สวัสดีคะ พอดีเมื่อช่วงเมษาที่ผ่านมา มีโอกาสได้ไปเที่ยวยุโรป 3 ประเทศคะ อิตาลี สวิส สเปน
สำหรับประเทศอิตาลี เรามีเพื่อนอยู่คะ เลยไม่มีปัญหาอะไร แต่สวิสนี่ตัวคนเดียวคะ ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ มากเลย
วันนี้เลยอยากจะมาแชร์ประสบการณ์ + รีวิวนิดหน่อยคะ
เรามีความฝันมานานแล้วคะ อยากไปเที่ยวต่างประเทศคนเดียว เคยบอกพ่อแม่ไว้ ไปแค่สิงคโปร์ก็พอ
แต่นี่ไปถึงยุโรปเลย ตอนแรก เราจะไป work & travel ที่อเมริกาคะ แต่เอเจนซี่เราปัญหาเยอะเราเลยไม่ไปคะ
เอาเงินไปเที่ยวแทน ตอนแรกก็กะจะไปญี่ปุ่นกับญาติๆ แต่พอมาดูราคาตั๋วแล้ว ไม่ต่างกันมาก เราเลยไปยุโรปแทนคะ
เพราะญี่ปุ่นก็เคยไปมาแล้ว ตอนแรกก็คิดจะไปแค่อิตาลีอาทิตนึง แต่พ่อกับแม่ถามว่าทำไมไปแปปเดียว เราเลยไปครึ่งเดือนเลยคะ
แล้วก็บอกว่าไปสวิสด้วยไรงี้ ตอนแรกเหมือนจะไม่ยอมคะ แต่ไม่มีใครห้ามเราได้จริงๆ
เริ่มเลยนะคะ
เรามีปัญหากับการเตรียมเอกสารขอวีซ่ามากๆคะ มีปัญหาตั้งแต่ยังไม่ไปเลย
คือเราต้องจองตั๋วเครื่อง กับที่พัก เพื่อไปยื่นประกอบการขอวีซ่าคะ
แต่ตอนเราจองตั๋วเครื่องบิน เราดันจองผิดวันคะ แล้วจ่ายเงินตัดผ่านบัตรเครดิตเรียบร้อยแล้วพึ่งเห็น
ตอนนั้นนี่ กระวนกระวายสุด เราต้องจองไปมิลาน แล้วเพื่อนเราว่าง17 เราจะไปถึงคืนวันที่16 เมษาคะ แล้วเพื่อนก้จะมารับ
แต่เราไปจองเป็นถึงคืนวันที่ 15 งานเข้าเลย ตอนนั้นเลยรีบหาเบอร์สายการบินคะ แล้วโทรไปบอกเขา ขอเปลี่ยนไฟลท์
สิ่งที่เรากลัวคือ จะต้องจ่ายตังเพิ่ม แต่โชคดีที่เราพึ่งจองไปไม่ถึงชั่วโมง จึงได้ราคาเดิม แต่ปัญหาไม่หมดแค่นั้นคะ
ตอนที่จองที่พักคะ คือเราขอวีซ่าของอิตาลี แล้วแพลนปลอมๆว่าไปอยู่อิตาลี ตลอดทริปเลย จึงจองที่พักผ่านเว็บ booking.com คะ
เพราะเว็บนี้สามารถยกเลิกได้ฟรี แต่ถ้าจองที่พักที่เขาลดพิเศษเลย ก็จะเสียค่าธรรมเนียมยกเลิกคะ แล้วเราดันไปจองที่พักที่ลดแบบนั้นนะสิคะ
เราค่อนข้างเป็นคนซุ่มซ่าม ขี้ลืม ไม่ระวังคะ พอมาดูอีกทีคือ เราต้องเสียค่าธรรมเนียมยกเลิก จึงโทรไปหาเจ้าหน้าที่ เขาก็ชวนประสานทางโรงแรมให้คะ
เราจองไปสองที่ อีกที่หนึ่งเขาไม่คิดค่าธรรมเนียม แต่อีกที่เขาไม่ยอมคะ เราเลยบอกพ่อไป พ่อบอกก็ไม่เป็นไร เพราะมันพันกว่าบาทคะ ถือสะว่าเป็นบทเรียน -.-
แล้วยังจะเรื่องประกัน ที่เราทำผิดวันอีกคะ วุ่นวายมาก จนพ่อกับแม่บอกไม่ต้องไปดีกว่าไหม = =
เราเตรียมเอกสารให้แน่นที่สุดคะ เพราะตอนไปอายุ 18 แล้วเคยโทรไปถามสถานฑูตคะ ว่าต้องมีเอกสารจากอำเภอไหม แล้วเขาบอกว่า อายุเท่านี้ ไปคนเดียว เป็นผู้หญิงอีก ขอยากมากๆ ตอนนั้นเราใจแป่วมากคะ
เราเลยเตรียมเอกสารอย่างดีเลย แถมตอนนั้นก็ใกล้สอบ วุ่นวายไปหมดจริงๆ แต่สุดท้ายก็ได้มันมาคะ ได้ไวกว่าที่คิดอีก
ทีนี้เมื่อถึงวันไปคะ เราเอาของไปเยอะมากกกก คือรองเท้า5คู่ เอาไปทำไมนักไม่รู้ ตามประสาผู้หญิงคะ ไปเที่ยวทั้งทีก็อยากแต่งสวย
แค่ขาไป กระเป๋านี่เกือบเกินที่เข้ากำหนดค่า ทั้งสองกระเป่าเลย ตอนแรกเราตื่นเต้นมากคะที่ได้ไป
แต่พอผ่านตม.ไปรอที่เกทนี่ อยากจะร้องไห้คะ เริ่มรู้สึกถึงความเหงา นั่งเครื่องก็นาน เราถึงกับต้องใช้ไวไฟบนเครื่องคะ (แพงมากกกก)
แล้วก็ได้คุยกับคนข้างๆบ้างคะ เป็นคนเนเธอแลนด์ เพราะเราต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่เนเธอแลนด์คะ ตอนรอเปลี่ยนเครื่องคือ ความเหงาครอบงำคะ
น้ำตาคลอเลย ต้องตามหาไวไฟเลยคะ แล้วเวลาที่นู่นกับที่ไทยก้ต่างกันด้วย พ่อแม่แฟนนี่นอนหมดแล้วว แต่มีคุยกับเพื่อนนิดหน่อยคะ
ลืมบอกคะ ก่อนหน้านี้เราลงเครื่องมา ดูจากบอร์ดคือเราหาไฟลท์เราไม่เจอคะ เครียดมากเลย ถามจนท.เขาบอกว่าให้เดินไปดูข้างในเองคะ
ต้องบอกก่อนนะคะ นี่คือการเดินทางไปต่างประเทศคนเดียวครั้งแรก แล้วก็ออกจากทวีปเอเชียครั้งแรกด้วยคะ เลยอาจจะดูงงๆกับหลายๆอย่าง
สุดท้ายเราก็เจอเกทคะ ก่อนหน้านี้โดนตม.ถามเยอะเลย มากับใคร ไปพักไหน ขอดูตั๋วกลับหน่อย บลาๆๆ คะ
ตอนระหว่างที่นั่งเครื่ิงยาวสิบกว่าชั่วโมง เราไม่หลับเลยคะ แต่พอมาเปลี่ยนเครื่องเท่านั้นแหละ เราเป็นตายคะ
เราจองที่นั่งด้านหลัง ไม่มีคนนั่งคะ นอนยาวสามที่นั่งเลยคะ แอร์มาเสิร์ฟอะไร เราไม่รู้เรื่องเลยคะ จนถึงมิลานคะถึงตื่น
พอมาถึงมิลานเราก็เจอเพื่อนมารับ แล้วก็ไปบ้านเพื่อนคะ อยู่อิตาลีก็สนุกดีคะ ออกแนวเหมือนเป็นเด็กแลกเปลี่ยนเบาๆ
ช่วงนั้นเป็นวันหยุดอีสเตอร์พอดีคะ เราจึงได้ไปกินข้าวกับครอบครัวและญาติๆเขาคะ คนที่นี่เขากินกันเยอะจริงๆ เราไปนี่ตกใจเบาๆคะ
มีแต่ชีสเต็มไปหมด แต่ก็กินไม่กลัวอ้วนเลยคะ (แต่กลับมาน้ำหนักไม่ขึ้นนะคะ) ตอนอยู่อิตาลีก็ไปเที่ยวไม่กี่เมืองคะ หลักๆก็ มิลาน เวโรน่า เวนิส คะ
อยู่อิตาลีตั้งแต่ 17- 22 เมษาคะ อยู่นี่ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรคะ แต่พอจะต้องไปสวิสในวันที่ 22 คะ เราไปคนเดียว เพื่อนก้ไปส่งที่สถานีรถไฟ
จากที่บอกไปก่อนหน้านี้คะ กระเป๋าเราค่อนข้างหนัก แค่ก่อนไปก้หนักมากแล้ว อยู่อิตาลีก็มีซื้อของนู่นนี่คะ หนักเข้าไปอีก -.- เรามีกระเป๋าลากใหญ่หนึ่งใบ ใบเล็กหนึ่งใบคะ แต่ใบเล็กนี่ก็เกือบสิบโลคะ
เราต้องเปลี่ยนสถานีถึงสามสถานี กว่าจะถึงที่พักคะ และอยู่ดีๆ กระเป่าลากใบเล็กของเราก็ดันขาดคะ ขาดตรงสายสะพาน แล้วก็ก้นกระเป๋าคะ ของเรากระเด็นออกมาเลย
ลองนึกสภาพตอนเปลี่ยนสถานีนะคะ เราต้องลากกระเป๋าใบใหญ่ ที่ต้องคอยพยุงใบเล็กอีก แล้วก็มีเป้เล็กๆอีกอันของเราสะพายไว้อีกคะ ดูเป็นอีบ้าหอบฟางคะ ก่อนหน้านี้ที่อิตาลี เพื่อนเราก็แซวว่าเขามาอยู่ไทยหกเดือน ของยังไม่เยอะเท่านี้เลย 5555555
เราก็เข้าใจนะว่าแบ๊กแพ๊กเนี้ย ไม่ควรเอาของไปเยอะ แต่เราก็คัดเฉพาะที่จำเป็นๆแล้วนะ (หราาา)
ต่อคะ สุดท้ายเราก็เข้าที่พักจนได้คะ ด้วยความที่ของเยอะมาก เราจึงพักที่เดียวยาวหกคืนเลยคะ เราพักที่เมือง Interlaken คะ
ตอนแรกที่คิดว่าต้องอยู่คนเดียว ก็คิดกับตัวเองว่าเราคิดผิดรึป่าวว้า แต่พอได้เห็นธรรมชาติที่สวยงามมากๆๆๆของสวิสนี่ ทำให้หายเหงาเลยคะ
เหมือนคนบ้าที่นั่งยิ้มอยู่คนเดียวอะคะ มันเหมือนมีธรรมชาติอยู่เป็นเพื่อนเราตลอดเวลาคะ
ต่อคะ ทีนี้พอถึงที่พัก เราพักแบบโฮสเทลคะ เมทเราเป็นคนเกาหลีหน้าตาน่ารักคะ นิสัยก็น่ารัก ก็คุยๆกันคะ อยู่กี่วัน ไปไหนมาบ้าง ไรงี้
ความจริงเราก็แพลนไว้แล้วว่าวันไหนจะไปเที่ยวไหนบ้าง แต่พอเอาเข้าจริง ต้องเช็คอากาศแต่ละทีก่อนไปคะ เช็คตอนเช้า ตัดสินใจตอนเช้าเลยค่า
วันที่สองที่สวิส เราตัดสินใจไปยุงเฟราคะ เจอคนไทยเต็มไปหมด เราไปคนเดียวจึงไปตีสนิทกับพี่คนไทยคะ แล้วให้เขาชวนถ่ายรูปให้ อิอิ
แต่ตอนขากลับ พวกพี่ๆคนไทยจะนั่งรถไฟสำหรับกรุ๊ปทัวร์คะ เราไปคนเดียวก็นั่งกับคนอื่นคะ ด้วยความที่พึ่งจะวันแรกๆ เราก็ตื่นเต้นกับวิวตลอดทางคะ
มีช่วงนึง รถไฟจอด เป็นสถานีเล็กๆคะ แต่เห็นวิวสวยมาก ตอนแรกเราก็คิดอยู่ว่าจะลงไปถ่ายดีไหม แล้วพอดีเราเห็นคนเกาหลีเขาเดินลงไปถ่าย เราเลยลงไปมั่ง
แต่เราถือกล้องไปแค่อย่างเดียวคะ กระเป๋า พาสปอร์ต โทรศัพทือยู่บนรถไฟ เรามีแค่กล้องตัวเดียวกับตัวเปล่าๆเลยคะ ลงมาถ่ายรูป พอหันไปที่รถไฟอีกทีคือ
เขาออกละคะ เราก็รีบวิ่งตามเลย บอกกระเป๋าอยู่ข้างใน ทุกอย่างอยู่ในรถไฟหมดเลย คือรถไฟไม่หยุดให้เราก้ไม่ได้อะไรมากนะคะ แต่คนขับรถไฟ ดันชะโงกหน้ามาบอกว่า
พวกคุณลงไปเอง เขาไม่ผิด คือ เราก็ไม่ได้ว่าเขาผิดน้ะ แต่ไม่เห็นต้องมาซ้ำเติมกันเลย T.T วินาทีนั้นวิ่งไม่ห่วงสวยเลยคะ แต่โชคดีที่มีคนเกาหลีลงมาสามคน
แต่อีกคนก็เหมือนเราคะ มีแค่กล้องตัวเดียว ของอยู่บนรถหมด ตอนนั้นเราก็คิดว่าถ้าไม่มีใครขโมยก่อน พอไปถึงสถานีปลายทางเราก็นั่งรถไฟคันต่อไป แล้วไปเอาไว้ ยังไงเขาก็คงเก็บไว้ให้
แต่โชคดีมากคะ ที่มีคนสวิสอยู่ตรงนั้น แล้วคนเกาหลีก็เข้าไปคุยกับคนสวิสให้ช่วยหน่อย คนสวิสก้น่ารักมากคะ โทรไปหาสถานีรถไฟ ให้เก็บของเราไว้ด้วย
ดีที่เรานั่งโบกี้หลังสุด เลยง่ายหน่อยคะ พอรถไฟคันต่อไปมา คนเช็คตั๋วเขาเหมือนรู้เรื่องก็บอกให้พวกเราใจเย็น
เขาก็ถามว่าเรามาจากไหนไรงี้ เราก็สามคนั้นเกาหลี เรามาจากไทย เขาก็พูด สวัสดีคะ เรานี่ตกใจเบาๆ พูดได้หลายคำเลยคะ บอกให้เราใจเย็นๆ ตลอดเวลา น่ารักมากเลย
ในใจเราคิดเลยนะคะ ทำไมพออยู่คนเดียวทีไร มันต้องมีปัญหากับตัวเองทุกคร้งเลย ได้แต่ภาวนาว่าวันต่อไปคงไม่เกิดไร แต่ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีคะ
เดี๋ยวเรามาต่อนะคะ เป็นครั้งแรกที่ตั้งกระทู้เล่าเรื่องแบบนี้ อาจจะเขียนงงๆ เวิ่นเว้อไปหน่อย แต่อยากมาแชร์คะ ไม่รู้จะมีคนอ่านรึป่าว อิอิ
เมื่อสาว 18 แบกเป้เที่ยวยุโรปคนเดียว
สำหรับประเทศอิตาลี เรามีเพื่อนอยู่คะ เลยไม่มีปัญหาอะไร แต่สวิสนี่ตัวคนเดียวคะ ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ มากเลย
วันนี้เลยอยากจะมาแชร์ประสบการณ์ + รีวิวนิดหน่อยคะ
เรามีความฝันมานานแล้วคะ อยากไปเที่ยวต่างประเทศคนเดียว เคยบอกพ่อแม่ไว้ ไปแค่สิงคโปร์ก็พอ
แต่นี่ไปถึงยุโรปเลย ตอนแรก เราจะไป work & travel ที่อเมริกาคะ แต่เอเจนซี่เราปัญหาเยอะเราเลยไม่ไปคะ
เอาเงินไปเที่ยวแทน ตอนแรกก็กะจะไปญี่ปุ่นกับญาติๆ แต่พอมาดูราคาตั๋วแล้ว ไม่ต่างกันมาก เราเลยไปยุโรปแทนคะ
เพราะญี่ปุ่นก็เคยไปมาแล้ว ตอนแรกก็คิดจะไปแค่อิตาลีอาทิตนึง แต่พ่อกับแม่ถามว่าทำไมไปแปปเดียว เราเลยไปครึ่งเดือนเลยคะ
แล้วก็บอกว่าไปสวิสด้วยไรงี้ ตอนแรกเหมือนจะไม่ยอมคะ แต่ไม่มีใครห้ามเราได้จริงๆ
เริ่มเลยนะคะ
เรามีปัญหากับการเตรียมเอกสารขอวีซ่ามากๆคะ มีปัญหาตั้งแต่ยังไม่ไปเลย
คือเราต้องจองตั๋วเครื่อง กับที่พัก เพื่อไปยื่นประกอบการขอวีซ่าคะ
แต่ตอนเราจองตั๋วเครื่องบิน เราดันจองผิดวันคะ แล้วจ่ายเงินตัดผ่านบัตรเครดิตเรียบร้อยแล้วพึ่งเห็น
ตอนนั้นนี่ กระวนกระวายสุด เราต้องจองไปมิลาน แล้วเพื่อนเราว่าง17 เราจะไปถึงคืนวันที่16 เมษาคะ แล้วเพื่อนก้จะมารับ
แต่เราไปจองเป็นถึงคืนวันที่ 15 งานเข้าเลย ตอนนั้นเลยรีบหาเบอร์สายการบินคะ แล้วโทรไปบอกเขา ขอเปลี่ยนไฟลท์
สิ่งที่เรากลัวคือ จะต้องจ่ายตังเพิ่ม แต่โชคดีที่เราพึ่งจองไปไม่ถึงชั่วโมง จึงได้ราคาเดิม แต่ปัญหาไม่หมดแค่นั้นคะ
ตอนที่จองที่พักคะ คือเราขอวีซ่าของอิตาลี แล้วแพลนปลอมๆว่าไปอยู่อิตาลี ตลอดทริปเลย จึงจองที่พักผ่านเว็บ booking.com คะ
เพราะเว็บนี้สามารถยกเลิกได้ฟรี แต่ถ้าจองที่พักที่เขาลดพิเศษเลย ก็จะเสียค่าธรรมเนียมยกเลิกคะ แล้วเราดันไปจองที่พักที่ลดแบบนั้นนะสิคะ
เราค่อนข้างเป็นคนซุ่มซ่าม ขี้ลืม ไม่ระวังคะ พอมาดูอีกทีคือ เราต้องเสียค่าธรรมเนียมยกเลิก จึงโทรไปหาเจ้าหน้าที่ เขาก็ชวนประสานทางโรงแรมให้คะ
เราจองไปสองที่ อีกที่หนึ่งเขาไม่คิดค่าธรรมเนียม แต่อีกที่เขาไม่ยอมคะ เราเลยบอกพ่อไป พ่อบอกก็ไม่เป็นไร เพราะมันพันกว่าบาทคะ ถือสะว่าเป็นบทเรียน -.-
แล้วยังจะเรื่องประกัน ที่เราทำผิดวันอีกคะ วุ่นวายมาก จนพ่อกับแม่บอกไม่ต้องไปดีกว่าไหม = =
เราเตรียมเอกสารให้แน่นที่สุดคะ เพราะตอนไปอายุ 18 แล้วเคยโทรไปถามสถานฑูตคะ ว่าต้องมีเอกสารจากอำเภอไหม แล้วเขาบอกว่า อายุเท่านี้ ไปคนเดียว เป็นผู้หญิงอีก ขอยากมากๆ ตอนนั้นเราใจแป่วมากคะ
เราเลยเตรียมเอกสารอย่างดีเลย แถมตอนนั้นก็ใกล้สอบ วุ่นวายไปหมดจริงๆ แต่สุดท้ายก็ได้มันมาคะ ได้ไวกว่าที่คิดอีก
ทีนี้เมื่อถึงวันไปคะ เราเอาของไปเยอะมากกกก คือรองเท้า5คู่ เอาไปทำไมนักไม่รู้ ตามประสาผู้หญิงคะ ไปเที่ยวทั้งทีก็อยากแต่งสวย
แค่ขาไป กระเป๋านี่เกือบเกินที่เข้ากำหนดค่า ทั้งสองกระเป่าเลย ตอนแรกเราตื่นเต้นมากคะที่ได้ไป
แต่พอผ่านตม.ไปรอที่เกทนี่ อยากจะร้องไห้คะ เริ่มรู้สึกถึงความเหงา นั่งเครื่องก็นาน เราถึงกับต้องใช้ไวไฟบนเครื่องคะ (แพงมากกกก)
แล้วก็ได้คุยกับคนข้างๆบ้างคะ เป็นคนเนเธอแลนด์ เพราะเราต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่เนเธอแลนด์คะ ตอนรอเปลี่ยนเครื่องคือ ความเหงาครอบงำคะ
น้ำตาคลอเลย ต้องตามหาไวไฟเลยคะ แล้วเวลาที่นู่นกับที่ไทยก้ต่างกันด้วย พ่อแม่แฟนนี่นอนหมดแล้วว แต่มีคุยกับเพื่อนนิดหน่อยคะ
ลืมบอกคะ ก่อนหน้านี้เราลงเครื่องมา ดูจากบอร์ดคือเราหาไฟลท์เราไม่เจอคะ เครียดมากเลย ถามจนท.เขาบอกว่าให้เดินไปดูข้างในเองคะ
ต้องบอกก่อนนะคะ นี่คือการเดินทางไปต่างประเทศคนเดียวครั้งแรก แล้วก็ออกจากทวีปเอเชียครั้งแรกด้วยคะ เลยอาจจะดูงงๆกับหลายๆอย่าง
สุดท้ายเราก็เจอเกทคะ ก่อนหน้านี้โดนตม.ถามเยอะเลย มากับใคร ไปพักไหน ขอดูตั๋วกลับหน่อย บลาๆๆ คะ
ตอนระหว่างที่นั่งเครื่ิงยาวสิบกว่าชั่วโมง เราไม่หลับเลยคะ แต่พอมาเปลี่ยนเครื่องเท่านั้นแหละ เราเป็นตายคะ
เราจองที่นั่งด้านหลัง ไม่มีคนนั่งคะ นอนยาวสามที่นั่งเลยคะ แอร์มาเสิร์ฟอะไร เราไม่รู้เรื่องเลยคะ จนถึงมิลานคะถึงตื่น
พอมาถึงมิลานเราก็เจอเพื่อนมารับ แล้วก็ไปบ้านเพื่อนคะ อยู่อิตาลีก็สนุกดีคะ ออกแนวเหมือนเป็นเด็กแลกเปลี่ยนเบาๆ
ช่วงนั้นเป็นวันหยุดอีสเตอร์พอดีคะ เราจึงได้ไปกินข้าวกับครอบครัวและญาติๆเขาคะ คนที่นี่เขากินกันเยอะจริงๆ เราไปนี่ตกใจเบาๆคะ
มีแต่ชีสเต็มไปหมด แต่ก็กินไม่กลัวอ้วนเลยคะ (แต่กลับมาน้ำหนักไม่ขึ้นนะคะ) ตอนอยู่อิตาลีก็ไปเที่ยวไม่กี่เมืองคะ หลักๆก็ มิลาน เวโรน่า เวนิส คะ
อยู่อิตาลีตั้งแต่ 17- 22 เมษาคะ อยู่นี่ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรคะ แต่พอจะต้องไปสวิสในวันที่ 22 คะ เราไปคนเดียว เพื่อนก้ไปส่งที่สถานีรถไฟ
จากที่บอกไปก่อนหน้านี้คะ กระเป๋าเราค่อนข้างหนัก แค่ก่อนไปก้หนักมากแล้ว อยู่อิตาลีก็มีซื้อของนู่นนี่คะ หนักเข้าไปอีก -.- เรามีกระเป๋าลากใหญ่หนึ่งใบ ใบเล็กหนึ่งใบคะ แต่ใบเล็กนี่ก็เกือบสิบโลคะ
เราต้องเปลี่ยนสถานีถึงสามสถานี กว่าจะถึงที่พักคะ และอยู่ดีๆ กระเป่าลากใบเล็กของเราก็ดันขาดคะ ขาดตรงสายสะพาน แล้วก็ก้นกระเป๋าคะ ของเรากระเด็นออกมาเลย
ลองนึกสภาพตอนเปลี่ยนสถานีนะคะ เราต้องลากกระเป๋าใบใหญ่ ที่ต้องคอยพยุงใบเล็กอีก แล้วก็มีเป้เล็กๆอีกอันของเราสะพายไว้อีกคะ ดูเป็นอีบ้าหอบฟางคะ ก่อนหน้านี้ที่อิตาลี เพื่อนเราก็แซวว่าเขามาอยู่ไทยหกเดือน ของยังไม่เยอะเท่านี้เลย 5555555
เราก็เข้าใจนะว่าแบ๊กแพ๊กเนี้ย ไม่ควรเอาของไปเยอะ แต่เราก็คัดเฉพาะที่จำเป็นๆแล้วนะ (หราาา)
ต่อคะ สุดท้ายเราก็เข้าที่พักจนได้คะ ด้วยความที่ของเยอะมาก เราจึงพักที่เดียวยาวหกคืนเลยคะ เราพักที่เมือง Interlaken คะ
ตอนแรกที่คิดว่าต้องอยู่คนเดียว ก็คิดกับตัวเองว่าเราคิดผิดรึป่าวว้า แต่พอได้เห็นธรรมชาติที่สวยงามมากๆๆๆของสวิสนี่ ทำให้หายเหงาเลยคะ
เหมือนคนบ้าที่นั่งยิ้มอยู่คนเดียวอะคะ มันเหมือนมีธรรมชาติอยู่เป็นเพื่อนเราตลอดเวลาคะ
ต่อคะ ทีนี้พอถึงที่พัก เราพักแบบโฮสเทลคะ เมทเราเป็นคนเกาหลีหน้าตาน่ารักคะ นิสัยก็น่ารัก ก็คุยๆกันคะ อยู่กี่วัน ไปไหนมาบ้าง ไรงี้
ความจริงเราก็แพลนไว้แล้วว่าวันไหนจะไปเที่ยวไหนบ้าง แต่พอเอาเข้าจริง ต้องเช็คอากาศแต่ละทีก่อนไปคะ เช็คตอนเช้า ตัดสินใจตอนเช้าเลยค่า
วันที่สองที่สวิส เราตัดสินใจไปยุงเฟราคะ เจอคนไทยเต็มไปหมด เราไปคนเดียวจึงไปตีสนิทกับพี่คนไทยคะ แล้วให้เขาชวนถ่ายรูปให้ อิอิ
แต่ตอนขากลับ พวกพี่ๆคนไทยจะนั่งรถไฟสำหรับกรุ๊ปทัวร์คะ เราไปคนเดียวก็นั่งกับคนอื่นคะ ด้วยความที่พึ่งจะวันแรกๆ เราก็ตื่นเต้นกับวิวตลอดทางคะ
มีช่วงนึง รถไฟจอด เป็นสถานีเล็กๆคะ แต่เห็นวิวสวยมาก ตอนแรกเราก็คิดอยู่ว่าจะลงไปถ่ายดีไหม แล้วพอดีเราเห็นคนเกาหลีเขาเดินลงไปถ่าย เราเลยลงไปมั่ง
แต่เราถือกล้องไปแค่อย่างเดียวคะ กระเป๋า พาสปอร์ต โทรศัพทือยู่บนรถไฟ เรามีแค่กล้องตัวเดียวกับตัวเปล่าๆเลยคะ ลงมาถ่ายรูป พอหันไปที่รถไฟอีกทีคือ
เขาออกละคะ เราก็รีบวิ่งตามเลย บอกกระเป๋าอยู่ข้างใน ทุกอย่างอยู่ในรถไฟหมดเลย คือรถไฟไม่หยุดให้เราก้ไม่ได้อะไรมากนะคะ แต่คนขับรถไฟ ดันชะโงกหน้ามาบอกว่า
พวกคุณลงไปเอง เขาไม่ผิด คือ เราก็ไม่ได้ว่าเขาผิดน้ะ แต่ไม่เห็นต้องมาซ้ำเติมกันเลย T.T วินาทีนั้นวิ่งไม่ห่วงสวยเลยคะ แต่โชคดีที่มีคนเกาหลีลงมาสามคน
แต่อีกคนก็เหมือนเราคะ มีแค่กล้องตัวเดียว ของอยู่บนรถหมด ตอนนั้นเราก็คิดว่าถ้าไม่มีใครขโมยก่อน พอไปถึงสถานีปลายทางเราก็นั่งรถไฟคันต่อไป แล้วไปเอาไว้ ยังไงเขาก็คงเก็บไว้ให้
แต่โชคดีมากคะ ที่มีคนสวิสอยู่ตรงนั้น แล้วคนเกาหลีก็เข้าไปคุยกับคนสวิสให้ช่วยหน่อย คนสวิสก้น่ารักมากคะ โทรไปหาสถานีรถไฟ ให้เก็บของเราไว้ด้วย
ดีที่เรานั่งโบกี้หลังสุด เลยง่ายหน่อยคะ พอรถไฟคันต่อไปมา คนเช็คตั๋วเขาเหมือนรู้เรื่องก็บอกให้พวกเราใจเย็น
เขาก็ถามว่าเรามาจากไหนไรงี้ เราก็สามคนั้นเกาหลี เรามาจากไทย เขาก็พูด สวัสดีคะ เรานี่ตกใจเบาๆ พูดได้หลายคำเลยคะ บอกให้เราใจเย็นๆ ตลอดเวลา น่ารักมากเลย
ในใจเราคิดเลยนะคะ ทำไมพออยู่คนเดียวทีไร มันต้องมีปัญหากับตัวเองทุกคร้งเลย ได้แต่ภาวนาว่าวันต่อไปคงไม่เกิดไร แต่ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีคะ
เดี๋ยวเรามาต่อนะคะ เป็นครั้งแรกที่ตั้งกระทู้เล่าเรื่องแบบนี้ อาจจะเขียนงงๆ เวิ่นเว้อไปหน่อย แต่อยากมาแชร์คะ ไม่รู้จะมีคนอ่านรึป่าว อิอิ