ถ้าใครเคยเจอแล้วรู้สึกโดนใจ พอได้ดูแบบร้อยเรียงกันทั้งหมดแล้วจะโดนมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว
หนังเข้าฉายวันที่ 24 กรกฎาคม 57 อย่าลืมรีบไปดูนะ ใครดูหนังแล้วร้องไห้ง่าย เตรียมผ้าซับน้ำตาไปเผื่อด้วย
http://romcomsociety.com/
https://www.facebook.com/RomComSociety