กรณีสมาชิกหมายเลข 1527420 กับกระทุ้
http://pantip.com/topic/32265559 “ใครน่ะ....บังอาจมาดูแคลน ทฤษฏี “ขี้เมาเดินตกสะพาน "อันสูงส่ง ของผม” นั้น
จากการเปรียบเทียบให้เห็นว่า ขี้เมาคือประชาชน ประชานิยมคือสะพาน ค่อนข้างเห็นภาพชัด หากปล่อยให้ขี้เมาเดินไปแล้วตกสะพาน มันก็เป็นการเรียนรู้ว่าทีหลังเวลาอย่าทำซ่าส์
หรือเป็นบทเรียนสำหรับครั้งหน้า หากเมาแล้วก็จำเป็นต้องเดินบนสะพานนี้อีก จะได้ระมัดระวังให้มากยิ่งขึ้น จะได้ไม่พลาดตกลงไป สรุปคือควรให้เขาเรียนรู้ด้วยตัวเอง ผมเห็นด้วยครับ
ผมมีประสบการณ์ตรงเล่าให้ฟัง ครั้งหนึ่งเห็นคนตาบอด เดินไปถามถนนแคบๆแต่ยกสูงจากพื้นดินประมาณ 1 เมตร ในซอยแถวบ้าน
แรกๆตะแกก็ใช้ไม้เท้าแตะๆพื้นเดินไป ก็ไม่มีปัญหา แต่พอได้ยินเสียงคน เข้าใจว่าอยากจะโชว์เทพ ให้เห็นว่าทุกอย่างก็ทำได้เหมือนคนปกติ
ถนนในซอยความกว้างประมาณ 2 เมตร พอแกตั้งลำได้ เดินตัวตรง ก้าวอาดๆไปข้างหน้า จับแนวริมถนน โดยไม่ใช้ไม้เท้า
พ่อคุณเอ๊ยย เดินไปไม่ถึง 5 เก้าเท่านั้น จังหวะคราวซวยมาเยือน แกก้าวพลาด หัวคะมำหล่นตูมม้วนต้วนลงไปกับพื้นข้างล่าง ชนิดไม่เป็นท่า โชคดี ที่ไม่มีเศษไม้หรือเศษเหล็กอยู่ ที่จะทำให้แกบาดเจ็บ ทั้งขำทั้งสงสาร
ได้ยินแกด่าตัวเองว่า ขณะนั่งมึนอยู่กับพื้นข้างล่าง เกาหัวแกร็กๆ คงมีเขินเล็กน้อย
“ไอ้บ้าเอ๊ย วันนี้ทำไมซวยจังวะกรรู”
หลายเรื่อง บางทีตัวเรา ความสามารถไม่เท่าเขา ศักยภาพในเรื่องนั้นๆสู้คนอื่นไม่ได้ แต่คิดอยากจะทำแบบเขาบ้าง เพราะเคยเห็นเขาทำแล้ว ไม่เห็นยากอะไรเลย คิดว่าเราก็ต้องทำได้เหมือนกัน เพราะ 10 นิ้วเท่ากัน
บางคน เห็นเขาเปิดร้านขายอาหาร มีลูกค้าเยอะแยะ ก็เปิดร้านแข่งกะเขาบ้าง ผลออกมาเจ๊ง คนไม่เข้าร้าน เพราะองค์ความรู้หลายอย่างในการบริหารจัดการ มันไม่มีในตำรา ได้มาจากประสบการณ์ตรงที่สั่งสมมาในการทำร้านอาหาร
คนเราจะทำอะไรให้ประสบความสำเร็จได้ มันต้องมีองค์ความรู้ในเรื่องนั้นอย่างแท้จริง ถึงจะแก้ปัญหาได้ การที่เคยทำสำเร็จในเรื่องหนึ่ง มิใช่ว่าจะประสบความสำเร็จในอีกเรื่องหนึ่งที่ตนเองขาดองค์ความรู้และการสั่งสมประสบการณ์ ทางใครทางมัน !
การที่เอาคนที่ไม่รู้ในเรื่องนั้นๆเลยซักนิด ไปแก้ปัญหาเรื่องนั้น จะยิ่งเป็นการสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาอีก ก็คงเหมือนคนตาบอดที่เล่าให้ฟัง ที่ทำท่าแอ๊คอาร์ท อยากโชว์ จนเดินตกสะพานหัวทิ่มนั่นแหละ ตาไม่เห็น ..แต่ยังอวดดี !!!
…ตาบอดเดินตกถนน !...
จากการเปรียบเทียบให้เห็นว่า ขี้เมาคือประชาชน ประชานิยมคือสะพาน ค่อนข้างเห็นภาพชัด หากปล่อยให้ขี้เมาเดินไปแล้วตกสะพาน มันก็เป็นการเรียนรู้ว่าทีหลังเวลาอย่าทำซ่าส์
หรือเป็นบทเรียนสำหรับครั้งหน้า หากเมาแล้วก็จำเป็นต้องเดินบนสะพานนี้อีก จะได้ระมัดระวังให้มากยิ่งขึ้น จะได้ไม่พลาดตกลงไป สรุปคือควรให้เขาเรียนรู้ด้วยตัวเอง ผมเห็นด้วยครับ
ผมมีประสบการณ์ตรงเล่าให้ฟัง ครั้งหนึ่งเห็นคนตาบอด เดินไปถามถนนแคบๆแต่ยกสูงจากพื้นดินประมาณ 1 เมตร ในซอยแถวบ้าน
แรกๆตะแกก็ใช้ไม้เท้าแตะๆพื้นเดินไป ก็ไม่มีปัญหา แต่พอได้ยินเสียงคน เข้าใจว่าอยากจะโชว์เทพ ให้เห็นว่าทุกอย่างก็ทำได้เหมือนคนปกติ
ถนนในซอยความกว้างประมาณ 2 เมตร พอแกตั้งลำได้ เดินตัวตรง ก้าวอาดๆไปข้างหน้า จับแนวริมถนน โดยไม่ใช้ไม้เท้า
พ่อคุณเอ๊ยย เดินไปไม่ถึง 5 เก้าเท่านั้น จังหวะคราวซวยมาเยือน แกก้าวพลาด หัวคะมำหล่นตูมม้วนต้วนลงไปกับพื้นข้างล่าง ชนิดไม่เป็นท่า โชคดี ที่ไม่มีเศษไม้หรือเศษเหล็กอยู่ ที่จะทำให้แกบาดเจ็บ ทั้งขำทั้งสงสาร
ได้ยินแกด่าตัวเองว่า ขณะนั่งมึนอยู่กับพื้นข้างล่าง เกาหัวแกร็กๆ คงมีเขินเล็กน้อย “ไอ้บ้าเอ๊ย วันนี้ทำไมซวยจังวะกรรู”
หลายเรื่อง บางทีตัวเรา ความสามารถไม่เท่าเขา ศักยภาพในเรื่องนั้นๆสู้คนอื่นไม่ได้ แต่คิดอยากจะทำแบบเขาบ้าง เพราะเคยเห็นเขาทำแล้ว ไม่เห็นยากอะไรเลย คิดว่าเราก็ต้องทำได้เหมือนกัน เพราะ 10 นิ้วเท่ากัน
บางคน เห็นเขาเปิดร้านขายอาหาร มีลูกค้าเยอะแยะ ก็เปิดร้านแข่งกะเขาบ้าง ผลออกมาเจ๊ง คนไม่เข้าร้าน เพราะองค์ความรู้หลายอย่างในการบริหารจัดการ มันไม่มีในตำรา ได้มาจากประสบการณ์ตรงที่สั่งสมมาในการทำร้านอาหาร
คนเราจะทำอะไรให้ประสบความสำเร็จได้ มันต้องมีองค์ความรู้ในเรื่องนั้นอย่างแท้จริง ถึงจะแก้ปัญหาได้ การที่เคยทำสำเร็จในเรื่องหนึ่ง มิใช่ว่าจะประสบความสำเร็จในอีกเรื่องหนึ่งที่ตนเองขาดองค์ความรู้และการสั่งสมประสบการณ์ ทางใครทางมัน !
การที่เอาคนที่ไม่รู้ในเรื่องนั้นๆเลยซักนิด ไปแก้ปัญหาเรื่องนั้น จะยิ่งเป็นการสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาอีก ก็คงเหมือนคนตาบอดที่เล่าให้ฟัง ที่ทำท่าแอ๊คอาร์ท อยากโชว์ จนเดินตกสะพานหัวทิ่มนั่นแหละ ตาไม่เห็น ..แต่ยังอวดดี !!!